เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 25 พฤษภาคม 2026 at 20:00.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,401
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,127
    ค่าพลัง:
    +26,925
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,401
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,127
    ค่าพลัง:
    +26,925
    วันนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ ๒๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ สิ่งหนึ่งที่ผู้เข้ารับการอบรมทั้งหลายต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง ก็คือการประพฤติปฏิบัติธรรมของเรา อย่าเข้มงวดเกินไป และอย่าย่อหย่อนเกินไป หรือที่บาลีใช้คำว่า ทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา)

    คราวนี้ทางสายกลางนั้นไม่มีมาตรฐาน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ครับ เพราะว่าจุดพอดีหรือทางสายกลางของแต่ละคนนั้น ขึ้นอยู่กับกำลังกาย กำลังใจ กำลังสติปัญญาที่สั่งสมมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน เพราะฉะนั้น..เราจะเห็นว่าบางท่านนั่งกรรมฐาน ๓ วัน ๓ คืนสบายมาก ส่วนเรา ๓๐ นาทีจะตายแล้ว..!
    ถ้าหากว่ารู้สึกว่าไม่ไหวเมื่อไร อย่าเพิ่งเชื่อนะครับ ลองฝืนดูหน่อย ถ้าฝืนแล้วไปต่อได้ แสดงว่าเมื่อครู่นี้กิเลสหลอกเรา..! แต่ถ้าฝืนแล้วไปต่อไม่ได้ สามารถเลิกได้ครับ แต่ต้องประคับประคองรักษาอารมณ์ที่เราทำได้ไว้ด้วย

    ทุกวันนี้ที่เราประพฤติปฏิบัติแล้วหาความก้าวหน้าไม่ได้ กระผม/อาตมภาพพูดไปแล้วว่า เราทำแล้วทิ้ง ไม่รู้จักประคับประคองรักษาอารมณ์เอาไว้ การปฏิบัติธรรมเหมือนกับการว่ายทวนน้ำครับทุกท่าน พอท่านว่ายไปจนหมดเวลา ท่านก็รามือ ปล่อยลอยตามน้ำไป พอถึงเวลาปฏิบัติธรรมใหม่ กูก็ตั้งหน้าตั้งตาจ้วงขึ้นมาใหม่ พอเลิกปฏิบัติธรรมก็ทิ้ง ปล่อยลอยน้ำไปอีก ถ้าท่านใดเป็นแบบนี้ ท่านจะเป็นคนขยันครับ เพียรพยายามทำงานทุกวัน แต่ไม่มีผลงานเลย..! เพราะว่าลอยกลับไปอยู่ที่เดิม แล้วถ้าวันไหนล้าขึ้นมา ก็จะลอยไปไกลกว่าเดิมครับ เพราะเราว่ายกลับมาได้ไม่เท่าเดิม..!

    ทุกท่านเมื่อประพฤติปฏิบัติธรรมจนอารมณ์ใจทรงตัวดีแล้ว ต้องใช้สติประคับประคองอารมณ์นั้นให้อยู่กับเราให้นานที่สุด ใหม่ ๆ ได้ ๓ นาที ๕ นาที ถือว่าสุดยอดแล้วครับ แต่ถ้าหากว่าเรารู้จักตั้งสติระมัดระวัง ก็จะเพิ่มเป็น ๑๐ นาที ๑๕ นาที ๒๐ นาที ครึ่งชั่วโมง ๑ ชั่วโมง เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ครับ จนกระทั่งอารมณ์ใจทรงตัวอยู่กับเราเป็นเดือนเป็นปี แต่อย่าเผลอนะครับ เผลอเมื่อไรก็พังอีก..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,401
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,127
    ค่าพลัง:
    +26,925
    กระผม/อาตมภาพมีลูกศิษย์อยู่ ๒ ท่าน เป็นฆราวาสวัยรุ่นทั้งคู่ เขาบอกว่า "ที่หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า คนที่เป็นพระอรหันต์แล้วต้องตายภายใน ๗ วัน พวกผม ๒ คนไม่เห็นจะตายเลย เป็นกันมาเป็นเดือนแล้ว"

    กระผม/อาตมภาพขำก็ขำ สงสารก็สงสาร เนื่องเพราะว่าถ้าเราทรงสมาธิระดับอัปปนาสมาธิได้ รัก โลภ โกรธ หลง จะโดนกดดับไปชั่วคราวด้วยอำนาจของสมาธินั้น กำลังใจที่ปราศจาก รัก โลภ โกรธ หลง แบบนั้น หลายคนคิดว่าตัวเองได้มรรคได้ผลแล้ว ทั้ง ๆ ที่เป็นแค่ "ปัสสัทธิ" ใน "อุปกิเลส" เท่านั้น ก็คือความสงบระงับที่เกิดจากอำนาจฌานสมาบัติกดกิเลสเอาไว้

    แล้วไม่ต้องห่วงนะครับ เจ้า ๒ ตัวนั่นตอนนี้มีลูก ๕ คนแล้ว..! นั่นคือปฏิบัติไปแล้วเข้าใจผิด รักษาอารมณ์ใจได้ต่อเนื่องก็จริง แต่ด้วยความที่ว่า อนุสัยกิเลสไปนอนนิ่งอยู่เฉย ๆ เพราะอำนาจฌานสมาบัติกดเอาไว้ จึงทำให้คิดว่าตนเองหมดกิเลสแล้ว แต่พอเผลอเมื่อไร กิเลสตีกลับก็หงายท้องละครับ..!

    จึงเป็นเรื่องที่ทุกท่านต้องระมัดระวังเป็นอย่างสูง การปฏิบัติธรรมของเราต้องตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน ซึ่งความจริงทุกท่านตั้งไว้ตั้งแต่วันบวชแล้วครับ ถ้าใครบวชด้วยวิธีอุกาสะฯ แบบวัดท่าขนุน เจ้านาคจะต้องบอกว่า นิพพานัสสะ สัจฉิกะระณัตถายะ เอตัง กาสาวัง คะเหตวา ข้าพเจ้าขอรับเอาผ้ากาสาวพัสตร์นี้มา เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน ไม่ทราบเหมือนกันว่าแปลไม่ออก หรือว่าแปลออกแต่ลืม พอบวชไปนานหน่อย ก็เริ่มปล่อยปละละเลย..!

    ทุกท่านครับ ถ้าเราไม่เข้มงวดกับตัวเอง โอกาส "ตาย" มีสูงมากนะครับ คำว่า "ตาย" ในที่นี้คือตายจากคุณงามความดีทั้งปวง หลายท่านที่ชอบการประพฤติปฏิบัติ เคยสังเกตใจตัวเองไหมครับ ? ว่าปัจจุบันนี้เราซังกะตายทำไปเท่านั้น กราบพระก็สักแต่ว่าแปะ ๆ ให้ครบ ๓ ครั้งเท่านั้น จิตใจไม่ได้น้อมตามไปด้วยความเคารพเลย..!

    ถึงเวลาทำวัตรสวดมนต์ ๒๐ นาที ๓๐ นาที ไม่สามารถที่จะพนมมือให้ตลอดได้ ถ้าใครเป็นอย่างนี้ระวังไว้นะครับ ความเจริญกำลังจะมาถึงแล้ว..! ถ้ากิเลสชักนำรุนแรงมากกว่านี้ ท่านสึกหาลาเพศแน่นอนครับ ยกเว้นว่ามีวัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายอื่นอยู่ ก็จะหน้าด้านหน้าทนอยู่ต่อไป แต่เป็นการอยู่แบบหาความดีไม่ได้ มีแต่สร้างความชั่วเพิ่มขึ้นไปทุกวัน..!

    ในเมื่อเราเป็นนักปฏิบัติธรรมจึงต้องระวังเป็นอย่างสูง โดยเฉพาะต้องหมั่นใช้ "วิมังสา" หลักธรรมในอิทธิบาท ๔ วิมังสาตัวนี้ก็คือ ไตร่ตรองทบทวนอยู่เสมอว่า เราทำอะไร ? เพื่ออะไร ? ปัจจุบันนี้ทำไปถึงไหน ? ยังเหลืออีกมากน้อยเท่าไร ? ยังตรงต่อเป้าหมายหรือไม่ ? ถ้าท่านทั้งหลายไม่ทบทวนแบบนี้ทุกวัน โอกาสหลงทางมีสูงมากครับ..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,401
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,127
    ค่าพลัง:
    +26,925
    เพื่อนพระสังฆาธิการของกระผม/อาตมภาพจำนวนมากด้วยกัน แรก ๆ ก็ตั้งใจทำเพื่อพระพุทธศาสนาครับ ทุ่มเทเสียสละทุกอย่าง แต่พอนานไป ๆ เป้าหมายก็เริ่มเบี่ยงเบน กลายเป็นทำเพื่อความสุขเฉพาะของตน ต้องสร้างกุฏิดี ๆ ติดม่านหลุยส์อย่างงาม ติดแอร์เย็นฉ่ำ ต้องมีรถตู้หรู ต้องมีโทรศัพท์รุ่นล่าสุด ทุกท่านครับ ถ้ากำลังใจมาอย่างนี้ ให้รู้ว่าหลงทางไกลมากแล้วครับ..!

    ลูกศิษย์หลายคนช่างกล้า มาถามกระผม/อาตมภาพว่า "อาจารย์สร้างภาพหรือเปล่า ? อะไร ๆ ก็ไม่เอา" กระผม/อาตมภาพบอกไปว่า "ถ้าพระทุกรูปในประเทศไทยพร้อมใจกันสร้างภาพ คุณว่าศาสนาเราจะเจริญไหม ?" คนสร้างภาพนั้นทำไม่ทน ทำไม่นาน เพราะว่าไม่ใช่เนื้อแท้ตัวเองครับ ส่วนคนที่ตลอดชีวิตทำมาแบบนี้ นั่นคือสิ่งที่เขาทำเพราะอยากทำครับ
    คนทำดีเพราะอยากทำ จะทำได้ทน ทำได้นาน คนทำดีเพราะอยากดี ถ้าดีไม่ตอบ เราก็จะท้อใจ หมดกำลังใจ

    สิ่งหนึ่งที่จะช่วยทุกท่านได้จริง ๆ ก็คือภาวนาให้ทรงเป็นอัปปนาสมาธิครับ อัปปนาสมาธิเบื้องต้นธรรมดา ๆ นี่แหละครับ ที่ภาษาพระเรียกว่าปฐมฌาน ซึ่งแบ่งเป็นหยาบกับละเอียดครับ อย่างหยาบยังใช้การไม่ได้นะครับ เพราะว่าสติจะตามสมาธิไม่ทัน เหมือนกับเราเผลอหลับทุกที แต่ถ้าเป็นปฐมฌานแบบละเอียด สังเกตง่ายครับ เราจะรู้สึกถึงลมหายใจและคำภาวนาเองโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องบังคับก็เป็นเองครับ

    ถ้าอย่างนั้นท่านก็เอาสติประคับประคองเอาไว้ อย่าเผลอให้ รัก โลภ โกรธ หลง มากินใจเราได้ ตอนนั้นโคตรจะมีความสุขเลยครับ..! ปกติคนเราจะโดนไฟใหญ่ ๔ กอง คือ รัก โลภ โกรธ หลง เผาอยู่ตลอดเวลา พอสมาธิทรงตัว ไฟ ๔ กองนี้โดนอำนาจสมาธิกดดับชั่วคราว คนที่ถูกไฟเผาแล้วอยู่ ๆ ไฟดับ มีความสุขแค่ไหน พูดเป็นภาษามนุษย์ไม่ได้ครับ เป็นสภาวธรรมที่เป็นปัจจัตตังจริง ๆ ที่พระมหากัปปินเถระท่านว่า "อะโห สุขัง..อะโห สุขัง" สุขจริงหนอ..สุขจริงหนอ

    จากจุดนี้ท่านใช้ปัญญาเพิ่มนิดเดียว
    ครับ ปุถุชนหนาด้วยกิเลสอย่างเรา เข้าถึงแค่พื้นผิวของคำสอนในพระพุทธศาสนา ยังมีความสุขขนาดนี้

    คนที่ทรงฌานได้มากว่า ทรงฌานได้สูงกว่า เขาจะมีความสุขยิ่งขึ้นไปเท่าไร ?
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,401
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,127
    ค่าพลัง:
    +26,925
    แล้วบุคคลที่ทรงฌาน ๔ สมาบัติ ๘ ยังอยู่กับอบายภูมิได้ง่ายนะครับ ไม่รอดหรอก พลาดเมื่อไรก็ลงเมื่อนั้น..!

    บุคคลที่รอดได้แน่ ๆ ต้องเป็นพระโสดาบันขึ้นไป ท่านที่เข้าถึงปุ๊บ ญาณคือเครื่องรู้ปรากฏ แจ้งว่าเราเป็นพระโสดาบันแล้ว พ้นจากอบายภูมิทั้งปวงแล้ว เกิดระหว่างมนุษย์กับเทวดา อย่างแย่ที่สุดก็ ๗ ครั้ง เข้าสู่พระนิพพาน ไม่ต้องมาหวาดกลัวกับโทษในอบายภูมิอีก ท่านจะมีความสุขขนาดไหน ?

    แล้วพระสกาทาคามี ที่ชำระ รัก โลภ โกรธ หลง ให้จางบางเบาลงไปได้มากกว่านั้น จะมีความสุขขนาดไหน ?

    พระอนาคามีที่ไม่ต้องลงมาเกิดอีก อยู่รอบรรลุมรรคผลบนสุทธาวาสพรหม ท่านปลอดภัยจากวัฏสงสาร จะมีความสุขขนาดไหน ?

    แล้วพระอรหันต์ ที่ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดมาทุกข์แม้แต่นิดเดียว ท่านจะมีความสุขขนาดไหน ?

    แล้วพระพุทธเจ้าของเราที่เป็นสุดยอดพระอรหันต์ พระองค์ท่านจะมีความสุขขนาดไหน ?

    เข้าถึงแค่พื้นผิวแรกของสมาธิเท่านั้นครับ ใช้ปัญญาประกอบนิดเดียว เราจะเห็นชัดเลยว่าคุณพระรัตนตรัยคืออะไร ? คราวนี้ถึงเวลากราบพระ ก็กราบไหว้เต็มไม้เต็มมือครับ มอบกายถวายชีวิตเลย เอ่ยปากว่า

    พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอยึดพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง เรายึดจริง ๆ นะครับ ยึดสุดจิตสุดใจไปเลย

    ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอยึดพระธรรมเป็นที่พึ่ง ยึดสุดหัวใจเลยครับ

    สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอยึดพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง ยึดสุดหัวใจจริง ๆ ครับ ไม่ใช่สักแต่ว่า ไม่ใช่สักแต่กราบ แต่กราบพร้อมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจครับ


    ถ้ามาถึงตรงนี้ ทุกท่านก็แค่ทบทวนศีลทุกข้อให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ ตั้งใจว่าถ้าหากว่าหมดอายุขัยตายลงไปก็ดี หรือแรงกรรมทำให้เกิดอุบัติเหตุถึงแก่ชีวิตลงไปก็ตาม เราขอมีพระนิพพานเป็นที่ไปแห่งเดียวเท่านั้น ถ้าท่านสามารถรักษาอารมณ์ใจแบบนี้ไว้ได้ ก่อนนอนสัก ๑๕ นาที ตื่นนอนสัก ๑๕ นาที โอกาสที่จะหลุดพ้นกิเลสไปสู่พระนิพพานมีสูงมากครับ

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณร ตลอดจนกระทั่งผู้เข้ารับการอบรมทุกท่าน และญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันจันทร์ที่ ๒๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...