เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 10 พฤษภาคม 2026 at 15:03.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,323
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,112
    ค่าพลัง:
    +26,915
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,323
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,112
    ค่าพลัง:
    +26,915
    วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๑๐ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ อากาศยามเช้าในโรงแรมที่พักเมือง "Kaikoura" อยู่ที่ ๑๒ องศาเซลเซียส แต่ด้วยเหตุที่ว่าโรงแรม "Sudima Hotels" แห่งนี้ ตั้งอยู่ติดกับริมทะเล ซึ่งความจริงก็คือมหาสมุทรของขั้วโลกใต้นั่นเอง ลมทะเลพัดแรงมาก จึงทำให้อากาศค่อนข้างที่จะหนาว

    กระผม/อาตมภาพออกไปถ่ายรูปบริเวณหน้าโรงแรมตั้งแต่เช้ามืด เมื่อได้ทุกมุมที่ต้องการแล้วจึงกลับเข้ามาที่ห้องอาหาร ซึ่งทางโรงแรมนั้น แม้ว่าจะจัดอาหารเอาไว้หลายอย่างก็ตาม แต่ด้วยความที่ว่าคณะของเรานั้นแทบทุกคนก็คือ "สายกิน" จึงทำให้บ่นอุบอิบว่าแทบจะหาอะไรกินไม่ได้เลย..!

    กระผม/อาตมภาพเองนั้น ถ้าหากว่ามีอะไรใส่ท้องกันตายไปวันละ ๑ มื้อก็จบแล้ว แต่เหตุที่ต้องฉัน ๒ มื้อ ก็เพื่อไปดูแลความสุขความทุกข์ของพระภิกษุสามเณรนั่นเอง เนื่องเพราะว่าตั้งแต่มาเป็นรองเจ้าอาวาสวัดท่าขนุน เมื่อปี ๒๕๔๖ นั้น "แม่ชีชื่น" (อุบาสิกาชื่น ศรีสองแคว) ซึ่งเป็นหัวหน้าแม่ชีมาตั้งแต่สมัย "หลวงปู่สาย" (พระครูสุวรรณเสลาภรณ์) อดีตเจ้าอาวาสวัดท่าขนุน อดีตเจ้าคณะอำเภอทองผาภูมินั้น ได้แยกสำรับเอาไปส่งให้กระผม/อาตมภาพที่กุฏิ

    แต่ว่าแม้แต่สำรับนั้น กระผม/อาตมภาพก็ไม่ได้รับเอาไว้ บอกว่าเจ้าอาวาสเก่าเขาทำอย่างไรมาก็ตาม แต่ว่ากระผม/อาตมภาพนั้นจะลงไปฉันร่วมกับพระเณรทุกวัน..! จึงได้กลายเป็นธรรมเนียมที่ว่า ไม่ให้ส่งอาหารถึงกุฏิเหมือนอย่างเจ้าอาวาสที่ผ่านมา เมื่อมีอาหารอะไรลงท้องไปก็อิ่ม แล้วเราจะบ่นไปทำอะไร ?

    ครั้นกลับขึ้นมาห้องพักแล้ว ก็ได้ภาวนาอุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้าที่เจ้าทางทั้งในน้ำ บนบก ในอากาศ ซอกเขาราวห้วย ถนนหนทาง เรือนชานบ้านช่อง ตลอดเส้นทางในการเดินทางวันนี้ ขอให้ดินฟ้าอากาศช่วยเป็นใจ เพื่อที่เราจะได้เดินทางไปตามกำหนดการได้อย่างสะดวกและปลอดภัยด้วย
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,323
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,112
    ค่าพลัง:
    +26,915
    เมื่ออุทิศส่วนกุศลให้ทุกท่านเสร็จแล้ว กระผม/อาตมภาพก็หอบข้าวของเตรียมลงข้างล่าง สวนกับ "คุณนายปุ๊ก" (นางสาวพิกุลฉัตร พิจารณ์จิตร) และ "ตากล้องเอ๋" (นายสุรชาติ บุญเจริญ) ที่เพิ่งจะกินอาหารเช้าแบบซังกะตายเสร็จ พอเห็นก็ทำตาโตว่า "หลวงพ่อจะรีบลงไปทำไมเจ้าคะ ?" เนื่องเพราะว่านัดรถเดินทางตั้ง ๑๐ โมง กระผม/อาตมภาพบอกว่า "ถ้าเราสามารถที่จะไปถึงก่อน ก็ให้ไปเพื่อรอเขาดีกว่าให้คนอื่นเขารอ" แล้วก็ลงไปโดยไม่ฟังเสียงใคร เอากระเป๋าไปวางไว้ที่ล็อบบี้ แล้วออกไปถ่ายรูปริมมหาสมุทรซีกโลกใต้อีกวาระหนึ่ง

    เมื่อกลับขึ้นมาก็เห็นพวกเราค่อย ๆ ทยอยเอากระเป๋าลงมาทีละคนสองคน จัดขึ้นรถเรียบร้อยก็ประมาณ ๐๘.๔๐ น. พวกเราจึงวิ่งย้อนกลับไปยังสถานที่เมื่อวานนี้ ซึ่งก็คือจุด "Kaikoura Lookout" เมื่อวานเรามาถึงเวลาค่ำคืน วันนี้จึงมาในลักษณะขอ "แก้มือ" ซึ่งก็สมใจนึกมาก เพราะว่าแดดจัดจ้าจนหน้าแทบไหม้..! ทั้งท้องฟ้าและทะเลเป็นสีฟ้าจัดมาก และมีนักท่องเที่ยวอยู่แค่คนเดียวเท่านั้น ดูท่าว่าจะเป็นตากล้องมืออาชีพ มาถ่ายรูปทิวทัศน์ไปลงหนังสือหรือเพจของตนเอง

    เมื่อพวกเราถ่ายรูป "แก้มือ" กันจนครบทุกมุมแล้ว ก็ขึ้นรถวิ่งต่อไปยังจุดที่สอง ซึ่งเป็นสถานที่ก่อนหน้านั้น เขาตกปลากันตรงนั้น แต่ว่าตอนนี้ทางเทศบาลสั่งให้ปิดไปแล้ว ชื่อว่า "Fishing Place" ของเมือง Kaikaura นี่เอง ไปดูคลื่นซัดกระทบฝั่งเสียงโครมครืนแล้วก็ถ่ายรูปร่วมกัน มีอยู่หลายซอกหลายมุมให้พวกเราถ่าย แม้กระทั่งต้นไม้ใบหญ้าก้อนหินหรือเปลือกหอย ก็น่าสนใจไปไปหมด

    แล้ววิ่งต่อจากตรงนั้นมาประมาณ ๒๐ นาที มาถึงสถานที่ไฮไลท์แห่งหนึ่ง ซึ่งชื่อว่า "Walk Way" เมือง Kaikaura เป็นจุดชมแมวน้ำของสถานที่นี้ พวกเราลงมาเผชิญกับลมแรงทำให้รู้สึกหนาว เจ้าที่ซึ่งกระผม/อาตมภาพเรียกว่า "ท่านไก่" เหตุเพราะว่าทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์ท้องถิ่น แล้วก็อยู่เมือง Kaikaura นี้เอง ถ้าหากว่าภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า "ไกด์..!"

    ท่านชี้ให้ว่าไปทางด้านโน้นจะมีแมวน้ำให้ถ่ายรูป กระผม/อาตมภาพจึงเดินแยกจากคณะตรงดิ่งไป ได้ยินคณะที่แยกไปทางซ้ายเอะอะกับแมวน้ำ บอกว่ามีอยู่ตั้ง ๒ ตัว แต่กระผม/อาตมภาพเชื่อมั่นในความรู้ของตนเอง จึงเดินดุ่ย ๆ ไปจนถึงริมทะเลที่คลื่นกำลังสาดซัดแตกฟองครืนครันอยู่ มองซ้ายมองขวา ในที่สุดก็เห็นเจ้าตัวอ้วนปุ๊ก นอนอาบแดดอย่างมีความสุข ครั้นเดินเข้าไปใกล้ก็ยกหัวขึ้นมาแยกเขี้ยวให้ ประมาณว่าอย่ามากวนเวลานอนของเขานะ..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,323
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,112
    ค่าพลัง:
    +26,915
    กระผม/อาตมภาพถ่ายรูปไปหลายรูป แล้วโทรเรียก "น้องเล็ก" (นางสาวจิราพร ซื่อตรงต่อการ) บอกว่า ให้ต้อนพรรคพวกมาทางนี้โดยด่วน ไอ้เจ้าอ้วนขยับซ้ายขยับขวา แต่ว่าออกจากที่ไม่ได้ เหมือนอย่างกับมีใครขี่หลัง หรือเหยียบหลังเอาไว้อย่างนั้นแหละ..!

    กว่าที่พวกเราทั้งหมดมาถึง กระผม/อาตมภาพก็ถ่ายรูปให้ "น้องเล็ก" ที่มาถึงก่อนไปสองรูปแล้ว โดยเตือนว่าให้อยู่ห่างสักช่วงแขนหนึ่ง เพราะว่าแมวน้ำจริง ๆ แล้วเป็นสัตว์ที่ดุร้ายมาก ถ้าเผลอเมื่อไร โดนกัด อาจจะถึงพิการ เพราะว่าเจ้าพวกนี้มักจะกัดตามข้อพับซึ่งเป็นเส้นเอ็น..!

    เมื่อพวกเราแห่กันมาถึงก็กรี๊ดกร๊าดกันยกใหญ่ โดยเฉพาะ "น้องข้าวหอม" (นักศึกษาแพทย์ณภัทร ควรดำรงธรรม) จนทุกคนต้องเตือนว่าเบา ๆ หน่อย ไปรบกวนมาก เดี๋ยวก็หนีลงน้ำเหมือนเจ้าพวกนั้นอีก ได้ความว่าทางที่คณะใหญ่ไปเห็นนั้น ไม่สามารถที่จะเข้าใกล้แมวน้ำได้เลย เพราะว่าเดินเข้าไปห่างประมาณ ๑๐ เมตร แมวน้ำก็เผ่นหนีลงทะเลกันหมด..!

    พวกเราถ่ายรูป "เจ้าอุ๋งอุ๋ง" ตัวนี้ ซึ่งมันก็พยายามที่จะดิ้นรนยกหัวยกหางของตนเอง ท้ายที่สุดเมื่อไม่สามารถที่จะขยับได้ก็ทอดถอนใจ แกล้งทำตายเสียเลย..! กระผม/อาตมภาพต้องโบกมือเฉี่ยว ๆ หลัง ถึงจะยอมยกหัวขึ้นมา

    ครั้นพวกเราถ่ายรูปจนพอใจแล้ว ก็ถอนตัวออกจากจุดนั้น เพราะว่าไม่อยากรบกวนเขามากจนเกินไป พอเปิดรูปแล้วทุกคนก็ฮือฮากันมาก เพราะว่ามีแสงสีขาวพุ่งลงไปที่หลังเจ้าแมวน้ำตัวนั้นจริง ๆ แสดงว่า "ท่านไก่" แกอาจจะกดเอาไว้เพื่อให้พวกเราได้ถ่ายรูป แต่ถ้ามีนักท่องเที่ยวอื่นอยู่มาก เขาอาจจะสงสัย จึงต้องแยกออกมาทางด้านนี้เสียไกล ซึ่งไม่มีนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นเดินมาเลย..!

    เมื่อได้รูปด้วยความอิ่มอกอิ่มใจแล้ว พวกเราก็วิ่งตรงไปยังสถานที่สำคัญของวันนี้ ก็คือพื้นที่ของบริษัทซึ่งมีชื่อว่า "Whale Watch" เป็นบริษัทที่รับอาสาพาคนลงเรือไปชมปลาวาฬ

    พวกเราเข้าไปเข้าห้องน้ำแล้ว กระผม/อาตมภาพยังสงสัยว่าทำไมท้องทะเลมีหลายสีขนาดนั้น ? จึงชี้ให้"น้องเล็ก" ดู บอกว่านั่นคล้ายกับ "ทะเลสาบ ๕ สี" ที่อุทยานย่าติง มณฑลเสฉวน สาธารณรัฐประชาชนจีนเลย ว่าแล้วก็ใช้กล้องซูมถ่ายรูป โดยไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นสาหร่ายทะเล หรือว่าแพลงตอนอะไรสักอย่าง ที่ทำให้เป็นแบบนั้น
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,323
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,112
    ค่าพลัง:
    +26,915
    พวกเราเข้าไปนั่งรอคิวอยู่ด้านใน เจ้าหน้าที่นำบัตรขึ้นเรือมาให้ตามที่พวกเราได้จองเอาไว้ สักครู่หนึ่ง "น้องข้าวหอม" กับคุณแม่ ก็คือ "คุณหมอเก็บ" (แพทย์หญิงวัชรีพร ควรดำรงธรรม) ก็เอารูปมาอวด บอกว่าเป็นปรากฏการณ์ "ขี้ปลาวาฬ" ซึ่งเป็นเรื่องที่แพลงตอนต่าง ๆ นั้นเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้ทะเลบริเวณนั้นเปลี่ยนเป็นหลากสีเหมือนอย่างกับสายรุ้ง..!

    "น้องข้าวหอม" เอารูปถ่ายให้ดูด้วยความภาคภูมิใจ แต่ว่าเจ้าหน้าที่ประกาศให้พวกเราไปรอขึ้นรถเสียก่อน เลยไม่มีโอกาสที่จะลงไปริมทะเลเพื่อถ่ายรูป เหมือนกับที่ "น้องข้าวหอม" ทำ

    รถของเรานั้นมีรถตู้ระดับ VIP ๑ คัน แล้วก็รถบัสสำหรับนักท่องเที่ยวที่จองทริปเอาไว้ ๒ คัน พวกเราขึ้นรถแล้วก็วิ่งตรงไปประมาณ ๑๕ นาที มาถึงบริเวณปลายอ่าว ซึ่งมีเรือจอดอยู่ ๒ ลำใหญ่ ความจริงแล้วมีจอดอยู่เป็น ๑๐ ลำ แต่ว่าล้วนแล้วแต่เล็กกว่าทั้งนั้น สองลำนี้ก็คือของบริษัท "Whale Watch" ที่พวกเราลงทุนขอซื้อตั๋วเขาออกไปชมปลาวาฬนั่นเอง

    ครั้นขึ้นเรือได้ เขาก็ปิดประตูกระจก แล้วก็นำเรือฝ่าคลื่นออกไป คลื่นลมตอนนี้แม้ว่าจะค่อนข้างแรง แต่ว่าแดดจัดจ้า น้ำทะเลเป็นสีฟ้าน้ำเงินสวยมาก พวกเราเห็นบรรดานกทะเลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นนกบูบี้ นกเชียร์วอเตอร์ ตลอดจนกระทั่งเจ้านกยักษ์อัลบาทรอส กำลังร่อนลงอยู่ โดยมี "เจ้าอุ๋งอุ๋ง" พุ่งขึ้นลงตามคลื่นของเรือด้วย พวกเราจึงค่อนข้างจะมีความหวังว่า จะได้เห็นสัตว์ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างปลาวาฬเป็นแน่แท้..!

    เรือวิ่งเข้าไปในอ่าวแคนเทอเบอรี่ประมาณ ๑๕ นาที ถ้าหากว่าคิดจากความเร็ว ๒๐ น็อต/ชั่วโมง ก็แปลว่าเราวิ่งออกจากฝั่งมา ๕ ไมล์ทะเลแล้ว ทางด้านกัปตันก็หยุดเรือ ปล่อยให้พวกเราออกไปที่หัวเรือกัน บอกว่า ดูจากโซนาร์แล้ว ปลาวาฬอยู่ใต้เรือนี้เอง..!"

    กระผม/อาตมภาพไปยืนให้คลื่นซัดโยกไปเยกมา จนกระทั่งรู้สึกว่าเหมือนอย่างกับขี่ม้าก็ไม่ปาน..! แต่จนแล้วจนรอด เจ้าวาฬก็ไม่ยอมโผล่มาสักที มีแต่ "วาลภพ" อย่าง "เถ้าแก่ตี๋" (นายชวาลภพ วิทูรสุนทร) จึงหันไปบอกกับน้องเล็กว่า "เจ้าพวกนี้มันดำน้ำได้ครั้งละ ๓๐ - ๔๐ นาที ดูท่าว่าจะเพิ่งดำลงไป ก็เลยไม่คิดที่จะขึ้นมาให้ดู..!"

    ครั้นดูจนครบ ๓๐ นาที ซึ่งหลายคนทำท่าเมาจะอ้วกไปตาม ๆ กันแล้ว กัปตันก็ประกาศออกไมค์ให้พวกเรากลับเข้ามาในท้องเรือ ปิดประตูแล้วทำท่าเหมือนอย่างกับจะวิ่งกลับ กระผม/อาตมภาพก็ยังคิดว่ามีการวิ่งกลับเสียอีก โดยเฉพาะท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้มเข้ามา แล้วก็มีฝนตกปรอย ๆ อีกด้วย

    แต่ "คุณนายโย" (นางสาวทัศน์วรรณ พิพัฒน์รังสรรค์) แจ้งกับพวกเราว่า ถ้าบริษัทพาเรามาแล้วไม่เห็นปลาวาฬ เขาจะต้องคืนเงินให้ ๘๐ เปอร์เซ็นต์..! ดังนั้น..ไม่ทราบเหมือนกันว่าเป็นแรงยุของผู้โดยสาร หรือว่ากัปตันไม่อยากจะคืนเงิน จึงเบี่ยงหัวเรือออกไปกลางอ่าว ซึ่งตอนนี้ทั้งลมทั้งฝนสนั่นหวั่นไหวไปหมด..!
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,323
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,112
    ค่าพลัง:
    +26,915
    ครั้นไปถึงสถานที่เหมาะสม เพราะโซนาร์บอกว่าเจ้าวาฬยักษ์อยู่ใต้เรืออีกตามเคย พวกเราทั้งหมดซึ่งบ้าพอ..! ก็เฮละโลกันออกไป ๘ - ๙ คน โดยที่ "เสี่ยโอ" (นายอุดมศักดิ์ จิระบัณฑิตย์) นำเอาเสื้อกันลมของตนเองซึ่งมีฮู้ด มาให้กระผม/อาตมภาพยืมใส่ก่ น แล้วค่อยเดินโซซัดโซเซออกจากเรือไป เพราะว่าคลื่นลมรุนแรงมาก..!

    เรือโยกโคลงแรงมาก เกาะซ้ายก็เย็นเฉียบ เกาะขวาก็หนาวจนมือแข็ง..! กว่าที่จะไปถึงหัวเรือได้ กระผม/อาตมภาพก็แทบจะเป็นน้ำแข็งไปแล้ว..! เรือจอดนิ่ง ๆ อยู่บริเวณนี้ ปล่อยให้คลื่นลมซัดโยกเยก คลื่นทะลักเข้ามาจนเปียกโชกไปหลายคน แต่ก็ไม่เห็นอะไรเลย เจ้าวาฬยังคงดื้อดึงกบดานเงียบอยู่เหมือนเดิม..!

    จนกระทั่งเจ้าวาฬน่าจะเคลื่อนที่ไปใต้ทะเล เพราะว่ากัปตันทำการหันหัวเรือตามไปด้วย "คุณนายโย" บอกว่าอยู่ทางนั้น แล้วก็ชี้ให้เห็นสิ่งดำ ๆ ผลุบ ๆ โผล่ ๆ อยู่ในทะเล กระผม/อาตมภาพถ่ายรูปไปแล้วบอกว่า "น่าจะเป็นหางปลาวาฬ" พออีกสักครู่หนึ่ง เข้าไปใกล้บริเวณนั้น ปรากฏว่าเป็นโขดหินสองโขด ก็เลยหัวเราะกันแทบเป็นแทบตาย..!

    ตะเกียกตะกายเซซ้ายเซขวากลับเข้ามาในเคบิน แทบจะแข็งไปทั้งตัว ทั้ง ๆ ที่อากาศแค่ ๑๒ องศาเซลเซียส แต่ว่าอยู่กลางลมกลางฝนแบบนี้ หนาวอย่าบอกใครเลย..! กลับเข้ามาปิดประตูนั่งสั่นอยู่พักใหญ่ กัปตันก็คงถอดใจแล้วว่า งานนี้คงต้องโอนเงิน ๘๐ เปอร์เซ็นต์คืนลูกค้าเป็นแน่แท้..! จึงพาพวกเราวิ่งฝ่าคลื่นฝืนลม กลับถึงฝั่งเวลาประมาณ ๑๓.๐๕ น. ของนิวซีแลนด์

    เมื่อขึ้นรถกลับมาถึงสำนักงานบริษัทแล้ว พวกิราก็วิ่งตรงไปยังห้องน้ำก่อน แต่เจ้าประคุณเถอะ..คิวยาวอย่าบอกใครเลย แล้วคนที่เข้าห้องน้ำแบบถ่ายหนัก ก็ดันนั่งกบดานเงียบ ไม่ขยับเขยื้อนยิ่งกว่าเจ้าวาฬหัวดื้อเสียอีก..! กระผม/อาตมภาพซึ่งเป็นพระภิกษุ ไม่สามารถที่จะไปยืนแอ่นแข่งกับญาติโยมได้..! จึงต้องตัดใจว่าไปเข้าที่ร้านอาหารก็แล้วกัน..!

    ครั้นขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว พลขับก็พาวนออกมา แต่ว่าร้านอาหาร ๒ แห่ง ๓ แห่ง ล้วนแล้วแต่คนเต็ม หรือไม่ก็มีโต๊ะไม่พอให้พวกเรา ๑๑ คน จึงต้องวนไปจนกระทั่งมาถึง "ร้าน Strawberry Tree" จึงมีโต๊ะเพียงพอ ร้านนี้เป็นร้านเล็กและเก่าแก่ ดูท่าว่าจะมีฝีมือไม่น้อย เพราะว่าคนก็แน่นเหมือนกัน เข้ามาแล้วรู้สึกว่าตัวละลายออกมาหน่อย เพราะว่าเขามีเตาผิง และกระผม/อาตมภาพได้ที่นั่งหน้าเตาผิงพอดี
     
  7. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,323
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,112
    ค่าพลัง:
    +26,915
    รออยู่ ๑๐ กว่านาที อาหารจึงทยอยกันมา ชามแรกก็คือซุปหอยแมลงภู่กับขนมปังกระเทียม กระผม/อาตมภาพโกยเข้าปากไปครึ่งหนึ่ง แล้วก็สละให้กับ "ตากล้องเอ๋" ซึ่งนั่งอยู่ตรงหน้า ขณะที่คนอื่นได้อาหารกันหมดแล้ว

    "ตากล้องเอ๋" ไม่ทราบเหมือนกันว่าไปสั่งอาหารอะไรไว้ ของอื่น ๆ ทยอยกันมาตามลำดับ ส่วนใหญ่ก็เป็นอาหารออกแนว "ซีฟู้ด" ของกระผม/อาตมภาพนั้น "คุณนายโย" ผู้กุมถุงงบประมาณการกินอยู่ ถึงขนาดสั่งกุ้งล็อบสเตอร์ มาให้ซีกหนึ่ง กระผม/อาตมภาพจึงหั่นหางออกมา แล้วก็ตัดเนื้อมาแค่คำหนึ่ง ส่งส่วนที่เหลือให้กองกลาง หางที่เหลือส่งไปให้ "น้องเล็ก" แต่อีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่มีปัญญาจะกิน จึงแบ่งกับ "คุณนายปุ๊ก" ที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ

    พวกเรารับประทานอาหารที่เขาทยอยกันมาส่ง แล้วก็มาตกใจกับถาดสุดท้าย เนื่องเพราะว่าเป็นซี่โครงอบใหญ่มหึมาเต็มถาดเลยทีเดียว..! กระผม/อาตมภาพนำเอาส่วนที่เขาหั่นเป็นชิ้น ๆ แล้วขึ้นมาชิ้นหนึ่ง ใส่จานของตนเอง เมื่อตัดใส่ปากคำแรกก็บอกว่า "เนื้อแกะ..!" พอส่งต่อไปถึงมือคนอื่น ทุกคนชิมแล้วก็ทำหน้าประหลาดไปตาม ๆ กัน..! ทำเอากระผม/อาตมภาพหัวเราะในใจ

    เนื่องเพราะว่าร้าน "Strawberry Tree" นี้อนุรักษ์มาก ไม่ทราบว่าทำเนื้อแกะอีท่าไหน ถึงได้เหมือนเนื้อแกะขนาดนั้น..! ที่ผ่านมาพวกเรากินเนื้อแกะกันโดยแทบไม่มีกลิ่นสาบเลย แต่ของร้านนี้กลิ่นสาบมาประมาณ ๗๐ - ๘๐ เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ทุกคนได้แต่นั่งมองซี่โครงแกะผืนมหึมา ซึ่งยังส่งตามมาอีก ๑ ถาด..! แล้วจัดการกวาดของอื่นลงท้องจนหมดสิ้น

    กระผม/อาตมภาพไปเข้าห้องน้ำแล้ว บอกว่า "อะไรที่เก็บกลับไปได้ ก็ให้เขาห่อให้ด้วย" ว่าแล้วก็กลับขึ้นรถ ไป นั่งฉันองุ่นกับส้มที่พวกเรานำติดตัวมา พักใหญ่ "คุณนายโย" ก็ถือเอากล่องอาหารเก้ ๆ กัง ๆ ตามมา บังเอิญเหลือเกินที่มองไปเห็นบุคคลหนึ่ง ซึ่งน่าจะเป็นพวก "ผู้ไร้บ้าน" จึงส่งอาหารกล่องนั้นให้กับ "เถ้าแก่จิ๊บ" (นายอรรถสิทธิ์ พึ่งอุตสาหะ) ซึ่งภาษาอังกฤษคล่องแคล่วชำนาญที่สุดในคณะ บอกว่านำไปให้เขาหน่อย

    "เถ้าแก่จิ๊บ" กับพรรคพวกเดินข้ามถนนเอาไปให้ ดูท่าคนไร้บ้านนั้นดีอกดีใจเป็นอย่างมาก คงไม่เคยเจอสเต๊กซี่โครงแกะชิ้นมหึมาขนาดนี้มาก่อน ต่อให้ "ท้องยุ้งพุงกระสอบ" อย่างไร ก็น่าจะแบ่งกินได้ถึงสองมื้อ พวกเราพลอยอนุโมทนากับ "คุณนายโย" ไปด้วย

    จากนั้นพวกเราก็หันหัวรถย้อนกลับไปทางเมือง "Christchurc"h ตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยเมฆมืดมัว และฝนพรำหนักบ้างเบาบ้างไปตลอดทาง ยิ่งวิ่งอากาศก็ยิ่งมืดยิ่งค่ำลงไปทุกที ประมาณ ๑ ชั่วโมง พวกเราก็แวะเข้าห้องน้ำครั้งหนึ่ง ครั้นเข้าห้องน้ำได้สองครั้ง ชั่วโมงต่อมาพวกเราก็วิ่งมาถึง "โรงแรม Novotel Christchurch Airport Hotel" ซึ่งอยู่ภายใน "สนามบิน Christchurch" นั่นเอง

    เมื่อกระผม/อาตมภาพได้ห้องพักแล้ว ก็จัดการสรงน้ำสรงท่า แล้วจึงมาบันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุนอยู่ในขณะนี้

    สำหรับวันนี้ ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันอาทิตย์ที่ ๑๐ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...