บทความให้กำลังใจ(คนช่างสังเกต)

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 8 พฤษภาคม 2017.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    59,467
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +36,427
    การจับผิด.jpg
    จุดเด่นและจุดด้อย
    ผมได้อ่านนิทานอีกเรื่องจากหนังสือที่มีชื่อว่า นิทานคุณธรรม ซึ่งเรียบเรียงโดย เขียน-นิทัศน์ ธีระวิทย์ อ่านจบแล้วรู้สึกว่าได้ข้อคิดดี ๆ มาอีกมากมาย ก็เลยนำเอามาถ่ายทอดให้กับท่านผู้อ่านได้อ่านกันบ้าง เรื่องราวมีดังนี้ครับ

    กาลครั้งหนึ่ง มีกษัตริย์องค์หนึ่ง ทรงมีพระโอรสสามพระองค์ ซึ่งวัน ๆ เอาแต่หาเรื่องขุดคุ้ยข้อเสีย และเปิดโปงความบกพร่องของกันและกัน ทะเลาะกันไม่หยุด ไม่ว่าจะไปที่ไหน พระโอรสก็เอาแต่พูดถึงแต่ความดีของตัวเอง กล่าวถึงความชั่วของคนอื่น จนกษัตริย์ทรงพิโรธ จึงทรงขับพระโอรสออกนอกประเทศ ตรัสว่า “ถ้าพวกเจ้าไม่ยอมปรับปรุงตัว ก็อย่ากลับมาให้ข้าเห็นหน้าอีกต่อไป”

    พระโอรสทั้งสามก็ออกจากประเทศไป ในระหว่างทางก็ยังคงทะเลาะกันไม่หยุด แต่ละองค์ต่างก็บอกว่าตัวเองถูก คนอื่นไม่ถูก สุดท้ายทั้งสามจึงแยกทางกันเดิน

    หลายวันผ่านไป เผอิญพี่น้องสามพระองค์มาพบกันเข้าอีก ที่หน้าอกและหลังของแต่ละองค์ต่างก็มีถุงแขวนอยู่ ต่างฝ่ายต่างก็ถามกันว่าถุงนั้นใส่อะไรไว้

    องค์ชายใหญ่ตรัสว่า “ถุงด้านหลังของข้า ใส่จุดเด่นของญาติมิตร ถุงที่หน้าอกใส่จุดด้อยของเขา ข้าไม่เคยเปิดดูถุงที่สะพายอยู่ด้านหลังเลย ฉะนั้นจึงไม่รู้ว่าจุดเด่นของญาติมิตรมีอะไรบ้าง”

    องค์ชายรองตรัสว่า “ข้าเอาจุดเด่นของตัวเองใส่ไว้ในถุงที่หน้าอก เพื่อข้าจะได้มองเห็นมันอยู่ตลอดเวลา และยังทำให้คนอื่นเห็นได้ง่ายด้วย ข้าเอาจุดด้อยของข้าเองที่คนอื่นว่า ใส่ไว้ในอีกถุงหนึ่ง แบกไว้ข้างหลัง ข้าไม่เคยดูมันเลย และไม่คิดจะให้คนอื่นดูด้วย ข้าอยากจะให้พวกเขาเห็นแต่จุดดีของข้าเท่านั้นพอ”

    องค์ชายเล็กตรัสว่า “ถุงที่อยู่หน้าอกของข้านั้น ใส่แต่จุดเด่นของคนอื่นและบุญคุณที่ข้าได้รับ ข้ามองเห็นมันตลอดเวลา เมื่อใดที่ข้าเห็นจุดด้อยของคนอื่น ข้าจะเอามันใส่ไว้ในถุงด้านหลัง นอกจากนั้นข้ายังได้เจาะรูเล็กๆ ที่ใต้ถุงนี้ เพื่อให้จุดด้อยของคนอื่นไหลออกจากถุงได้ง่าย ๆ ดังนั้นข้าจึงแบกแต่จุดเด่นของคนอื่นเดินทางไป และรู้สึกตัวเบาสบายมาก ๆ”

    องค์ชายใหญ่ และองค์ชายรองเดินไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มรู้สึกว่าต้องแบกถุงหนักขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งสองจึงรู้สำนึกว่า “น้องเล็กเขาสบายกว่าพวกเรามาก เราปล่อยให้สิ่งของที่ไม่มีประโยชน์ทับถมจนยืดตัวให้ตรงไม่ได้ ลำบากเหลือเกิน” ดังนั้นพระองค์จึงเอาจุดด้อยของคนอื่นใส่ถุงโยนทิ้งไปจนหมด ผลก็คือมีความรู้สึกเบาสบายกว่าเดิมมากมาย

    พระโอรสทั้งสามต่างสำนึกความผิดของตนได้แล้ว จึงตัดสินใจกลับไปเข้าเฝ้าพระราชบิดาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ พระบิดาทรงยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทรงเห็นพระโอรสของพระองค์เปลี่ยนแปลงไปแล้ว

    และทรงตรัสว่า “สำหรับคนอื่นเราต้องดูจุดเด่นให้มากๆ ดูจุดด้อยให้น้อยๆ แต่สำหรับตัวเองต้องดูจุดด้อยให้มาก ๆ และพยายามปรับปรุงตัวเอง อย่างนี้จึงจะมีความเจริญต่อไปได้”

    [​IMG] [​IMG] [​IMG] นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ::

    การที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่นได้อย่างดีนั้น ให้มองจุดดีของคนอื่นให้มากเข้าไว้ เพื่อที่จะได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข การที่เรามัวแต่ไปมองแต่จุดด้อยของคนอื่นมันไม่มีประโยชน์อะไรกับตัวเราเองเลย จริงๆ แล้วตัวเราเองก็มีจุดด้อยเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าตัวเองจะเก่งไปได้ซะทุกอย่าง และถ้าเราสามารถเปิดใจมองจุดด้อยของตนเองได้จริง ๆ สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ เราจะพัฒนาจุดด้อยเหล่านั้นให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

    แล้วเราก็จะเป็นคนที่เก่งขึ้น ดีขึ้น อีกทั้งยังได้รับความรักจากคนรอบข้าง เพราะเราไม่เคยมองจุดไม่ดีของคนอื่นนั่นเอง ความสุขก็จะเกิดขึ้นในจิตใจของเราเองในที่สุด

    ขอบคุณที่มา :: คุณประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร :: https://prakal.wordpress.com/2014/08/29/นิทานสอนใจ-จุดเด่นและจุดด้อย :: ภาพจากอินเทอร์เน็ต

    [​IMG] (♡✿◕‿◕✿♡) กราบอนุโมทนาบุญกับท่านผู้เจริญในธรรมและกัลยาณมิตรทุกท่าน มีดวงตาเห็นธรรม มีความสว่างทั้งทางโลกและทางธรรม รู้แจ้งเห็นจริง มีความสุขความเจริญ อยู่เย็นเป็นสุข ท่านใดมีความทุกข์ขอให้พ้นทุกข์ ท่านมีความสุขขอให้มีความสุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป ธรรมรักษา เทวดาคุ้มครอง สุขกายเจริญวัย สุขใจเจริญธรรม ขอให้ท่านเจริญในธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไปนะเจ้าค่ะ [​IMG] [​IMG] [​IMG] [​IMG] (♡✿◕‿◕✿♡)

    .....................................................

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=51683
     
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    59,467
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +36,427
    ขอทาน ซื้อซาลาเปา
    ร้านซาลาเปาร้านหนึ่ง กิจการดีมาก มีลูกค้าเข้าร้านตลอดทั้งวัน

    วันหนึ่ง มีขอทานสวมเสื้อผ้าเก่า ๆ ขาด ๆ เนื้อตัวสกปรก
    มาที่ประตูร้าน ทำให้ลูกค้าหลายคนพากันอุดจมูกเดินหนี

    ลูกจ้างของร้านก็เข้ามาต่อว่า และเอ่ยปากไล่ไปให้พ้นร้าน
    แต่ขอทานก็รีบอธิบาย "คุณครับ ผมไม่ได้มาขอทานหรอก แต่จะมาซื้อซาลาเปา"
    พร้อมกับเอาเหรียญเศษสตางค์ ออกมานับด้วยสองมือ

    ลูกจ้างรู้สึกรำคาญ จึงออกแรงปัด เหรียญทั้งหมด ... ตกพื้น !!!
    ขอทานตกใจ รีบก้มลงเก็บเหรียญบาทบนพื้น
    แต่หาอย่างไร ก็ขาดไป 1 บาท อยู่ดี

    "เหรียญ 1 บาท นี่...คุณทำตกใช่ไหมครับ"

    ขอทานเงยหน้ามอง ก็เห็นเถ้าแก่ ของร้าน
    เขาไม่กล้าแม้แต่จะรับเงินจากเถ้าแก่
    และกำลังจะวิ่งหนีด้วยความลุกลี้ลุกลน

    แต่ก็ถูกเถ้าแก่เรียกให้หยุด พร้อมพูดว่า
    "ยินดี ต้อนรับครับ คุณลูกค้า !!!
    ไม่ทราบว่าคุณต้องการ ซาลาเปาไส้อะไร"

    ขอทานตะลึงงัน ผ่านไปสักพัก จึงตอบกลับไปว่า
    "ผมอยากได้ซาลาเปาไส้หมู 1 ลูก"

    "ครับ กรุณารอสักครู่"
    แล้วหันไปคีบซาลาเปาไส้หมูออกจากซึ้งมา
    และยื่นให้ขอทานอย่างนอบน้อม

    และหันไปถามลูกจ้างว่า... "นี่คือวิธีต้อนรับลูกค้าของเธองั้นหรือ"

    "แต่เค้าเป็นแค่ ขอทานคนหนึ่ง" ลูกจ้างอธิบาย

    "ต่อให้เค้าเป็นขอทาน ก็เป็นลูกค้าของเรา เธอโดนไล่ออกแล้วล่ะ" เถ้าแก่กล่าว

    จากนั้น... เรื่องที่ทำให้คนในร้าน ตกใจยิ่งกว่า
    ก็คือ...เถ้าแก่ให้ขอทานคนนี้ มาเป็นลูกจ้างในร้าน

    และเมื่อขอทานคนนี้ ชำระร่างกายจนสะอาด
    เผยให้เห็นหน้าตาที่หล่อเหลาผิดคาด อีกทั้งยังขยันขันแข็ง
    กลายเป็นผู้ช่วยของร้านได้อย่างดี...

    ภายหลัง... มีคนถามเถ้าแก่ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า...
    เถ้าแก่ดูออกได้อย่างไรว่า แท้จริงแล้วขอทานคนนี้ เป็นทองชั้นดี

    เถ้าแก่ตอบกลับมาว่า...
    " ที่จริงแล้วง่ายมาก เขาไม่ได้มาขอซาลาเปากิน
    แต่เขารวบรวมเงินอย่างอยากลำบาก
    มีเงินแล้วค่อยมาซื้อซาลาเปาของเรา
    แสดงให้เห็นว่า เขาเป็นคนที่ เคารพตัวเอง

    การไม่เคารพผู้อื่น หมายถึง การไม่เคารพตัวเอง
    และมีเพียงคนที่เคารพตัวเองเท่านั้น
    จึงจะเคารพ... งานที่ตัวเองทำ "


    [​IMG] [​IMG] [​IMG]
    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=46169
     
  3. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    59,467
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +36,427
  4. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    59,467
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +36,427
    monkatriverside.jpg
    ภิกษุเรียนกรรมฐาน

    มีพระภิกษุรูปหนึ่ง เรียนพระกัมมัฏฐานจากพระศาสดาแล้ว ได้ไปสู่ป่า แม้ว่าพระภิกษุรูปนี้จะเพียรพยามปฏิบัติพระกัมมัฏฐานอย่างไร ก็ไม่ก้าวหน้าถึงพระอรหัตตผล ดังนั้น ท่านจึงได้ตัดสินใจเดินทางกลับไปเฝ้าพระศาสดาเพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม ในระหว่างทางท่านได้เห็นพยับแดดซึ่งเป็นเพียงภาพลวงตา

    “พยับแดดนี้ตั้งขึ้นแล้วในฤดูร้อน ย่อมปรากฏแก่บุคคลทั้งหลายผู้ยืนอยู่ ณ ที่ไกล ดุจมีรูปร่าง แต่ไม่ปรากฏเลย แก่บุคคลผู้มาสู่ที่ใกล้ฉันใด แม้อัตภาพนี้ก็มีรูปเหมือนอย่างนั้น เพราะสิ่งทั้งหลาย เกิดขึ้นและเสื่อมไป”

    เดินมาแล้ว เมื่อยล้าในหนทาง อาบน้ำในแม่น้ำอจิรวดี นั่งที่ร่มไม้ ริมฝั่งแม่น้ำ น้ำไหลเชี่ยว เห็นฟองน้ำ ตั้งขึ้นด้วยกำลังแห่งน้ำกระทบกันแล้วแตกไป ได้ถือเอาเป็นอารมณ์ว่า “แม้อัตภาพนี้ ก็มีรูปร่างอย่างนั้นเหมือนกัน เกิดขึ้นแล้วก็แตกไป”

    พระศาสดาประทับอยู่ที่พระคันธกุฎี ได้มาปรากฏในภาพนิมิตของพระภิกษุนั้น ตรัสว่า

    “ดูก่อนภิกษุ ที่เธอเข้าใจแล้วนั้นถูกต้องแล้ว ร่างกายนี้ไม่ยั่งยืน มีอันเกิดขึ้นและแตกดับไป เหมือนฟูมฟองน้ำ และพยับแดด”

    พระศาสดาประทับอยู่ที่พระคันธกุฎีนั่นแล ทอดพระเนตรเห็นพระเถระนั้นแล้ว จึงตรัสว่า

    “อย่างนั้นนั่นแหละ ภิกษุ อัตภาพนี้มีรูปอย่างนั้นแล มีอันเกิดขึ้นและแตกไปเป็นสภาพแน่แท้ เหมือนฟองน้ำ (และ) พยับแดด”

    ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-

    ภิกษุรู้แจ้งกายนี้ว่า มีฟองน้ำเป็นเครื่องเปรียบ,
    รู้ชัดกายนี้ว่า มีพยับแดดเป็นธรรม ตัดพวงดอกไม้
    ของมารเสียแล้ว พึงถึงสถานที่มัจจุราชไม่เห็น.

    เมื่อพระสัทธรรมเทศนาจบลง พระภิกษุรูปนั้นได้บรรลุพระอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ได้ชมเชย สรรเสริญ ถวายบังคมพระสรีระที่มีสีดุจทองคำของพระศาสดา.
    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=47003

     
  5. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    59,467
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +36,427
    นิทานสอนแง่คิด "ความงาม"

    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วพระราชินีแห่งเมืองซาราวาเรียได้ให้กำเนิดพระธิดามา 2 พระองค์
    ในเวลาใกล้ ๆ กันโดยที่ทั้งคู่ดูแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง มาร์ธาร์เจ้าหญิงองค์โตมีรูปโฉมที่สวยงามราวกับนางฟ้านางสวรรค์หากแต่เธอมีนิสัยเอาแต่ใจอย่างมากต่างกับอาร์กาธาร์เจ้าหญิงองค์เล็กที่แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะไม่สวยงามนักแต่ด้วยความที่เธอมีนิสัยอ่อนโยนและใจดีกับทุก ๆ คน จึงทำให้คนรอบข้างพากันชอบเธอ
    เมื่อเจ้าหญิงทั้งคู่อายุครบ 14 ปี พระราชาก็ได้สั่งให้จัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองวันเกิดให้แก่ลูกสาวของตนทั้งสองเช่นเคยหากแต่งานเลี้ยงคราวนี้พระราชาได้เชิญเจ้าชายจากประเทศต่าง ๆ มาร่วมงานเลี้ยงเพื่อจะหาคู่ครองให้แก่ลูกสาวของตนทั้งสอง
    ณ.ประเทศแดเลส พระราชาได้คุยกับฟิลิปส์ลูกชายของเขาเกี่ยวกับงานปาร์ตี้ครั้งนี้
    พระราชาได้สั่งให้ลูกชายของเขาไปร่วมงานเลี้ยงวันเกิดนี้ด้วย เจ้าชายฟิลิปส์ไม่ต้องการไปร่วมงานเลี้ยงครั้งนี้เพราะเขารู้จุดประสงค์ของงานในครั้งนี้ดีและเขายังได้ยินมาว่าเจ้าหญิงทั้งสองของประเทศซาราวาเรียนิสัยไม่ดีด้วยเขาพยายามบอกพ่อของเขาแต่มันไม่สำเร็จ เขาจึงตัดสินใจเปลี่ยนตัวกับองค์รักษ์คนสนิทของเขาและเข้าไปร่วมงานในฐานะองค์รักษ์ของเจ้าชาย
    ในงานเลี้ยงฟิลิปส์ได้เห็นมาร์ธาร์และคิดว่าเธอเป็นคนที่สวยมาก แต่เขาก็ต้องเปลี่ยน
    ความคิดเมื่อเธอพูดจากับเขาไม่ดีและยังไล่เขาออกจากงานเพราะเห็นว่าเขาเป็นแค่องครักษ์หลังจากนั้นเขาก็ได้พบกับอาร์กาธาร์ ซึ่งกำลังร้องเพลงอยู่ในสวนตามลำพัง เขารู้สึกว่าเสียงของอาร์กาธาร์เป็นเสียงที่ไพเราะมากฟิลิปส์ต้องการทดสอบความมีน้ำใจของอาร์กาธารืเขาจึงเดินเข้าไปหาเธอและบอกกับเธอว่าเขาหิวมากอาร์กาธาร์จึงบอกให้เขาตามเธอไปที่ห้องครัวเธอจะเอาอาหารให้เขา ในระหว่างทางนั้นอาร์กาธาร์ก็ได้ช่วยเหลือคนรอบข้างอีกมากมาย ฟิลิปส์รู้สึกตกหลุมรักอาร์กาธาร์เข้าอย่างจัง
    หลังจบงานเลี้ยงไปเขาจึงรีบบอกกับพระบิดาว่าเขาต้องการที่จะแต่งงานกับอาร์กาธาร์ พระราชาและเจ้าชายแห่งเมืองแดเลสจึงได้เดินทางมาพูดคุยและขออาร์กาธาร์ให้ลูกชายของเขาสองฝาแฝดรู้สึกตกใจมากที่เห็นว่า องค์รักษ์ในงานปาร์ตี้ได้กลายเป็นเจ้าชายฟิลิปส์ไปเสียแล้ว!!!มาร์ธาถามเจ้าชายว่าทำไมเขาจึงเลือกอาร์กาธาร์และเจ้าชายฟิลิปส์ก็บอกเหตุผลว่าเขาต้องการที่จะรู้ว่านิสัยที่แท้จริงของเจ้าหญิงทั้งสองพระองค์เป็นอย่างไรดังนั้นเขาจึงเปลี่ยนตัวเองกับองครักษ์ของเขาและที่เขาเลือกอาร์กาธาร์ว่าเพราะเธอเป็นคนที่มีจิตใจดีงามคอยช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนอยู่เสมอและเหตุผลที่สำคัญที่สุดก็คือเขารักอาร์กาธาร์ ในที่สุดเจ้าชายและเจ้าหญิงจึงได้อภิเษกสมรสกันและอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข...
    *ความงามของคนไม่ได้อยู่ที่รูปลักษณ์ภายนอกหากแต่อยู่ที่จิตใจต่างหาก

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=44927
     
  6. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    59,467
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +36,427
    อานิสงส์กวาดลานวัด

    เมื่อครั้งศาสนาของสมเด็จพระพุทธกัสสปะโน้น พระภิกษุทั้งหลาย เช้าขึ้นก็ถือเอาไม้กวาดด้ามยาวแล้วนึกถึงพระพุทธคุณ แล้วจึงพากันกวาดบริเวณพระเจดีย์กวาดเอาหยากเยื่อไปรวมเป็นกองไว้ มีพระภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยศีลองค์หนึ่งเรียกสามเณรองค์หนึ่งว่า

    “จงมานี้...สามเณร ? จงหอบเอาหยากเยื่อไปทิ้งเสีย”

    สามเณรนั้นก็เฉยอยู่ เหมือนไม่ได้ยินพระภิกษุองค์นั้นเรียกสามเณรนั้นถึง ๓ ครั้งเห็นสามเณรนั่งนิ่งเฉยอยู่เหมือนไม้ได้ยินก็คิดว่า สามเณรองค์นี้หัวดื้อจึงไปตีด้วยด้ามไม้กวาด สามเณรก็ร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดแล้วหอบเอาหยากเยื่อไปทิ้งด้วยความกลัว เมื่อหอบเอาหยากเยื่อไปทิ้งนั้นได้ปรารถนาว่า

    “ด้วยผลบุญที่เราได้หอบหยากเยื่อมาทิ้งนี่หากเรายังไม่ถึงนิพพานเพียงใดเราจะเกิดในภพใด ๆ ก็ตาม ขอให้เรามีเดชเหมือนกับดวงอาทิตย์เที่ยงวันฉะนั้นเถิด”

    สามเณรตั้งความปรารถนาดังนี้แล้วก็เดินไปอาบน้ำที่แม่น้ำคงคา ดำผุดดำว่ายเล่นตามสบายใจ เมื่อสบายใจแล้วก็ได้เห็นละลอกคลื่นในแม่น้ำนี้มากมายนักหนาก็ยินดีปรีดาจะใคร่มีปัญญาเฉลียวฉลาดไม่รู้สุดรู้สิ้น ดุจลูกคลื่นในแม่น้ำนั้นและได้คิดว่าอาจารย์ได้ใช้ให้เราหอบเอาหยากเยื่อมาทิ้งนี้ ไม่ใช่เป็นกรรมของเราทั้งไม่ใช่เป็นกรรมของอาจารย์ แต่เป็นการอนุเคราะห์เราให้ได้บุญเท่านั้น ครั้นคิดดังนั้นแล้ว จึงปรารถนาขึ้นอีกเป็นครั้งที่ ๒ ว่า

    “ข้าพเจ้ายังไม่ถึงนิพพานตราบใดไม่ว่าข้าพเจ้าจะไปเกิดในชาติใด ๆ ขอให้ข้าพเจ้ามีปัญญาไม่รู้สิ้นสุดเหมือนกับลูกคลึ่นในแม่น้ำคงคานี้เถิด”

    ส่วนพระภิกษุผู้เป็นอาจารย์นั้นเมื่อเอาไม้กวาดไปเก็บไว้ที่โรงเก็บไม้กวาดแล้ว ก็ลงที่ท่าน้ำคงคาเพื่อจะอาบน้ำก็ได้ยินเสียงสามเณรตั้งความปรารถนา จึงคิดว่าความปรารถนาของสามเณรนี้เป็นความปรารถนาใหญ่ จะสำเร็จได้เพราะอาศัยพระพุทธคุณ คิดดังนี้แล้วจึงหัวเราะขึ้นด้วยความดีใจว่า สามเณรนี้ถึงเป็นผู้ที่เราใช้ก็ยังปรารถนาอย่างนี้ความปรารถนาของสามเณรนี้ จักสำเร็จเป็นแน่แท้ คิดดังนี้แล้ว จึงตั้งความปรารถนาว่า

    “ข้าพเจ้ายังไม่สำเร็จนิพพานตราบใดขอให้ข้าเจ้ามีปัญญาหาที่สุดมิได้เหมือนกับฝั่งแม่น้ำคงคานี้ ให้เป็นผู้สามารถแก้ไขปัญหาปฎิภาณทั้งปวงที่สามเณรนี้ไต่ถามได้สิ้น ให้สามารถชี้แจงเหตุผลต้นปลายได้เหมือนกับบุรุษที่ม้วนกลุ่มด้ายสางด้ายอันยุ่งให้รู้ได้ว่า ข้างต้นข้างปลายฉะนั้นด้วยอำนาจบุญที่ข้าพเจ้าได้กวาดวัด และใช้สามเณรให้นำหยากเยื่อมาเททิ้งนี้เถิด”

    เมื่อบุคคลทั้งสองนั้นท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในเทพยดาและมนุษย์ ก็ล่วงมาถึง ๑ พุทธันดร
    ต่อมาพระภิกษุผู้เป็นอาจารย์เกิดเป็นพระนาคเสนส่วนสามเณรนั้น ก็ได้มาเกิดเป็น พระเจ้ามิลินท์ ในสาคลนครอันมีในชมพูทวีปพระเจ้ามิลินท์นั้นเป็นบัณฑิต เป็นผู้ฉลาดมีความคิดดีสามารถรู้เหตุการณ์อันเป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ได้เป็นผู้ใคร่ครวญในเหตุการณ์ถี่ถ้วนทุกประการ เป็นผู้ได้ศึกษาศาสตร์ต่าง ๆ ไว้เป็นอันมาก ถึง ๑๘ ศาสตร์ด้วยกัน รวมเป็น ๑๙ กับทั้งพุทธศาสตร์

    ....................................................
    .
    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=46921
     
  7. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    59,467
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +36,427
    โดนใจพ่อ
    กิร ดังได้สดับมา
    สามีภรรยาคู่หนึ่ง ประกอบอาชีพทำนาโดยใช้ควายสองตัวที่มีอยู่ อยู่กินกันมาด้วยความสุขตามควรแก่อัตภาพจนมีบุตรชายคนหนึ่งทั้งสองช่วยกันเลี้ยงดูจนเติบโตจึงให้เข้าโรงเรียนวัดที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านนัก

    ต่อมาภรรยาเกิดเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายรักษาไม่หายและตายไปในที่สุด ทิ้งให้สามีอยู่กับลูกน้อยตามลำพัง ผู้เป็นสามีไม่อาจทำใจได้ที่ภรรยาต้องจากไป จึงหันเข้าสุราเพื่อปลอบใจคลายทุกข์ กลายเป็นคนติดสุราในที่สุด งานการก็ไม่อยากทำ เงินที่เก็บไว้ก็เริ่มหมดไป

    เมื่อเงินหมด ก็ขายนาได้เงินมาเลี้ยงชีพได้ไม่ถึงสองปีก็หมดอีก เพราะมีแต่รายจ่าย โดยเฉพาะซื้อสุรามาดื่ม จึงนำบ้านไปขายแล้วเช่าบ้านตัวเองอยู่ เงินที่เหลือก็หมดไปกับการดื่มสุรา ส่วนลูกน้อยคนเดียวก็เรียนอย่างขาดแคลนจนจบชั้นประถม จบแล้วก็มิได้เรียนต่ออีกเพราะพ่อไม่มีเงินส่งเสียให้เรียน จึงต้องอยู่บ้านเฉย ๆ ดูพ่อดื่มสุราแล้วก็เมาหลับไป เป็นอย่างนี้นับเดือนนับปี

    ไม่ช้าเงินที่ขายบ้านก็หมดไปกับสุราอีก แต่แทนที่จะรู้สึกตัว ผู้พ่อกลับนำควายตัวหนึ่งออกขายไป แล้วนำเงินมาซื้อสุราดื่มเหมือนเดิม

    สายวันหนึ่ง ผู้พ่อต้องสะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียงควายร้องอยู่ใต้ถุนบ้านซึ่งใช้เป็นคอกควายมาแต่เดิม งัวเงียลุกลงไปดู เห็นลูกชายโทนกำลังตีควายซึ่งถูกผูกไว้กับเสาเรือน โดยมือซ้ายถือขวดเหล้า มือขวาถือไม้เรียวหวดกระหน่ำที่หน้า ที่คอ และลำตัวควาย พลางร้องตะโกนว่า

    “เข้าไป เข้าไป”

    พ่อจึงร้องถามลูกชายว่า “เอ็งทำอะไรน่ะ”

    “ผมกำลังตีควายเพื่อให้มันเข้าไปในขวดเหล้าของพ่อ”ลูกชายบอกพร้อมทั้งตีควายและร้องบอกให้มันเข้าไปอยู่ในขวดต่อ

    “เอ็งนี่ท่าจะบ้า ควายมันตัวเบ้อเริ่ม จะให้มันเข้าไปในขวดได้อย่างไร คงเสียสติไปแล้วมั้งไอ้นี่”พ่อตะโกนบอกลูกชายด้วยความไม่พอใจนัก

    ลูกชายหันมาทางพ่อแล้วชูขวดให้พ่อดูพลางพูดดัง ๆ ว่า “ทำไมจะเข้าไปไม่ได้เล่าพ่อ ขนาดนาทั้งผืน บ้านทั้งหลัง และควายอีกตัวหนึ่งมันยังเข้าไปอยู่ในขวดนี้ได้ ต่อไปไอ้ตัวนี้มันคงจะต้องเข้าไปอีกแน่นอน หรือพ่อว่ามันจะเข้าไม่ได้”

    ผู้พ่อได้ยินดังนั้นถึงกับสะอึก รีบขึ้นเรือนไป ตั้งสติได้พักหนึ่งก็ลงมาหาลูก เข้าไปคุกเข่ากอดลูกแล้วร่ำไห้น้ำตานองหน้า

    “พ่อผิดไปแล้วลูก ยกโทษให้พ่อด้วย ต่อไปพ่อจะไม่กินเหล้าอีกแล้ว พ่อขอรับรอง”

    ทั้งพ่อทั้งลูกต่างกอดกันกลมร้องไห้อยู่หลายพักจนหมดแรงนอนกอดกันต่อหน้าควายซึ่งมองดูอย่างงง ๆ แต่ไม่รู้ว่ามนุษย์เขาพูดและทำอะไรกันอยู่ตามประสาควาย.

    เรื่องนี้สื่อความได้ว่า :…

    บางครั้งคนเราเมื่อมีความเสียใจ ความผิดหวัง หรือความทุกข์ระทมเข้า อาจทำอะไรที่ไม่ถูกต้องเหมือนคนไร้สติ เพื่อประชดชีวิตบ้าง เพื่อให้ลืมเรื่องร้าย ๆ บ้าง แต่ยิ่งทำก็ยิ่งซ้ำเติมชีวิตให้ทุกข์ขึ้นไปอีก

    แต่บางคนก็โชคดี ได้คนมาเตือนสติให้ระลึกได้
    คำพูดเพียงคำสองคำอาจโดนใจให้ฉุกคิด
    อาจทำให้ได้สติ ระลึกถึงผิดถูกหรือดีชั่วขึ้นมา
    ทำให้ชีวิตมีความหวังมีความรุ่งโรจน์ได้ใหม่
    แสดงว่า หมดเวรหมดกรรมแล้ว

    แต่บางคนแม้จะมีผู้หวังดีบอกก็แล้ว เตือนก็แล้ว ลงโทษก็แล้ว หรือได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคภัยไข้เจ็บ ได้รับความเหินห่าง หมางเมินจากคนรอบข้างก็แล้ว ก็หาได้สติสำนึกตัว หาได้เปลี่ยนแปลงการกระทำนั้นไม่ กลับยิ่งจมปลักหนักเข้าไปอีก แสดงว่าเป็นคนที่เยียวยาไม่ได้แล้ว สำหรับคนเช่นนี้ อาจถึงต้องปล่อยไปตามยถากรรม.


    กราบอนุโมทนาบุญกับกัลยาณมิตรและกัลยาณธรรมทุกท่านนะเจ้าค่ะ ขอให้เจริญในธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไปนะเจ้าค่ะ ธรรมรักษา เทวดาคุ้มครองนะเจ้าค่ะ [​IMG] [​IMG] [​IMG] [​IMG]

    .....................................................
    ธรรมอำนวยพร
    ขอให้.....มีจิตที่รู้ ที่ตื่น ที่เบิกบาน (พุทธะ)
    ขอให้.....ทำการงานด้วยความสุข (อิทธิบาทสี่)
    ขอให้.....ขจัดทุกข์ได้ด้วยปัญญา (อริยสัจสี่)
    ขอให้.....มีดวงตาที่เห็นความจริง (ไตรลักษณ์)
    ขอให้.....เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไปด้วยไตรสิกขา (ศีล, สมาธิ, ปัญญา)

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=44785
     
  8. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    59,467
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +36,427
    โยมถามพระตอบ ตอนที่ ๑๒
    พระไพศาล วิสาโล
    คำถามที่ ๑. กราบนมัสการพระอาจารย์ไพศาลค่ะ โยมกราบขออนุญาตถามคะว่า การที่พระสงฆ์ที่มาบิณฑบาตบ้านโยมตอนเช้าเกือบทุกวันได้ขอเข้าห้องน้ำบ้านโยมเกือบทุกอาทิตย์เป็นการเหมาะสมหรือไม่ ถ้าไม่เหมาะสมโยมควรพูดว่าอย่างไร หรือถ้าไม่เป็นไรโยมก็ให้พระสงฆ์เข้าห้องน้ำได้ต่อไป กราบขอบพระคุณพระอาจารย์เป็นอย่างยิ่งค่ะ

    ตอบ ที่จริงการทำเช่นนั้น พระวินัยไม่ได้ห้ามไว้ แต่หากท่านไม่ได้เจ็บป่วยหรือไม่ได้มีเหตุจำเป็นจริง ๆ การทำเช่นนั้นเป็นอาจิณย่อมไม่เหมาะ เนื่องจากคุณมิใช่เป็นโยมที่ท่านคุ้นเคยหรือได้ปวารณาเอาไว้ และหากคุณอยู่บ้านคนเดียว การทำเช่นนั้นก็ยิ่งไม่เป็นการเหมาะสม

    หากท่านมาขอเข้าห้องน้ำบ้านของคุณอีก ควรถามท่านก่อนว่า ท่านเจ็บป่วยหรือไม่ พร้อมกับบอกว่าหากท่านเจ็บป่วย โยมก็ยินดีให้ใช้ห้องน้ำในบ้าน แต่ท่านไม่เจ็บป่วย ก็บอกท่านว่า ถ้านาน ๆ ใช้ที ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าใช้เป็นประจำ โยมไม่สะดวก การพูดเพียงเท่านี้ก็ย่อมเพียงพอแล้วที่ท่านจะเข้าใจได้ว่าการกระทำของท่านเป็นการรบกวนเจ้าของบ้าน

    คำถามที่ ๒. กราบนมัสการพระอาจารย์ที่เคารพ บิดามารดาของโยมเป็นชาวพุทธที่ทำบุญตักบาตร เข้าวัดทำบุญ แต่ไม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของศีล หากอยากชักชวนให้พ่อแม่ถือศีล ๕ ด้วยนั้น ควรจะมีวิธีการชักชวนอย่างไรถึงจะเหมาะสม กราบขอบพระคุณพระอาจารย์เจ้าค่ะ

    ตอบ ควรชี้ให้ท่านเห็นว่าการทำบุญเช่น ใส่บาตร เป็นสิ่งดี น่าอนุโมทนา แต่จะดียิ่งขึ้นหากละเว้นการทำบาปหรือการเบียดเบียนด้วย หาไม่จะได้บุญน้อย หลวงพ่อชา สุภัทโท กล่าวว่า “การละบาปนี้สำคัญกว่าการทำบุญ ไม่ละบาป ไม่ละความชั่ว จิตไม่ผ่องใสหรอก” การละบาปนั้นทำได้ด้วยการถือศีล ๕เป็นเบื้องต้น
    หากท่านเห็นว่าเป็นเรื่องยาก เพราะทำเป็นนิสัยแล้ว ก็ควรเริ่มจากการถือศีลอาทิตย์ละครั้ง คือทุกวันพระ หากทำบ่อย ๆ ก็เป็นการง่ายที่จะทำทุกวันจนเป็นอาจิณ

    คำถามที่ ๓. กราบนมัสการพระอาจารย์ไพศาลค่ะ โยมเป็นคนที่ หากมีเรื่องใดที่กระทบใจ มักจะคิดวนเวียนถึงเรื่องนั้นไม่เลิก ไม่สามารถสลัดออกจากใจได้ รู้สึกเป็นทุกข์มากเจ้าค่ะ ไม่ทราบว่าโยมควรทำอย่างไรดีเจ้าคะ

    ตอบ วิธีแก้ปัญหานี้แบบเฉพาะหน้า ก็คือ หาอะไรทำ อย่าอยู่นิ่ง ๆ เพราะถ้าอยู่เฉย ๆ จิตจะเวียนวนอยู่กับเรื่องนั้น วันหนึ่ง ๆ คุณคงมีงานหลายอย่างที่ต้องทำอยู่แล้ว เมื่อมีอะไรกระทบใจ ก็เอางานเหล่านั้นมาทำ จดจ่อใส่ใจอยู่กับสิ่งนั้น จะเป็นงานบ้าน งานอาชีพ หรือกิจวัตรประจำวัน ก็ได้ทั้งนั้น จะช่วยให้ลืมหรือวางเรื่องเหล่านั้นลงไปได้
    ในระยะยาว ปัญหานี้จะแก้ได้ก็ด้วยการมีสติรู้ทันความคิดและอารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นยามถูกกระทบ ถ้ารู้ทันเมื่อไหร่ มันก็จะจางหายไปเมื่อนั้น สติช่วยให้ใจอยู่กับปัจจุบัน ไม่ไหลไปอดีต ลอยไปอนาคต หรือจมอยู่ในอารมณ์ ดังนั้นคุณควรหมั่นเจริญสติอยู่เป็นนิจ ทำอย่างน้อยวันละ ๑๐ นาทีเป็นอย่างน้อย

    ขณะเดียวกันเวลาทำอะไร ก็ให้ใจอยู่กับสิ่งนั้น อย่าเพิ่งไปคิดถึงสิ่งอื่น แม้แต่กิจวัตรประจำวัน เช่น อาบน้ำ ล้างหน้า ถูฟัน ขณะที่ทำสิ่งนั้น ใจก็อย่าเพิ่งไปคิดถึงอะไรที่จะทำต่อไปหลังจากนั้น การทำเช่นนี้เป็นนิสัยจะช่วยให้สติของคุณว่องไว เวลาเผลอคิดถึงเรื่องกระทบใจ สติก็จะช่วยให้รู้ทัน และปล่อยวางความคิดหรืออารมณ์ที่เกิดขึ้น

    คำถามที่ ๔. กราบนมัสการพระอาจารย์ไพศาลเจ้าค่ะ การทานยาถ่ายพยาธิ ถือว่าผิดศีลหรือไม่เจ้าคะ โยมมิได้มีเจตนาในการฆ่า แต่ก็รู้ว่าการทานยาจะทำให้พยาธิตายด้วย หากเราตั้งจิตว่าจะทานยาถ่ายพยาธิเพื่อการรักษาสุขภาพ (นานๆ ทานที) จะได้ไหมคะ หรือควรจะทำอย่างไรดีเจ้าคะ กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ

    ตอบ จะผิดศีลหรือไม่ อยู่ที่เจตนา เช่น ถ้ามีเจตนาหรือความตั้งใจว่า อยากกำจัดพยาธิให้หมดไป อย่างนี้ก็ผิดศีลข้อ ๑ แต่ถ้ามีเจตนาว่า ทำเพื่อให้มีสุขภาพดี (แม้ในส่วนลึกของใจ มีความอยากให้พยาธิตาย) ก็ไม่ผิด หรือถึงผิดก็เล็กน้อยกว่ากรณีแรกมาก
    :- https://www.visalo.org/article/5000s18_2.html
     
  9. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    59,467
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +36,427
    คุณ 'กำ' อะไรอยู่ ?
    ครอบครัวที่น่ารักอยู่ครอบครัวหนึ่ง
    ในครอบครัวนี้มี พ่อ แม่ และบุตรชายวัย 5 ขวบ กำลังน่ารักเลยทีเดียว
    เจ้าหนูเป็นเด็กที่ซนอย่างร้ายกาจและขี้สงสัยอย่างมาก
    อยู่มาวันหนึ่งเจ้าหนูก็นึกครึ้มอกครึ้มใจอย่างไรบอกไม่ถูก
    ไปคว้าเอาแจกันหยกแกะสลักต้นราชวงศ์หมิง
    ซึ่งนั่นก้อหมายความว่ามันราคาแพงมาก
    นำมาเล่นพลิกคว่ำพลิกหงาย สักพักก้อล้วงมือเข้าไปในแจกัน
    ทันใดนั้นเจ้าหนูก็ทำตาโตเท่าไข่ห่านดูเหมือนจะดีใจที่ล้วงเข้าไปเจออะไรสักอย่าง
    แต่ปัญหาหาอยู่ที่ว่าเจ้าหนูจะดึงมือออกมาได้อย่างไร
    เจ้าหนูเริ่มกระสับกระส่ายพยายามดึงมือออกมาแต่ก้อไม่สำเร็จ
    จนต้องใช้ไม้ตายคือ'ทำไม่ได้ร้องไห้ไว้ก่อน'
    เสียงเอ็ดอึงเป็นผลให้พ่อและแม่ต้องวิ่งมาดู
    เมื่อมาพบเข้าต่างก้อพยายามช่วยกันดึงมือของเจ้าหนูออกจากแจกันด้วยวิธีต่างๆ
    น้ำมันก็แล้ว น้ำสบู่ก็แล้วทำอีท่าไหนก็ไม่ออก
    จนสุดท้ายผู้เป็นพ่อต้องตัดใจทุบแจกันหยกราชวงศ์หมิงทิ้งเพื่อรักษามือของลูกชายเอาไว้
    เมื่อมือของเจ้าหนูหลุดจากแจกันแล้วพ่อและแม่ก็พบว่ามือเจ้าหนูกำอะไรบางอย่างจนแน่น ผู้เป็นแม่จึงถามลูกชายว่า 'หนูกำอะไรอยู่จ้ะลูก ?'
    เจ้าหนูตอบพร้อมทำสีหน้าขึงขัง 'ผมปล่อยมันไม่ได้หรอกครับ'
    'แล้วมันคืออะไรจ้ะลูก ?' ผู้เป็นพ่อเริ่มสงสัย
    ' มันเป็นสตางค์ครับ' เจ้าหนูตอบพร้อมกับค่อยๆแบมือออกอย่างทนุถนอม จึงปรากฏว่าในมือของเจ้าหนูมีเพียงเหรียญสลึงอยู่สองเหรียญ
    เจ้าหนูหารู้ไม่ว่าการที่เขาพยายามกำเหรียญเอาไว้ทำให้ครอบครัวต้องสูญเสียของมีค่ากว่าเป็นพันๆเท่า

    แล้วเพื่อนๆ ล่ะ ขณะที่คุณกำลังใช้ชีวิตอยู่นี้ คุณกำลัง 'กำ' อะไรไว้ในชีวิตบ้าง

    เงิน ?
    บ้าน ?
    งาน ?
    รถ ?
    หัวโขน ?
    ทิฐิ ? ...

    แล้วสิ่งที่คุณกำอยู่ทำให้คุณสูญเสียอะไรที่มีค่ามหาศาลไปบ้าง

    เวลา....
    ครอบครัว....
    พ่อแม่.....
    คนที่รักเรา.....
    ความสุข
    สวรรค์

    คุณ ' กำ'อะไรอยู่ ??

    .....................................................
    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=25523
     
  10. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    59,467
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +36,427
    เปรตหมู

    file.jpg

    ในสมัยศาสนาของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า มีพระภิกษุรูปหนึ่งมีกายสังวร
    แต่ไม่มีวจีสังวร พระภิกษรูปนี้ครั้นสิ้นชีวิตแล้วได้ไปเสวยทุกข์อยู่ในนรกเนื่องด้วยไม่มี
    วจีสังวร เมื่อพันจากการเสวยทุกข์ในนรกแล้วก็มาบังเกิดเป็นเปรตหมู มีร่างกายเป็นคน
    ผิวพรรณเปล่งปลั่งเหมือนกับทอง มีศีรษะเป็นสุกร มีชีวิตยืนยาวตลอดมา จน
    กระทั่งถึงสมัยศาสนาของพระสมณโคดมพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้

    อยู่มาวันหนึ่ง เปรตหมูนี้ได้พบกับพระนารทเถระ ผู้เป็นสาวกของพระสมณ
    โคดม เปรตหมูจึงได้เรียนกับพระเถระว่า การที่ข้าพเจ้าต้องมาบังเกิดเป็นเปรตหมู
    มีร่างกายและศีรษะเป็นคนละอย่างไม่เหมือนกันนั้น เป็นผลที่ได้รับมาจากการที่ไม่
    มีวจีสังวร ส่วนร่างกายของข้าพเจ้าเป็นคนและมีผิวพรรณเปล่งปลั่งเหมือนดั่งทอง
    นั้น เป็นผลที่ข้าพเจ้ามีกายสังวร ฉะนั้น ขอพระคุณเจ้าจงมีกายสังวรและวจีสังวร
    ด้วยดี เพื่อจะได้ไม่ต้องเป็นเหมือนเช่นข้าพเจ้า
    (อธิบายเรื่องเปรตหมูนี้มาในพระบาลีเปตวัตถุ)

    .....................................................
    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=64426
     
  11. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    59,467
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +36,427
    โยมถามพระตอบ : ตอนที่ ๑
    พระไพศาล วิสาโล
    1. ในปัจจุบัน จะเห็นข่าวหรือได้ยินเกี่ยวกับพระสงฆ์ที่ทำผิดพระวินัย หรือมีพฤติกรรมแปลกๆไม่น่าเลื่อมใสมากขึ้น สิ่งนี้สร้างความแคลงใจ และ ทำให้ฆราวาสอย่างเราๆ ไม่รู้ว่าควรจะทำตัวอย่างไรต่อเหตุการณ์เหล่านี้ หากขยับทำอะไรไปก็กลัวว่าจะเป็นบาป แต่หากเงียบอย่างเดียวก็เกรงว่าจะเป็นการส่งเสริมหรือเปล่า.. กรณีเช่นนี้ โยม(ฆราวาสทุกคน)ควรจะทำตัวอย่างไรดีเจ้าคะ

    *เมื่อเห็นหรือทราบว่าพระภิกษุรูปใดทำผิดพระวินัย หรือมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ชาวพุทธ ไม่ว่าพระหรือคฤหัสถ์ ไม่ควรนิ่งเฉย ควรทักท้วงหรือหาทางแก้ไข ช่วยกันระงับยับยั้งไม่ให้บานปลาย หากนิ่งเงียบก็เท่ากับเป็นการส่งเสริมพฤติกรรมดังกล่าว

    การที่ฆราวาสทักท้วงพระภิกษุนั้น ไม่ถือว่าเป็นบาป หากทำไปด้วยเจตนาดีทั้งต่อท่านและต่อพระศาสนา ที่สำคัญคืออย่าทำด้วยความโกรธเกลียดหรือความมุ่งร้าย หาไม่จิตจะเป็นอกุศล ในเรื่องนี้พระพุทธองค์ได้ให้แนวทางในการทักท้วงหรือวิจารณ์ว่า พูดให้ถูกเวลา เป็นความจริง ใช้คำสุภาพ มีประโยชน์ และมีเมตตาจิต หากมีองค์ประกอบครบทั้ง ๕ ประการ ก็ไม่ต้องกลัวบาป

    อันที่จริงการทักท้วงนั้นเป็นประโยชน์สำหรับบัณฑิตหรือผู้หมั่นฝึกฝนตน ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับพระ ดังมีธรรมเนียมที่พระจะปวารณาต่อกันในวันออกพรรษาว่า หากผู้ใดเห็นหรือได้ยินหรือระแวงสงสัยว่าข้าพเจ้ามีการกระทำกรรมที่ไม่ถูกต้องขอให้ว่ากล่าวด้วยความหวังดี เป็นต้น แม้กระทั่งพระพุทธองค์ก็ยังทรงปวารณากับหมู่สงฆ์ ขอให้ตรวจสอบพระองค์ และทักท้วงติเตียนหากเห็นว่าพระองค์ทำไม่ถูกต้อง พระสารีบุตรก็เคยถูกสามเณรวัย ๗ ขวบทักท้วงว่านุ่งสบงปล่อยชายหย่อนยานไป ท่านก็รับฟังและปรับปรุงแก้ไขตามคำของสามเณรนั้น

    ด้วยเหตุนี้จึงไม่ควรมองว่าการทักท้วง วิจารณ์ หรือติเตียนพระสงฆ์ ซึ่งเกิดจากเจตนาดี เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมสำหรับชาวพุทธ

    2. ทำอย่างไรเราจะวางความอาฆาตพยาบาท หรือละความผูกโกรธได้อย่างแท้จริงคะ พยายามจะคิดแต่ข้อดีของอีกฝ่าย หรือ แม้กระทั่งแผ่เมตตาให้บ่อยๆตามที่หนังสือธรรมะหลายเล่มแนะนำ แต่ก็ยังรู้สึกว่า บางครั้งเราก็ยังคอยแต่คิดถึงสิ่งที่อีกฝ่ายทำให้เจ็บช้ำน้ำใจ ลึกๆเหมือนอยากให้อีกฝ่ายเจ็บช้ำแบบเราบ้าง ทุกข์ใจกับเรื่องนี้มาก อยากให้พระอาจารย์เมตตาชี้แนะค่ะ

    *อาตมาอยากแนะนำให้คุณคิดถึงตัวเองให้มาก โดยตระหนักว่าทุกครั้งที่คุณโกรธและพยาบาท คุณกำลังทำร้ายตนเองทั้งจิตใจและร่างกาย ทันทีที่คุณแช่งชักให้เขาตกนรกหรือมีอันเป็นไป คุณเองก็ตกนรกแล้วเพราะถูกไฟโทสะเผาผลาญ คุณควรรักตนเองให้มาก ๆ อย่าปล่อยให้ไฟโทสะทำร้ายคุณอีกเลย ขอให้ระลึกถึงพุทธภาษิตที่ว่า “ผู้โกรธตอบคนที่ด่า เลวกว่าคนด่าเสียอีก ผู้ไม่โกรธตอบคนที่ด่า นับว่าชนะสงครามที่เอาชนะได้ยากยิ่ง คนที่รู้ว่าผู้อื่นโกรธแล้ว มีสติ สงบใจได้ นับว่าได้ทำประโยชน์แก่ตนและคนอื่นทั้งสองฝ่าย” หากคุณไม่สนใจประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นแก่คนอื่น ก็ควรสนใจประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นแก่ตนเอง อย่าทำลายประโยชน์นั้นด้วยความโกรธหรืออาฆาตพยาบาทเลย

    พร้อมกันนั้นอาตมาอยากแนะนำวิธีหนึ่งแก่คุณในการรับมือกับความโกรธ กล่าวคือ เมื่อความโกรธเกิดขึ้น คุณไม่ต้องทำอะไรกับความโกรธนั้น แค่รู้ว่ามันเกิดขึ้นในใจก็พอแล้ว รู้เฉย ๆ โดยไม่ต้องกดข่มมัน แค่นี้ก็จะทำให้ความโกรธหมดพิษสงลงจนเลือนหายไป เคยมีคนถามหลวงปู่ดูลย์ อตุโลว่า ทำอย่างไรจึงจะตัดความโกรธให้ขาด หลวงปู่ตอบว่า “ไม่มีใครตัดให้ขาดได้หรอก มีแต่รู้ทันมัน เมื่อรู้ทันมันก็ดับไปเอง”

    3. รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนมีอีโก้สูงมาก มักหงุดหงิดไม่พอใจเวลาที่มี?เหตุการณ์มากระทบความเป็นตัวเป็นตน หรือในเวลาที่รู้สึกเหมือนไม่ได้รับการยอมรับทั้งๆที่ทำดีที่สุดแล้ว พาลทำให้ไม่พอใจคนรอบตัวไปหมด (ที่ทำให้ผมหงุดหงิด) พลอยส่งผลกระทบทั้งกับเรื่องงานและความสัมพันธ์อีกด้วย ตลอดมาผมพยายามจะปล่อยวาง หรือทำใจให้กว้าง แต่ก็ไม่เป็นผล ผมเห็นตัวเองมีอัตตามากจนอึดอัด แต่ไม่รู้จะวางมันลงได้อย่างไร นับวันยิ่งเห็นมันมากขึ้นเรื่อยๆด้วยครับ จะมีวิธีจัดการกับอีโก้ หรืออัตตาที่สูงและหนาเป็นกำแพงของตัวเองอย่างไรดีครับ

    *คุณควรมองว่า ความหงุดหงิดที่เกิดขึ้นนั้นเป็นความทุกข์ของกิเลส ไม่ใช่ความทุกข์ของคุณ เมื่อมันทุกข์เพราะไม่ได้รับการยอมรับ ก็ปล่อยให้มันทุกข์ไป สมควรแล้วที่มันดิ้นรนกระสับกระส่ายอย่างนั้น ต่อไปจะได้เข็ดหลาบ ปัญหาของคุณอยู่ตรงที่ ไปฉวยเอาความทุกข์ของกิเลส มาเป็นความทุกข์ของคุณ เวลามันทุกข์ทรมาน คุณแค่รับรู้หรือดูมันเฉย ๆ ก็พอแล้ว ที่จริงคุณควรจะสมน้ำหน้ามันด้วยซ้ำ ที่ชอบยกหูชูหาง สร้างความเดือดร้อนไปทั่ว จึงต้องเจอแบบนี้

    เมื่อมองเช่นนี้แล้ว คุณก็จะเห็นต่อไปว่า คำวิพากษ์วิจารณ์เป็นเรื่องดี เป็นสิ่งที่ช่วยทรมานกิเลสให้หายพยศ ช่วยให้อัตตาอยู่เป็นที่เป็นทาง รู้จักสงบเสงี่ยมเจียมตัว ไม่มัวยกหูชูหางอยู่ร่ำไป คำวิพากษ์วิจารณ์จึงเป็นสิ่งที่คุณควรขอบคุณด้วยซ้ำ
    :- https://www.visalo.org/article/5000s05.html
     
  12. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    59,467
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +36,427
    อำนาจแห่งความโกรธ
    ในอดีตกาล พระนางพิมพาจุติจากพรหมโลก มาเกิดเป็นกุมารีงดงามในตระกูลมั่งคั่งในแคว้นกาสี ส่วนพระโพธิสัตว์ก็จุติจากพรหมโลกมาเกิดเป็นบุตรพราหมณ์ผู้มั่งคั่งชาวกาสีเช่นเดียวกัน บิดามารดาตั้งชื่อให้ว่า โพธิกุมาร ครั้นเจริญวัยขึ้น โพธิกุมาร ก็ได้ไปเรียนสรรพวิชาที่เมืองตักกศิลา เมื่อโพธิกุมารสำเร็จการศึกษาแล้ว บิดามารดาจึงจัดการนำกุมารีนั้นมาให้เป็นภรรยา

    เนื่องจากจุติมาจากพรหมโลกทั้งคู่ ทั้งสองจึงไม่มีใจในการครองเรือนเลย แม้จะอยู่ร่วมห้องกัน แต่ทั้งสองก็ไม่เคยแลดูกันด้วยอำนาจแห่งราคะ ทั้งสองเป็นผู้ทรงศีลบริสุทธิ์ ขึ้นชื่อว่าเมถุนธรรม (เสพกาม) ต่างไม่เคยประสบแม้ในฝัน ต่อมาเมื่อมารดาบิดาถึงแก่กรรมแล้ว

    โพธิกุมารจึงบอกกุมารีภริยาว่าเธอจงรับทรัพย์ ๘๐ โกฏินี้ไว้เถิด เราจักออกบวชในถิ่นหิมพานต์เพื่อทำที่พึ่งแก่ตน นางกุมารีภริยาจึงถามว่า การบรรพชานั้นทำได้แต่บุรุษเท่านั้นหรือ โพธิกุมารตอบว่าแม้สตรีก็บรรพชาได้ นางกุมารีภริยาจึงกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น ฉันก็จะไม่ขอรับเขฬะที่ท่านถ่มทิ้งไว้ ฉันจะออกบวชด้วย ตกลงกันดังนั้นแล้ว

    ทั้งสองก็เอาทรัพย์มาบริจาคทานเป็นการใหญ่ แล้วออกบวชไปสร้างอาศรม เลี้ยงชีวิตด้วยผลาผลอยู่ในป่า กาลเวลาผ่านไป ๑๐ ปี ญานสมาบัติก็ยังไม่ได้บังเกิดแก่ดาบสและปริพพาชิกาทั้งสองเลย ทั้งสองจึงเที่ยวจาริกไปตามชนบทเรื่อยไป จนกระทั่งมาถึงนครพาราณสีจึงได้ไปพักอาศัยอยู่ในพระราชอุทยาน

    วันหนึ่ง พระเจ้าพาราณสีเสด็จออกประพาสราชอุทยาน ทรงทอดพระเนตรเห็นดาบสและนางปริพพาชิกา นางปริพพาชิกานั้นแม้อยู่ในเพศนักบวชก็ยังดูงามเลิศมีเสน่ห์เป็นที่ต้องตา ทำให้พระเจ้าพาราณสีมีพระทัยปฏิพัทธ์ด้วยอำนาจกิเลส

    พระเจ้าพาราณสีจึงเข้าไปถามพระดาบสว่า นางปริพพาชิกาผู้นี้เป็นอะไรกับท่าน เป็นภริยา หรือเป็นน้องสาว หรือเป็นใครอื่น โพธิดาบสตอบว่าไม่ได้เป็นอะไรกัน แต่เมื่อครั้งเป็นคฤหัสถ์ นางเป็นภริยาของข้าพเจ้า บัดนี้ข้าพเจ้าทั้งสองเป็นผู้ออกบวช อาศัยธรรมเดียวกัน เป็นผู้ถือพรหมจรรย์เสมอกัน

    พระเจ้าพาราณสีจึงทรงลองหยั่งเชิงดูว่าว่าถ้าพระองค์นำนางไป พระดาบสจะทำอย่างไร จึงตรัสถามว่า ดูก่อนท่านดาบส ถ้ามีใครใช้กำลังฉุดคร่าพาเอานางปริพพาชิกาผู้นี้ไป ท่านจะทำอย่างไร

    โพธิดาบสตอบว่า หากใครมาฉุดรั้งนางไป ข้าพเจ้าย่อมต้องโกรธ แต่ข้าพเจ้าจะระงับความโกรธนั้นให้เสื่อมไป แต่หากความโกรธของข้าพเจ้าไม่เสื่อมไป ข้าพเจ้าก็จะข่มห้ามความโกรธนั้นเสียด้วยเมตตาภาวนาโดยพลัน พระราชาผู้มีกำหนัดหนักในนางปริพาชิกา มีพระหทัยบอดแล้วด้วยอำนาจกามราคะ เมื่อได้ฟังพระดาบสจึงสั่งให้ราชบุรุษบังคับพานางปริพพาชิกาไปยังพระราชนิเวศน์

    ฝ่ายพระดาบสเมื่อเห็นนางปริพาชิกาถูกบังคับพาไปต่อหน้า ความโกรธก็ปรากฎขึ้นดุจอสรพิษถูกฉุดดึงออกจากจอมปลวก คิดว่านางนั้นไม่เป็นที่รักของเราก็หามิได้ ด้วยชาติ ตระกูล มารยาท และบรรพชา ไม่มีอะไรที่ทำให้เราไม่รักนาง แม้กำลังของเราก็มีมากดังช้างสาร อยากจะลุกขึ้นบดขยี้ราชบุรุษที่ฉุดลากนางนั้น

    แต่เมื่อหวนคิดว่าที่ตนออกบวชก็เพราะเหตุแห่งโพธิญาน การบรรลุพระโพธิญานได้นั้นต้องรักษาศีลมิให้ขาดในที่ทั้งปวง พระสัพพัญญุตาญาณนี้เป็นที่รักของเรายิ่งกว่านางปริพาชิการ้อยเท่าพันเท่าแสนเท่า เราจะอดทนอดกลั้นความโกรธไว้ แม้ใครจะแทงหรือฟันร่างนางให้ขาดเป็นชิ้นๆ เราก็จะไม่เผลอทำลายศีลบารมีของเรา ดำริแล้วโพธิดาบสก็ข่มใจไว้ไม่ยอมแลดูนางอีก

    เมื่อราชบุรุษนำนางปริพพาชิกาไปสู่พระราชนิเวศน์แล้ว พระเจ้าพาราณสีก็เสด็จตามไป เกลี้ยกล่อมนางด้วยลาภยศเป็นอันมาก แต่นางปริพาชิกาก็ได้พรรณนาโทษของยศและคุณของบรรพชาให้พระราชาฟัง พระราชาได้ฟังจึงทรงดำริว่าปริพาชิกาผู้นี้เป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม แม้พระดาบสนั้น

    เมื่อปริพาชิกานี้ถูกฉุดมาก็มิได้แสดงอาการผิดปกติแต่อย่างใดเลย การทำสิ่งผิดในผู้มีคุณธรรมเหมือนสองท่านนี้ไม่สมควรเลย จึงดำริจะพาปริพาชิกากลับคืนไปยังอุทยานแล้วขอขมาต่อท่านทั้งสอง พระราชารับสั่งให้ราชบุรุษพานางปริพาชิกากลับคืนราชอุทยาน ส่วนพระองค์เสด็จล่วงหน้าไปหาพระดาบสก่อน เห็นพระดาบสนั่งเย็บจีวรอยู่ แม้พระองค์เสด็จเข้าไปใกล้แล้วก็ไม่รู้ตัวจึงไม่ได้กล่าวเชื้อเชิญพระราชา พระราชาเข้าใจว่าพระดาบสโกรธ ไม่ยอมเจรจาด้วย ตรัสว่า

    ท่านบรรพชิตผู้เจริญ เมื่อข้าพเจ้าพานางปริพาชิกานั้นไป ท่านรู้สึกโกรธข้าพเจ้าบ้างหรือไม่

    โพธิดาบสได้ฟังจึงกราบทูลว่า ข้าแต่มหาบพิตร ความโกรธเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้าแล้วและยังไม่เสื่อมคลายไป แต่ข้าพเจ้าได้ยับยั้งความโกรธนั้นไว้ มหาบพิตร บุคคลใดถูกความโกรธเข้าเผาผลาญ ความโกรธเข้าครอบงำ บุคคลนั้นย่อมเหมือนถูกไฟเผา เป็นผู้ใช้กำลัง ความน่ากลัว เป็นผู้เสื่อมยศ และละกุศลกรรม ผู้ถูกความโกรธครอบงำย่อมเป็นผู้ไร้ปัญญา

    พระราชาได้ฟังธรรมจากโพธิดาบสแล้วเกิดความเลื่อมใส เมื่อราชบุรุษพานางปริพาชิกามาถึง พระราชาจึงได้ขอขมาโทษท่านทั้งสอง โพธิดาบสและนางปริพพาชิกาอาศัยอยู่ในราชอุทยานนั้นต่อมา จนเมื่อนางปริพพาชิกาสิ้นชีวิตลง โพธิดาบสจึงเดินทางออกจากราชอุทยานไปสู่ป่าหิมพานต์ ยังฌาณและสมาบัติให้เกิด เมื่อสิ้นชีวิตแล้วก็ไปสู่พรหมโลก

    พระเจ้าพาราณสี มาเกิดเป็น พระอานนท์
    โพธิดาบส มาเกิดเป็น พระพุทธเจ้า
    นางปริพพาชิกา มาเกิดเป็น พระนางพิมพา
    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=47245


     
  13. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    59,467
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +36,427
    คนแบกศพ
    ชายคนหนึ่ง นั่งเล่นอยู่ภายในบ้าน อยู่ดี ๆ ก็มีคนเอาศพเน่าเหม็นมาโยนทิ้งไว้หน้าบ้าน
    น้ำเหลือง น้ำหนองจากศพ หกเลอะเทอะไปหมด ส่วนคนที่ทุ่มศพใส่เสร็จแล้วก็เดินออกไปหน้าตาเฉย
    ถ้าเป็นคุณจะทำอย่างไร??

    ในนิทาน ชายคนนั้นโมโห ๆ เขายกศพขึ้นมาแบกไว้เหนือศีรษะ หมายว่าจะเอากลับไปทุ่มคืนให้หายแค้น
    เขาแบกศพด้วยมือทั้งสองวิ่งตามหาคู่อริไปทั่ว เลือด, น้ำเหลือง, น้ำหนองจากศพไหลรินลงมาอาบศีรษะ ,ใบหน้า,บ่า,ไหล่, และไหลลงไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง

    เขาวิ่งตามหา (พร้อมกับแบกศพไปด้วย) อยู่พักใหญ่ก็ไม่เจอ เริ่มเหนื่อย และเริ่มได้กลิ่นเหม็นเน่าของศพ
    กลิ่นนั้นเหม็นมากจนรู้สึกอยากจะอ้วก เขาจึงวางศพลง และกลับไปทำความสะอาดร่างกาย [​IMG]

    [​IMG] [​IMG] [​IMG] [​IMG] [​IMG] [​IMG] [​IMG] [​IMG]

    ศพก็เหมือนอารมณ์ขุ่นมัวที่ผู้อื่นโยนมาให้เรา

    เขาหนีไป ก็เหมือนเขาไม่ได้สนใจเราแล้วว่าเราจะรู้สึกอย่างไร

    เราแบกศพ ก็เหมือนเราเก็บอารมณ์ขุ่นมัวนั้นไว้

    กลิ่นเหม็นเปื้อนร่างกาย ก็เหมือนอารมณ์นั้นทำร้ายจิตใจของเรา คนอื่นไม่รับรู้ด้วย

    เราวางศพ ก็เหมือนเราทำใจได้แล้วปล่อยวางได้แล้ว เรื่องมันก็ผ่านไป [​IMG]

    [​IMG] [​IMG] [​IMG] [​IMG] [​IMG] [​IMG] [​IMG] [​IMG]
    ตอนนั้นผมถามไปว่า ทำตัวเป็นพ่อพระแบบนี้ เดี๋ยวไอ้คนนั้นมันจะได้ใจ แล้วมาทุ่มอีกหล่ะ
    ได้คำตอบกลับมาว่า วันหนึ่งเมื่อเจอเขาอีก ให้บอกเขาว่า ศพมันเหม็นนะ รู้ไหม ที่เธอทุ่มลงมาหน่ะ

    ลองสังเกตดูนะว่ามันเหม็น (บอกแต่ข้อเท็จจริง ไม่ต้องทุ่มคืน ไม่ต้องบอกว่าเธอทำผิด เธอไม่ดี ไม่ควรทำ ) ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องยาก แต่ต้องใช้เมตตา และความข่มใจ เพื่อไม่ให้เกิดการจองเวรครับ [​IMG]

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=45204
     
  14. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    59,467
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +36,427
    อยู่อย่างรู้คุณค่า
    พระมหาวีระพันธ์ ชุติปัญโญ
    เมื่อใดที่เราเห็นคุณค่าของทุกขณะเวลา เราจะรู้จักใช้ชีวิตอย่างรู้คุณค่าทุกเสี้ยววินาที

    อาจารย์ท่านหนึ่งมีลูกศิษย์อาศัยอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก สาเหตุที่มีผู้คนมาเคารพนับถือและยอมรับที่จะเป็นลูกศิษย์ ก็เพราะท่านมีความรู้ความสามารถในการถ่ายทอดวิชาด้วยเทคนิคที่เต็มไปด้วยความชำนาญและชาญฉลาด
    อยู่มาวันหนึ่ง อาจารย์ได้พาลูกศิษย์ไปที่แม่น้ำ โดยท่านจะอาศัยจังหวะนี้เป็นช่วงเวลาในการสอนลูกศิษย์ให้มีความรู้เกี่ยวกับความเพียรพยายามที่จะมีชีวิตอยู่อย่างรู้คุณค่า
    เมื่อเห็นว่าลูกศิษย์พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งที่ท่านต้องการจะถ่ายทอดแล้ว จึงเรียกลูกศิษย์ ๑ คนมาเป็นอาสาสมัครในการเรียนรู้วิชาในครั้งนี้ ครั้นอาจารย์กล่าวจบลงก็มีลูกศิษย์ที่อาสาเป็นผู้ช่วยมายืนต่อหน้าท่าน
    ครั้นเห็นว่าทุกอย่างลงตัวแล้ว อาจารย์ก็พาลูกศิษย์เดินลงไปที่ริมแม่น้ำ แล้วก็จับศีรษะของลูกศิษย์กดลงไปในน้ำทันที ฝ่ายลูกศิษย์เมื่อถูกอาจารย์กดลงเช่นนั้น เมื่อเวลาผ่านไปสักครู่ก็รีบตะเกียกตะกายอย่างสุดแรงเกิด
    อาจารย์ได้จับลูกศิษย์กดน้ำอยู่อย่างนั้น ๓ ครั้งก็หยุด เมื่อเห็นว่าบทเรียนที่ต้องการสอนสมบูรณ์แล้ว จึงกล่าวชื่นชมลูกศิษย์ที่มีความกล้าที่จะเป็นคนถูกทดสอบในครั้งนี้ พร้อมกับถามลูกศิษย์ว่า
    "ในขณะที่อาจารย์กดศีรษะของเจ้าลงไปในน้ำ เจ้ามีความต้องการสิ่งใดมากที่สุด ?"
    "ผมต้องการอากาศหายใจมากที่สุดครับ" ลูกศิษย์ตอบพร้อมกับแสดงสีหน้าที่ดูเหมือนว่าอากาศนั้นเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าสิ่งใด
    "ในขณะนั้น ความต้องการลาภ ยส สรรเสริญ และเงินทองต่าง ๆ เกิดขึ้นในใจของเจ้าบ้างไหม?" อาจารย์ถามต่อ
    "ไม่มีเลยครับ ผมต้องการเพียงอากาศให้สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปก็เพียงพอแล้ว ไม่ได้คิดเรื่องอื่นเลยครับ"
    "เธอได้ข้อคิดอะไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น?"
    ลูกศิษย์มองมาที่อาจารย์ของตน เขาใช้เวลาครุ่นคิดอยู่สักครู่หนึ่งแล้วจึงตอบอาจารย์ว่า
    "แท้จริงแล้ว ชีวิตของคนเราช่างสั้นนัก ลมหายใจเข้าและออกแต่ละขณะนั่นแหละ คือสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตของเราให้อยู่ได้ หากเราไม่รู้จักใช้เวลาที่หายไปในแต่ละขณะอย่างรู้คุณค่า แม้จะมีชีวิตอยู่อย่างยาวนาน ก็ไม่มีประโยชน์อะไรต่อการมีชีวิตอยู่ครับ"
    เมื่ออาจารย์ได้ฟังคำตอบของลูกศิษย์แล้ว ก็หันหน้ามาทางบรรดาลูกศิษย์ที่มาด้วยกัน พร้อมกับกล่าวให้ข้อคิดแก่พวกเขาว่า
    "หากพวกเจ้าต้องการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า และมีชีวิตอยู่อย่างควรค่าต่อการชื่นชม ขอให้มองเห็นความสำคัญของเวลาที่เสียไปแต่ละขณะ เหมือนดั่งคนเราที่ต้องการอากาศหายใจตอนที่ถูกกดศีรษะในน้ำ เพราะแต่ละขณะของเวลาที่เสียไป ก็เหมือนกับการสูญหายไปของทุกสิ่งในชีวิตเรา ไม่ว่าจะเป็นร่างกายที่เสื่อมโทรมเมื่อใช้งานมานาน จิตใจที่ไร้ความเบิกบาน เพราะไม่มีการเรียนรู้อย่างผู้มีสติ แต่เมื่อใดที่เราเห็นคุณค่าของทุกขณะของเวลา เราจะรู้จักใช้ชีวิตอย่างรู้คุณค่าทุกเสี้ยววินาที เมื่อเป็นเช่นนี้ เราย่อมรู้จักคิด พูด แลทำแต่สิ่งที่นำไปสู่ความเจริญ และที่เป็นไปเพื่อให้เกิดความสุขที่งดงามต่อชีวิตฝ่ายเดียว"
    *** ข้อคิด ***
    หากคิดที่จะมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข และมีเกียรติที่ถูกประดับไปด้วยความดีงาม สิ่งสำคัญที่เราควรตระหนักรู้อยู่เสมอก็คือ "ความไม่ประมาทในการมีชีวิตอยู่" เพราะเมื่อไม่ประมาทในการใช้ชีวิต เราจะรู้จักสร้างสิ่งดี ๆ ให้เกิดขึ้นอย่างผู้รู้คุณค่าของตัวเอง ไม่ว่าจะคิด พูด หรือทำอะไรในแต่ละครั้ง ย่อมมีความดีงามคอยเดินทอดเงาไปกับเราเสมอ และจะเป็นเครื่องป้องกันความทุกข์ให้ถอยห่างจากตัวเราตลอดไป
    เมื่อใดที่เราไม่ประมาท เท่ากับว่าเราได้เตรียมพร้อมที่จะเกี่ยวข้องกับทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างผู้ใส่ใจทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจึงมีความหมายให้เราได้ค้นหา แต่เมื่อใดที่ใช้ชีวิตด้วยความประมาท เพราะหลงเพลินกับสิ่งที่เข้ามาหลอกลวงเรา นั่นคือการเดินทางไปสู่หุบเหวแห่งความทุกข์ ที่มีแต่เราเท่านั้นต้องคอยรับความเจ็บปวดที่จะตามมา

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=44760
     
  15. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    59,467
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +36,427
    nt15.gif
    แบ่งกันไม่ลงตัว


    ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีทรงปรารภพระอุปนันทศากยบุตรผู้โลภมาก
    ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิ์สัตว์เกิดเป็นรุกขเทวดาประจำอยู่ต้นไม้ที่ฝั่งแม่น้ำแห่งหนึ่ง
    ณ ที่ไม่ไกลจากนั้น มีสุนัขจิ้งจอกสองผัวเมียอาศัยอยู่ อยู่มาวันหนึ่งสุนัขจิ้งจอกตัวเมียพูดกับสามีว่า
    "พี่ ฉันแพ้ท้องอยากกินเนื้อสด ๆ ที่ยังมีเลือดอยู่ ที่ช่วยหามาหาให้หน่อยสิ" สุนัขสามีรับคำว่า
    "น้องไม่ต้องเป็นห่วงเดี๋ยวพี่จะจัดการหามาให้" จึงเดินไปตามริมฝั่งแม่น้ำนั้น

    ขณะนั้นเองมีนาก ๒ ตัวหากินอยู่ฝั่งแม่น้ำนั้น ตัวหนึ่ง หากินอยู่ในน้ำลึก อีกตัวหนึ่งหากินตามฝั่ง
    วันนั้น นากตัวหากินในน้ำลึกได้ปลาตะเพียนแดงตัวใหญ่ตัวหนึ่ง แต่ไม่สามารถนำปลาขึ้นฝั่งได้เพราะปลาตัวใหญ่เกินไป จึงเรียกนากอีกตัวมาช่วยกันลากปลาขึ้นฝั่ง พอลากปลาขึ้นฝั่งได้แล้วนากทั้งสองตัวทะเลาะกันตกลงแบ่งปลากันไม่ได้ พอดีสุนัขจิ้งจอกตัวนั้นเดินไปพบเข้า นากทั้งสองตัวจึงวิงวอนให้สุนัขจิ้งจอกช่วยแบ่งปลาให้หน่อย สุนัขจิ้งจอกจึงบอกว่า
    "สบายมากสหายทั้งสอง เราเคยเป็นผู้พิพากษามาก่อน" ว่าแล้วก็แบ่งปลาออกเป็น ๓ ส่วน
    พร้อมกับพูดว่า "ท่อนหางเป็นของนากผู้หากินตามฝั่ง ท่อนหัวเป็นของนากผู้หากินทางน้ำลึกนะ
    ส่วนท่อนกลางเป็นของเราผู้พิพากษา" กล่าวจบก็คาบปลาท่อนกลางเดินจากไป

    นากทั้งสองเห็นเช่นนั้น และก็ได้แต่นั่งซึมเซาพร้อมกับบ่นว่า "ถ้าพวกเราไม่ทะเลาะกัน ท่อนกลางก็จะเป็นอาหารของเรากินได้อีกหลายวัน เพราะทะเลาะกันท่อนกลางจึงตกเป็นอาหารของสุนัขจิ้งจอกไป"

    ฝ่ายสุนัขจิ้งจอกก็คาบปลาท่อนกลางไปให้เมียได้กินตามความต้องการ เมียเห็นก็ดีใจพร้อมกับถามว่า
    "พี่ไปได้มาอย่างไร" สุนัขจิ้งจอกจึงตอบด้วยความเย่อหยิ่งว่า "น้องรัก คนทั้งหลายผ่ายผอมเพราะทะเลาะกัน
    สูญเสียทรัพย์ก็เพราะทะเลาะกัน นาก ๒ ตัวก็เพราะทะเลาะกัน จึงทำให้ไม่ได้กินปลาท่อนกลาง น้องรักเจ้าจงกินปลาสดเถิด" รุกขเทวดาผู้เห็นเหตุการณ์นั่นแล้วได้แต่ให้เสียงสาธุการ

    พระพุทธองค์เมื่อตรัสอดีตนิทานมาสาธกแล้ว จึงตรัสพระคาถาว่า
    "ในมนุษย์ ขอพิพาทกันเกิดขึ้น ณ ที่ใด พวกเขาจะวิ่งหาผู้พิพากษาเพราะผู้พิพากษาเป็นผู้แนะนำพวกเขา ฝ่ายพวกเขาก็จะเสียทรัพย์ ณ ที่นั้น เหมือนนาก ๒ ตัวนั้นเอง แต่คลังหลวงเจริญขึ้น"

    นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :

    ญาติพี่น้องเพราะทะเละกันเรื่องมรดก จึงเป็นเหตุให้เสียทรัพย์เพื่อจ้างทนายให้เป็นผู้แบ่งปันให้ ดังนั้น จึงไม่ควรทะเลาะกัน เพราะจะนำความสูญเสียทรัพย์มาให้

    ที่มา :หนังสือนิทานชาดก เล่มที่ ๒ โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม (เสนาซุย) : เว็บไซด์ธรรมะไทย dhammathai

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=23177
     
  16. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    59,467
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +36,427
    โยมถามพระตอบ : ตอนที่ ๖
    พระไพศาล วิสาโล
    คำถามที่ ๑. นมัสสการค่ะหลวงพ่อ คือโยมชอบคิดไปในทางที่ไม่ดี ในทางที่หยาบคายต่อองค์พระสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าค่ะ พระธรรม พระสงฆ์ และสิ่งศักสิทธิ์ ตอนแรกเครียดมาเลยค่ะ กังวลมาก นอนไม่หลับ พอหลังมานี่ ประะมาณ 2-3 เดือนได้ค่ะ เราไม่รู้สึกผิดเหมือนเมื่อก่อน บ้างครั้งจิตมันก็นึกไปว่าพูดไปเหอะ แต่ตัวเรารู้เสมอนะค่ะว่าไม่ถูกต้อง ไม่สมควร ชอบคิดแช่ง นินทาคนอื่นไปทั่วทั้งๆที่เมื่อก่อนเป็นคนขี้สงสารคนมากๆค่ะ ตอนแรกไม่กล้าเข้าวัด ไม่กล้ามองรูปพระ รู้สึกว่าเราแตกต่างจากคนอื่นค่ะ รู้สึกเหนื่อยมากค่ะ กลัวว่าท่านจะโกรธ หลวงพ่อคะ โยมจะบาปมากไหมคะ มีวิธีไหนทำให้หายจากอาการนี่บ้างค่ะ โยมไปพบจิตแพทย์มาอาการก็ลดลงบ้าง คือลดกังวลลง แต่ความนึกคิดไม่ค่อยลดลงเท่าไรเลยค่ะ ช่วยตอบโยมด้วยนะคะ

    *อาการที่คุณเล่ามานั้น เกิดขึ้นกับคนเป็นจำนวนมาก ไม่ใช่มีแค่คุณคนเดียว ส่วนใหญ่เป็นทุกข์มากเพราะพยายามกดข่มต่อต้านมัน แต่ทำเท่าไรก็ไม่หาย ยิ่งทำอาการก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้น สิ่งที่ควรทำคือ เมื่อมันเกิดขึ้น ก็อย่าไปสนใจมัน ไม่ต้องทำอะไรกับมันเลย มันจะยั่วยุอย่างไร ก็ปล่อยมันไป จะท่องคาถา “ชั่งมัน”ก็ได้ พึงตระหนักว่า ยิ่งคุณไปต่อล้อต่อเถียงกับมัน หรือพยายามกดข่มมัน มันก็ยิ่งรังควานคุณหนักขึ้น เพราะแรงกดเท่ากับแรงต้าน ใหม่ ๆ มันจะปรุงแต่งหนักขึ้นแรงขึ้นเพื่อล่อให้คุณไปสู้รบตบมือกับมัน คุณก็ต้องอดทน อย่าให้ความสนใจแก่มัน ถ้าทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ไม่นานมันก็จะคลายพิษสงลงและเลิกราไปในที่สุด

    พึงระลึกว่าความคิดนั้นไม่ใช่ตัวคุณ อย่าไปรู้สึกผิดเมื่อมีความคิดดังกล่าวเกิดขึ้นในใจคุณ จะว่ามันเป็นอุบายของมารก็ได้ เพื่อให้คุณคลายศรัทธาในพระรัตนตรัย คุณไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบต่อความคิดดังกล่าว แค่รู้ว่ามันเป็นอุบายของมาร แล้วเมินเฉยมัน หันหลังให้มัน ไม่ว่ามันจะส่งเสียงดังแค่ไหนก็ตาม เท่านี้ก็พอแล้ว

    คำถามที่ ๒. กราบนมัสการพระอาจารย์ไพศาลค่ะ โยมสงสัยว่า การเล่นหวย ซื้อล้อตเตอรี่ หรือการเล่นแชร์ แม้จะทำอย่างถูกกฎหมาย แต่ในทางธรรมนั้น สมควรหรือไม่คะ และจะให้ผลอย่างไรคะ

    *การเล่นหวย ซื้อล็อตเตอรี่ ไม่ถือว่าผิดศีล ๕ เพราะไม่ได้ไปเบียดเบียนใคร แต่ทางธรรมถือว่าเป็นประตูแห่งความเสื่อม จึงเรียกว่า อบายมุข หากลุ่มหลงในมัน ก็จะทำให้ชีวิตตกต่ำ เพราะไม่เป็นอันทำมาหากิน ความเพียรย่อหย่อน หันไปพึ่งโชคลาภเป็นสรณะ สามารถนำไปสู่การผิดศีล เช่น ลักขโมยและโกหก (เพื่อได้เงินไปเสพมัน) และดื่มน้ำเมา (เพื่อดับความกลุ้มที่ชีวิตตกอับ) ก่อให้เกิดโทษทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น แม้ไม่ถึงกับติดอบายมุข แต่การเกี่ยวข้องกับมัน ก็อาจนำไปสู่การเสพติดลุ่มหลงในที่สุดได้

    พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความเพียร กล่าวคือเห็นว่ามนุษย์จะล่วงทุกข์ได้ก็เพราะความเพียร ขณะที่อบายมุขเหล่านี้ส่งเสริมให้ผู้คนคลายความเพียร หันไปพึ่งโชคลาภ หรือหวังรวยทางลัด โดยไม่ต้องขยันขันแข็ง จึงสวนทางกับศำสอนของพระพุทธเจ้าโดยตรง

    คำถามที่ ๓. กราบนมัสการพระอาจารย์ค่ะ ทุกวันนี้โยมพยายามปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวันโดยการเจริญสติ มีสติคอยระลึกรู้กายรู้ใจ แต่หลังๆ บางครั้งโยมรู้สึกว่า สติไม่คมเท่าเดิม รู้แต่รู้ไม่ชัดเท่าเดิม บางครั้งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโยมต้องรู้อะไร หรือไม่รู้ว่าตัวเอง ณ ขณะนั้นๆ มีความรู้สึกอย่างไร ขณะนั้นโยมนึกถึงคำสอนของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ว่า “รู้ซื่อๆ” จึงได้แต่คิดรู้ว่า ตัวเองอยู่ในสภาวะ “งงๆ” ไม่ทราบว่าโยมทำถูกหรือไม่คะ หรือโยมควรจะต้องทำหรือวางใจอย่างไรดีเจ้าคะ

    *เป็นไปได้ว่าคุณตั้งใจจะรู้หรืออยากรู้ให้ชัด จึงมีอาการดังกล่าว ความตั้งใจหรือความอยากทำให้เกิดการเพ่งจ้อง ใจไม่เป็นปกติ
    คุณควรทำแบบสบาย ๆ วางความอยากลงเสีย รู้บ้าง ไม่รู้บ้างก็ไม่เป็นไร ขอให้ทำไปเรื่อย ๆ อันที่จริง แม้จะอยู่ในสภาวะงง ๆ แค่รู้ว่างง ก็พอแล้ว ไม่ต้องยินร้ายกับอาการดังกล่าว “รู้ซื่อ ๆ” หมายถึงการรู้ด้วยใจเป็นกลาง ไม่ยินดีไม่ยินร้าย ไม่ชอบไม่ชัง รวมทั้งไม่ไขว่คว้าหรือผลักไส เวลารู้สึกไม่สบายใจที่เกิดอาการดังกล่าว ก็ให้มีสติรู้ทันความไม่สบายใจนั้น แค่รู้เฉย ๆ หรือเห็นมันก็พอแล้ว คือเห็นความไม่สบายใจ อย่าเป็นผู้ไม่สบายใจ พึงตระหนักว่า อาการทั้งหลายที่เกิดกับใจของคุณ มาเพื่อสอนคุณหรือฝึกคุณให้มีสติรวดเร็วฉับไวและเกิดปัญญาแจ่มแจ้งในธรรม
    :- https://www.visalo.org/article/5000s11_2.html
     
  17. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    59,467
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +36,427
    นิทานสอนใจ : ให้เป็น "ที่รัก"
    ในช่วงเดือนเมษายนของทุก ๆ ปี ในเมืองไทยเรา เป็นฤดูแห่งความแห้งแล้ง น้ำในเขื่อนมีปริมาณน้อย ไม่สามารถแจกจ่ายให้แก่ชาวบ้านอย่างเพียงพอ

    ผู้เขียนนิทานเรื่องนี้ จึงได้นึกถึงเรื่อง "ภัยคุกคามเวสาลี" ว่าจะมีใครบ้างที่ใช้วิธีการแบบกษัตริย์ลิจฉวี พิจารณาคุณธรรมของตนเอง เร่งรักษาศีล นิมนต์พระมาสวดพระปริตร (การสวดซึ่งถือว่าศักดิ์สิทธิ์ สามารถคุ้มครองปกป้องรักษาอันตรายต่างๆ ได้) เน้น "รัตนสูตร" ประพรมน้ำมนต์กันทุกหมู่บ้าน ฝนจะได้ตกลงให้ชื่นฉ่ำใจกันทั่วหน้า

    เช่นเดียวกับเรื่องของพระภิกษุจำนวนหนึ่งที่ใคร่จะบำเพ็ญเพียรทางจิตฝึกสมณธรรมตลอดครึ่งพรรษา จึงเข้าเฝ้าพระพุทธองค์พร้อมกันเพื่อเรียนการฝึกจิตที่เรียกว่า "กรรมฐาน" ครั้นเรียนรู้ก็ออกเดินทางเพื่อแสวงหาที่ที่เหมาะสมไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งพบสถานที่ร่มรื่นสงบเงียบอันเหมาะแก่การบำเพ็ญเพียงยิ่งนัก ณ ชายแดนแห่งหนึ่งประกอบด้วยธารน้ำใสสะอาดและโขดหินรูปร่างต่าง ๆ ที่สีสันสวยงาม ภิกษุทั้งหลายจึงเลือกสถานที่นั้นเป็นที่พัก

    ครั้นชาวบ้านใกล้ ๆ ป่านั้นได้ข่าวว่ามีเหล่าภิกษุมาพักจำศีลอยู่ ก็พากันมาทำบุญด้วยข้าวปลาอาหาร ตลอดเครื่องใจด้วยความเต็มใจ และศรัทธายิ่ง เพราะชายแดนแห่งนั้นไม่ค่อยมีภิกษุผ่านมากันนัก

    เรื่องนี้ก็น่าจะจบลงด้วยความสุขและความสำเร็จ เพราะทุกอย่างเตรียมพร้อม แต่การณ์กลับตาลปัตรหรือพลิกล็อก เพราะรุกขเทวดาที่อาศัยอยู่ตามต้นไม้เหล่านั้นเกิดเดือดร้อน ด้วยไม่อาจอยู่สูงกว่าผู้มีศีลอันบริสุทธิได้ ต้องลงมาจากวิมานต้นไม้ มาอาศัยตามพื้นดิน รอวันรอคืนที่ภิกษุเหล่านั้นจะเดินทางกลับเพื่อจะได้คืนสู่วิมานดังเดิม

    แต่ก็คอยแล้วคอยเล่าจนไม่อาจจะทนรออยู่ต่อไปได้อีก จึงร่วมกันทำการรบกวนด้วยวิธีต่าง ๆ ทั้งแปลงกายให้น่าเกลียดน่ากลัวชวนขนลุกขนพองสยองเกล้า ทำเสียงดังรบกวน ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปให้ปวดศีรษะ ภิกษุทั้งหลายถูกรบกวนด้วยรูปแบบต่าง ๆ จนร่างกายผิวพรรณซูบซีดหน้าตาคล้ำหมอง จิตใจกระสับกระส่ายไม่อาจจะทำให้จิตใจสงบลงได้ แต่ก็ยังทนไม่ยอมบอกความทุกข์ให้แก่กัน

    จนเมื่อมาประชุมพร้อมกันในวันหนึ่ง พระเถระผู้ใหญ่จึงไต่ถามถึงสาเหตุที่ทำให้ภิกษุทั้งหลายสุขภาพเสื่อมโทรม สาเหตุต่างๆ จึงเปิดเผยขึ้น ที่สุดจึงตกลงกันว่าจะเดินทางกลับไปขอให้พระพุทธองค์ทรงแนะนำสถานที่ที่เหมาะสม แต่พระตถาคตตรัสว่า ไม่มีที่ใดจะเหมาะสมเท่ากับที่เดิมอีกแล้วให้ภิกษุทั้งหลายกลับไปเจริญสมณธรรมใหม่ แล้วตรัสสอนว่า "เมตตาสูตร" ให้ภิกษุทั้งหลายสวดเป็นประจำพร้อมกับให้มีการแสดงธรรม สนทนาธรรมทั้งกล่าวอนุโมทนาบุญซึ่งกันและกันเพิ่มเติมจากการสวดพระปริตรนี้

    เมื่อภิกษุทั้งหลายกลับมาดำเนินการตามพุทธดำรัสก็บังเกิดผลอย่างน่าอัศจรรย์ ทุกรูปอยู่เย็นเป็นสุข เทวดาทั้งปวงก็ไม่ทำอันตราย แต่กลับคุ้มครองเป็นอย่างดี จนบำเพ็ญเพียงถึงขั้นบรรลุธรรมทุกรูป

    ตอนนี้ก็ถึงคำถามที่ว่า เกิดปาฏิหาริย์อะไรขั้นจาก "พระปริตร" คำตอบอยู่ที่ความหมายของ "เมตตาสูตร" อันเป็นเคล็ดลับที่ทำให้พระภิกษุทุกรูปเป็นที่รักของเทวดา มนุษย์ และสัตว์ทั้งหลาย เราทุกคนจึงไม่แปลกใจเลย ถ้ารู้คำแปลของบทสวดที่ให้ทุกคนทำตัวเป็นผู้ว่าง่าย เลี้ยงง่าย อ่อนโยน ไม่อวดดี ไม่ดูหมิ่นผู้อื่น ยินดีด้วยของตามมีตามได้ (สันโดษ) ซื่อตรง ไม่ประพฤติตนในทางเสื่อมให้ผู้คนติเตียนได้ มีความเมตตาต่อทุกชีวิตเทียบเท่ากับความรักที่มารดามีต่อบุตร

    หลายคนที่ได้อ่านเรื่องนี้แล้วคงต้องร้อง "อ๋อ" ว่าเพราะเป็นเช่นนี้เอง ไม่ว่าใครๆ ที่ประพฤติปฏิบัติตาม "เมตตาสูตร" ก็ย่อมเป็น "ที่รัก" หลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข ผิวพรรณผ่องใส เทวดาคุ้มครองรักษาให้ปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=44801

    กะระณียะเมตตะสุตตัง

    กะระณียะมัตถะกุสะเลนะ ยันตัง สันตัง ปะทัง อะภิสะเมจจะ

    สักโก อุชู จะ สุหุชู จะ สุวะโจ จัสสะ มุทุ อะนะติมานี

    สันตุสสะโก จะ สุภะโร จะ อัปปะกิจโจ จะ สัลละหุกะวุตติ

    สันตินทะริโย จะ นิปะโก จะ อัปปะคัพโภ กุเลสุ อะนะนุคิทโธ

    นะ จะ ขุททัง สะมาจะเร กิญจิ เยนะ วิญญู ปะเร อุปะวะเทยยุง

    สุขิโน วา เขมิโน โหตุ สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา

    เย เกจิ ปาณะภูตัตถิ ตะสา วา ถาวะรา วา อะนะวะเสสา

    ทีฆา วา เย มะหันตา วา มัชฌิมา รัสสะกา อะณุกะถูลา

    ทิฏฐา วา เย จะ อะทิฏฐา เย จะ ทูเร วะสันติ อะวิทูเร

    ภูตา วา สัมภะเวสี วา สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา

    นะ ปะโร ปะรัง นิกุพเพถะ นาติมัญเญถะ กัตถะจิ นัง กิญจิ

    พะยาโรสะนา ปะฏีฆะสัญญา นาญญะมัญญัสสะ ทุกขะมิจเฉยยะ

    มาตา ยะถา นิยัง ปุตตัง อายุสา เอกะปุตตะมะนุรักเข

    เอวัมปิ สัพพะภุเตสุ มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง

    เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง

    อุทธัง อะโธ จะ ติริยัญจะ อะสัมพาธัง อะเวรัง อะสะปัตตัง

    ติฏฐัญจะรัง นิสินโน วา สะยาโน วา ยาวะตัสสะ วิคะตะมิทโธ

    เอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะ พรัหมะเมตัง วิหารัง อิธะมาหุ

    ทิฏฐิญจะ อะนุปะคัมมะ สีละวา ทัสสะเนนะ สัมปันโน

    กาเมสุ วิเนยยะ เคธัง นะ หิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุนะเรตีติ ฯ

    :- https://www.watpamahachai.net/Doc4.htm
     
  18. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    59,467
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +36,427
    ทุกข์ซ่อนรูป
    มีเรื่องเล่าในสมัยพุทธกาลว่า พระนางสุปปวาสา พระธิดาในตระกูลโกลิยวงศ์ ทรงพระครรภ์อยู่นานถึง ๗ ปี เจ็บพระครรภ์อยู่นานถึง ๗ วัน แม้ทรงได้รับความทุกข์ทรมานมากขนาดนั้น แต่ก็ทรงอดกลั้น ด้วยการระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย และระลึกถึงคุณแห่งพระนิพพาน เมื่อยังไม่เห็นว่าจะคลอดง่ายๆ พระนางเกรงว่าอาจจะสิ้นพระชนม์ไปก่อน จึงขอร้องให้พระสวามีไปเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อกราบทูลให้ทรงทราบ พระพุทธองค์ทรงประทานพรว่า ขอให้พระนางมีพระประสูติกาลโดยปลอดภัยและมีความสุข เมื่อพระสวามีกลับมาก็พบว่า พระนางมีพระประสูติกาลแล้ว วันรุ่งขึ้น พระพุทธองค์พร้อมหมู่สงฆ์เสด็จไปเสวยที่นิเวศของพระนางสุปปวาสาแล้ว จึงตรัสถามว่า ทรงพระครรภ์นานถึง ๗ ปี เจ็บพระครรภ์นานถึง ๗ วัน ทุกข์ทรมานมากเช่นนี้ ยังจะต้องการบุตรอีกหรือไม่ พระนางกราบทูลว่า ถ้าจะมีอีกซัก ๗ ครั้ง ก็ยินดี พระพุทธองค์จึงเปล่งอุทานในเวลานั้นว่า "สิ่งที่ไม่น่ายินดีมักมาในรูปของสิ่งที่น่ายินดี สิ่งที่ไม่น่ารัก มักมาในรูปของสิ่งที่น่ารัก และทุกข์มักมาในรูปแห่งสุข เพราะฉะนั้น คนจึงประมาทกันนัก" และในเวลาต่อมา พระโอรสของพระนางสุปปวาสานี้เอง ได้ออกผนวชมีนามว่า พระสีวลี ได้รับการยกย่องว่าเป็นเลิศในทางผู้มีลาภมากกว่าใครๆ เพราะได้ทำบุญไว้ในอดีตชาตินั่นเอง

    คติธรรมจากเรื่องนี้ แสดงให้เห็นคุณธรรม ๒ ประการ คือ
    ๑. ความรักจากแม่ แม้จะเจ็บปวดเจียนตายเพื่อลูกแล้ว แม่ทนได้ และพร้อมจะยินดี ทั้งชีวิตแม่ยอมสละเพื่อลูกได้
    ๒. คนโดยมากในโลกนี้ แม้จะประสบทุกข์เป็นอันมาก ก็ยังยินดี เพลิดเพลินอยู่ได้ เพราะสิ่งที่เรียกว่า ความสุขแบบโลกๆ ฉาบทาปิดบังเอาไว้

    หากเรารู้เท่าทันว่า ทุกข์มีเพราะยึด ทุกข์ยึดเพราะพลอย ทุกข์น้อยเพราะหยุด ทุกข์หลุดเพราะปล่อย แล้วใช้ชีวิตอย่างมีสติไม่ประมาท ลักษณะของทุกข์ที่ซ่อนอยู่ในรูปแห่งสุข ก็จะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=51056
     
  19. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    59,467
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +36,427
    โยมถามพระตอบ ตอนที่ ๑๐
    พระไพศาล วิสาโล
    คำถามที่ ๑. กราบนมัสการพระอาจารย์ไพศาลครับ โยมกราบขออนุญาตถามดังนี้ครับ ความทุกข์ของพระโสดาบันเหลือเพียงเมล็ดถั่วเมล็ดงา นั้นหมายถึงอย่างไรครับ กราบขอบพระคุณพระอาจารย์เป็นอย่างสูงครับ

    ตอบ หมายความว่า ความทุกข์ของท่านเหลือน้อยมาก เนื่องจากได้ละสังโยชน์หรือกิเลส ๓ ประการได้อย่างสิ้นเชิง อันได้แก่ ความเห็นว่ารูปกับนามเป็นตัวตน (สักกายทิฏฐิ) ความลังเลสงสัย (วิจิกิจฉา) และความถือมั่นในศีลพรตหรือข้อวัตร (สีลัพพตปรามาส)

    อีกเหตุผลหนึ่งที่เกี่ยวเนื่องกันก็คือ พระโสดาบันนั้นจะเกิดอีกไม่เกิน ๗ ชาติ ความทุกข์ที่เกิดกับท่านจึงนับว่าเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับปุถุชนซึ่งต้องเกิดอีกนับครั้งไม่ถ้วน (ทุกข์ของปุถุชนนั้นท่านเปรียบเหมือนแผ่นดิน)

    คำถามที่ ๒. กราบนมัสการพระอาจารย์ไพศาลที่เคารพ โยมสังเกตว่า กับคนอื่นๆ โยมจะใจเย็น มีเหตุผล เข้าอกเข้าใจ และเมื่อมีสิ่งใดมากระทบจะวางได้ไม่ยาก แต่กับคนใกล้ตัว โยมกลับใจร้อน สิ่งใดที่ขัดใจก็จะไม่ยอม ไม่ปล่อยผ่านแม้เรื่องเล็กน้อย ไม่ทราบว่าโยมควรจะวางใจอย่างไร หรือมีอุบายในการพิจารณาแบบใดเพื่อให้สามารถก้าวข้ามสิ่งนี้ได้เจ้าคะ กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ

    ตอบ คุณควรหมั่นฝึกสติให้รู้ทันอารมณ์ที่เกิดขึ้น เวลามีอะไรมากระทบ และรู้สึกขัดใจหรือขุ่นเคืองใจ สติที่รู้ทันอาการดังกล่าวได้อย่างรวดเร็ว จะช่วยให้ปล่อยวางมันได้อย่างรวดเร็ว อย่างน้อยก็ช่วยลดความรุนแรงเข้มข้นของอาการดังกล่าว ทำให้หักห้ามใจไม่เผลอพูดหรือทำอะไรในทางที่ไม่ถูกต้อง

    ความยึดติดถือมั่นในความคิดของตน อยากให้ทุกอย่างเป็นไปตามใจตน (รวมทั้งอยากให้ถูกต้องตามแบบของตน) เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คุณขุ่นเคืองใจเวลาเห็นสิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นดั่งใจ คุณควรตระหนักว่านี้เป็นอาการอย่างหนึ่งของอัตตา หรือความยึดติดถือมั่นใน “ตัวกู ของกู” ซึ่งเป็นเหตุแห่งทุกข์ ดังนั้นจึงควรคลายความยึดติดดังกล่าวลงบ้าง เช่น เตือนตนอยู่เสมอว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะได้ดั่งใจในทุกสิ่ง เผื่อใจไว้ล่วงหน้าว่าความผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดา
    เวลามีอะไรมากระทบ แล้วรู้สึกขุ่นเคืองใจ ก็ให้รู้ว่า “ตัวกู ของกู”กำลังอาละวาดแล้ว ควรชี้หน้าด่ามันบ้าง อย่าปล่อยให้มันผยองหรือบงการจิตใจของคุณ อีกวิธีหนึ่งก็คือ เมื่อมีเจอสิ่งขัดใจ ก็อย่าเพิ่งโกรธ ควรมองว่ามันเป็นแบบฝึกหัดที่ช่วยขัดใจให้กิเลสเบาบาง หรือลดอัตตาให้น้อยลง

    สุดท้ายก็คือ เวลาทำอะไร ลองทำให้ช้าลง ใจอยู่กับปัจจุบัน อาจทำให้คุณใจเย็นลงบ้าง และมีสติรู้ตัวได้ไวขึ้นเวลามีอะไรมากระทบ

    ทั้งหมดที่พูดมามิได้หมายความว่า คุณควรปล่อยให้ความไม่ถูกต้องผ่านไปโดยไม่ทำอะไรเลย การทักท้วง ตักเตือนเพื่อแก้ไขสิ่งผิดให้ถูกต้อง เป็นเรื่องที่ควรทำ แต่คุณไม่จำเป็นต้องทำด้วยความโกรธ ซึ่งมีแต่จะเผาลนใจคุณให้เป็นทุกข์ คุณควรทำด้วยใจที่สงบ มีสติ นั่นคือ ทำกิจ และทำจิต ไปควบคู่กัน ซึ่งจะเกิดผลดีทั้งต่อตัวเอง ผู้อื่นและส่วนรวม

    คำถามที่ ๓. กราบนมัสการพระอาจารย์ค่ะ แม่ของเพื่อนป่วยเป็นโรคร้ายแรง และมักจะคอยโทษตัวเองว่า ตัวเองเป็นสาเหตุทำให้คนอื่นต้องเดือดร้อน และไม่มีความสุข กลายเป็นว่าป่วยกายแล้วก็พาลป่วยใจไปด้วย โยมในฐานะคนนอก จะสามารถช่วยให้กำลังใจกับเพื่อนและแม่เพื่อนได้อย่างไรเจ้าคะ

    ตอบ มีหลายคนที่แม้เจ็บป่วยด้วยโรคร้าย แต่มีความสุข ไม่โอดครวญ ตัดพ้อต่อว่าคนอื่น หรือโทษตนเอง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เช่น ลูก หรือคนรัก เป็นไปด้วยดี ลูกและคนรักต่างดูแลเอาใจใส่ผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด มีหลายครอบครัวที่ความสัมพันธ์กระชับแน่นมากขึ้นเมื่อคนใดคนหนึ่งป่วยหนักหรืออยู่ในระยะสุดท้าย ทั้งนี้เพราะความเจ็บป่วยนั้นชักนำทุกคนในครอบครัวให้มาช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่

    เมื่อใดก็ตามที่ลูกเห็นว่านี้เป็นโอกาสดีที่ได้ตอบแทนบุญคุณแม่อย่างเต็มที่ ลูกจะมีความสุขและภาคภูมิใจในการดูแลแม่แม้จะเหน็ดเหนื่อยเพียงใดก็ตาม หลายคนใช้โอกาสนี้บอกรักแม่ กอดแม่ทุกวัน บางคนถึงกับกล่าวว่าการได้ดูแลแม่ในระยะสุดท้ายของท่านคือสิ่งที่ดีที่สุดของชีวิตที่ได้ทำ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าท่าทีดังกล่าวของลูกย่อมทำให้ผู้ป่วยมีความสุขด้วย การตัดพ้อผู้อื่นหรือโทษตนเองแทบจะไม่เกิดขึ้นเลย

    ความสุขและความภาคภูมิใจในการดูแลผู้ป่วยเป็นสิ่งสำคัญ แต่หากทำไปด้วยความทุกข์แล้ว (เพราะเหน็ดเหนื่อย ท้อแท้หรือเพราะยอมรับชะตากรรมของผู้ป่วยไม่ได้ก็แล้วแต่) มีแต่จะทำให้บรรยากาศที่ห้อมล้อมผู้ป่วยหม่นหมอง ส่งผลให้ผู้ป่วยพลอยเป็นทุกข์ และรู้สึกว่าตนเป็นภาระของคนอื่น ทำให้อยากตายเร็วขึ้น

    หากมีโอกาสคุณควรแนะนำให้เพื่อนตระหนักว่านี้เป็นโอกาสทองที่ลูกจะได้ทำสิ่งดี ๆ ให้กับแม่ เป็นโอกาสดีที่จะมีความสุขร่วมกัน อย่ามัวแต่กลัดกลุ้มเพราะนึกถึงแต่ความตายที่กำลังจะมาถึง ในขณะที่แม่ยังมีชีวิตอยู่ ลูกควรใช้เวลาที่กำลังเหลือน้อยลงให้เกิดประโยชน์และคุณค่าอย่างเต็มที่ อาตมาเชื่อว่าหากทำได้เช่นนี้ ทั้งลูกและแม่จะพบว่านี้คือช่วงเวลาที่มีความสุขมากที่สุด

    คำถามที่ ๔. ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังประสบกับความสูญเสียครั้งใหญ่ ที่บางท่านมีความโศกเศร้า โดยเฉพาะผู้สูงวัยที่บางท่านแทบหมดกำลังใจในชีวิต นอกจากนี้ยังพบเห็นการวิพากวิจารย์ถึงการวางตัวที่เหมาะสมในการไปถวายความอาลัย ว่าบางท่านไปสนามหลวงเหมือนไปเพื่อเซ็ทภาพถ่ายรูป รวมถึงภาพในหลวงที่มีการปริ้นท์แจกมากมาย โดยอาจกลายเป็นการไม่ระวังในการจัดเก็บภาพ
    โยมจึงอยากกราบขอพระอาจารย์เมตตาแนะนำว่าเราควรจะทำใจกับความพลัดพรากเช่นนี้อย่างไร เราในฐานะลูกหลานจะสามารถ
    ปลอบประโลมหรือช่วยให้กำลังใจกับผู้สูงอายุได้อย่างไร และควรวางตัวอย่างไรถึงจะเรียกว่าเหมาะสมและเป็นการเคารพและแสดงความอาลัยต่อพระองค์อย่างแท้จริงค่ะ

    ตอบ เมื่อสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก โดยเฉพาะยามนี้ที่เราสูญเสียพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไป หากนึกถึงแต่ความสูญเสียพลัดพราก จิตจะจมอยู่กับความเศร้า จนหมดอาลัยตายอยากกับชีวิต ไม่อาจทำกิจต่าง ๆ อันควรทำได้เลย จะดีกว่าหากเรานึกถึงน้ำพระทัยและคุณงามความดีของพระองค์ จะทำให้เราเกิดความซาบซึ้งประทับใจ และเกิดแรงบันดาลใจที่จะทำความดีตามรอยของพระองค์ ยิ่งได้ลงมือทำความดีโดยมีพระองค์ทรงเป็นแบบอย่าง ยิ่งทำให้เราเกิดความปีติ ภาคภูมิใจที่เป็นพสกนิกรที่ดีของพระองค์ จะช่วยให้หลุดจากความ เศร้าโศกเสียใจได้ง่ายขึ้น สำหรับผู้เป็นลูกหลาน ควรชักชวนให้บิดามารดาหรือญาติผู้ใหญ่ที่ยังเศร้าโศกอยู่ ทำความดี เช่นเป็นจิตอาสา หรือทำบุญกุศลถวายพระองค์ท่าน ชวนท่านออกจากบ้าน ไปทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ จะช่วยท่านได้มาก

    สำหรับการไปสนามหลวงหรือพระบรมมหาราชวังเพื่อถวายความเคารพแด่พระองค์ ควรไปด้วยใจที่ปรารถนาจะ “ให้” อย่าไปด้วยใจที่คิดจะ “เอา” (เช่น อยากได้มุมหรือฉากดี ๆ เพื่อถ่ายรูป หรือไปเพื่อรับของแจก) ใจที่คิดจะให้ (เช่น อยากให้พระองค์ซึ่งสถิตบนสรวงสวรรค์ เห็นความจงรักภักดีของพสกนิกรของพระองค์) จะทำให้เราทำสิ่งดีงาม ไม่เปิดโอกาสให้ความเห็นแก่ตัวมาครอบงำใจ ขณะเดียวกันก็มีความอดทน เจอความยากลำบากก็ไม่บ่น ตรงกันข้ามหากไปด้วยใจที่คิดจะ “เอา”แล้ว ก็อาจลืมตัว ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง หรือหงุดหงิดง่าย
    :- https://www.visalo.org/article/5000s16.html
     
  20. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    59,467
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +36,427
    คนช่างสังเกต
    เพื่อนรักสองคนได้สำเร็จการศึกษาจากสำนักเดียวกัน ได้เดินทางกลับถิ่นฐานของตน ในระหว่างทางก็เดินผ่านรอยเท้าสัตว์ชนิดหนึ่ง นายฉลาดได้พูดว่า "นั่นคือรอยเท้าช้าง" นายเฉลียวที่มาด้วยกันก็พูดขึ้นว่า "ใช่..ช้างจริง ๆ แต่ช้างตัวนี้มีงาข้างเดียว" และเมื่อเดินไปจนพบช้างตัวที่ว่าก็เป็นจริงดังที่นายเฉลียวบอก...

    เดินไปอีกไม่ไกลก็พบหลุมเล็กที่่มีน้ำขัง นายฉลาดพูดว่า "หลุมนี้เป็นหลุมปัสสาวะของผู้หญิง" นายเฉลียวก็ตอบว่า "ใช่..และยังเป็นหญิงตั้งครรภ์อีกด้วย" นายฉลาดประหลาดใจกับคำตอบทั้งสองครั้งของนายเฉลียวมาก เพราะพบว่าเพื่อนของเขาทายได้ถูกทั้งสองครั้ง จึงพาลโกรธอาจารย์ของตนว่าให้ความรู้กับตนไม่เท่ากับเพื่อน จึงชวนเพื่อนเดินทางกลับไปต่อว่าอาจารย์ที่สำนัก

    เมื่อเล่าให้อาจารย์ฟังในสิ่งที่ตนคิดด้วยอารมณ์ที่รุนแรง อาจารย์รับฟังอย่างสงบและได้เอาเงินจำนวนหนึ่งมอบให้ศิษย์รักทั้งสอง นำไปซื้อหม้อคนละหนึ่งใบจากร้านเดียวกันและจากนั้นให้ไปซื้อน้ำมันงาจากร้านที่ได้ชื่อว่าราคาแพงแต่ซื่้อสัตย์ต่อลูกค้า แล้วนำกลับมาให้อาจารย์ดูในบ่ายวันรุ่งขึ้น

    นายฉลาดรีบไปซื้อหม้ออย่างรวดเร็ว และเดินไปซื้อน้ำมันงาในร้านถัดไปทันที ส่วนนายเฉลียวไปซื้อหม้อด้วยกันแต่เดินกลับบ้านก่อน ในเช้าวันรุ่งขึ้นจึงค่อยไปซื้อน้ำมันงาจากร้านเดียวกัน

    ...เมื่อมาถึงนายฉลาดได้พบว่าน้ำมันที่ตนซื้อมีน้อยกว่าของนายเฉลียวมากนัก จึงได้ถามอาจารย์ด้วยความแปลกใจ จึงได้คำตอบว่านายเฉลียวได้นำหม้อที่ซื้อใหม่ไปล้างเช็ดจนแห้งอย่างดี เพราะรู้ถึงคุณสมบัติของหม้อใหม่ว่าหม้อใหม่มักจะดูดน้ำมากกว่าหม้อที่ได้รับการแช่ และเช็ดให้สะอาดเสมอ...

    ส่วนเหตุผลที่นายเฉลียวรู้ว่าช้างมีงาข้างเดียว เพราะตามทางเดิน นายเฉลียวสังเกตว่าต้นไม้ข้างทางเตียนไปเพียงข้างเดียว จึงรู้ว่าช้างมีงาเพียงข้างเดียว และสำหรับหลุมปัสสาวะของหญิงมีครรภ์นั้น เขาสังเกตว่าหญิงมีครรภ์แก่จะมีน้ำหนักตัวค่อนข้างมาก เวลานั่งจึงมักเอามือยันพื้นทรายไว้เพื่อเป็นการทรงตัว...

    นายฉลาดละอายกับความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของตนเป็นอย่างยิ่ง และได้เรียนรู้อย่างไร้ข้อสงสัยว่า ในชีวิตที่ผ่านมา หากเขาเพียงนำแต่ความรู้ที่มี โดยไม่มีการสังเกตอย่างถ้วนถี่ในรายละเอียดเล็กน้อยไปใช้แล้วละก็ ไม่ว่าจะทุ่มเทมากมายเพียงใด เขาก็คงไม่สามารถทำภารกิจนั้นให้ประสบควาสำเร็จสูงสุดอย่างที่ตั้งใจได้เลย

    เขาจึงก้มกราบอาจารย์ที่ได้ให้ความรู้อันล้ำค่าที่สุดกับเขา จากนั้นนายฉลาดจึงเลือกที่จะดำเนินชีวิตอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน รับฟังในความคิดเห็นของผู้อื่น และไม่ลืมที่จะใช้การสังเกตเป็นเข็มทิศเพื่อใช้ในการตัดสินทุกๆ อย่างในชีวิตของเขาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา...

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=45036
     

แชร์หน้านี้

Loading...