เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 4 มิถุนายน 2026.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,471
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,141
    ค่าพลัง:
    +26,937
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,471
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,141
    ค่าพลัง:
    +26,937
    วันนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ ความจริงเรื่องที่หลายท่านจะย้ายเข้าทะเบียนวัด ถ้าบอกกระผม/อาตมภาพแต่เนิ่น ๆ วันนี้ก็น่าจะย้ายเสร็จแล้ว แต่ไม่ทราบเหมือนกันว่าตัดสินใจช้าหรืออย่างไร ?

    กระผม/อาตมภาพเองไม่ใช่คนว่างงาน มีแต่งานเช้ายันค่ำ โดยเฉพาะงานเอกสาร วันนี้ก็เพิ่งจะจัดเก็บเอกสารเข้าโฟลเดอร์เสร็จเรียบร้อย ๓๐๐ กว่าชิ้น ถ้าเป็นพวกคุณค่อย ๆ ไปอ่านก็คงเครียดจนหัวหงอกไปแล้ว..! เพราะต้องไปคัดว่าส่วนไหนที่มีประโยชน์ ? และควรที่จะจัดเอาไว้ร่วมกับเอกสารชุดไหน ? ไม่ใช่ถึงเวลาก็ใส่มั่วไปหมดแล้วก็หาไม่เจอ..! ดังนั้น..ถ้าพวกท่านมีอะไร ต้องแจ้งกันตั้งแต่เนิ่น ๆ

    อย่างเรื่องของการเบิกเงินเพื่อทำสิ่งต่าง ๆ วันนี้กระผม/อาตมภาพอยู่เฉย ๆ ก็จ่ายไปเกือบ ๒ แสนบาท การที่เราจะทำอะไรต้องรู้จักคิด วางแผนเผื่อล่วงหน้าไว้ด้วยว่า ถ้ามีเหตุฉุกเฉินอย่างไรขึ้นมาควรจะเบิกเงินตอนไหน ? ไม่ใช่ว่าสามารถที่จะเบิกเงินได้ทุกเวลา หรือว่าจะย้ายเข้าทะเบียนบ้าน
    ถ้าคิดว่ากระผม/อาตมภาพสามารถไปทำให้ได้ทุกเวลา หากว่าคิดแบบนั้น กระผม/อาตมภาพใช้หัวแม่เท้าคิดยังดีกว่าเสียอีก..!

    โดยเฉพาะหลายต่อหลายท่านที่อยู่มาเริ่มหลายพรรษาแล้วก็ออกอาการล้า ก็คือจะสวดมนต์ทำวัตรเช้าเย็นก็มักจะมาไม่ทันเวลาบ้าง ตั้งใจจะมาไม่ทันเวลาบ้าง ขอให้รู้ว่าถ้าอาการแบบนี้ออก โอกาสที่จะอยู่ตลอดรอดฝั่งเป็นเรื่องที่ยากมาก..!

    เนื่องเพราะว่าเราทุกคนจะต้องมีเจ้ากรรมนายเวร หรือมารทั้งหลายทั้งปวงคอยขัดขวางอยู่เสมอ ต่อให้ตั้งใจต่อสู้แบบเอาชีวิตเข้าแลกก็ยังรอดยาก แล้วพวกเราไปทำตัวตามสบาย โอกาสที่จะตายมีสูงกว่ารอดหลายเท่านัก..!


    แล้วโดยเฉพาะระยะนี้ ท่านที่สึกหาลาเพศไปก็ถือว่าคิดดีแล้ว กระผม/อาตมภาพไม่เคยห้ามปราม แต่ถ้าไปไม่รอดก็กลับมาเถอะ..! เนื่องเพราะว่าปีนี้จะเป็นปีที่ยากลำบากมาก บรรดาหน่วยงานหรือสถานที่ต่าง ๆ ก็จำเป็นที่จะต้องรักษาตัวเอง ถ้าหากว่าไม่ปิดกิจการไปเลยเพื่อตัดการขาดทุน ก็จะอยู่ในลักษณะให้คนออกไปส่วนหนึ่งเพื่อลดรายจ่าย แล้วหลายท่านคิดว่าเราจะเป็นบุคคลสำคัญขนาดเขาขาดไม่ได้หรือเปล่า ?

    ความจริงช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ดีที่สุดในการบวช แล้วตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติเพื่อสั่งสมบุญกุศล พูดง่าย ๆ ก็คือสถานการณ์ของประเทศชาติและของโลก มีแต่จะเดือดร้อนมากขึ้นไปเรื่อย ถ้าเรารู้จักเก็บตัว หาจังหวะสั่งสมบุญกุศลของเราให้เต็มที่ พอจังหวะที่ดีแล้วค่อยออกไป จะทำอะไรก็สะดวกไปหมด ไม่ใช่นึกจะออกไปเวลาไหนก็ออกไปแบบนี้..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,471
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,141
    ค่าพลัง:
    +26,937
    กระผม/อาตมภาพเคยพูดไว้หลายครั้งแล้วว่า เวลาพระจะสึก มองไปทางไหนก็เห็นช่องทางรวยไปหมด ขนาดคิดจะไปปลูกผักบุ้งขายยังรวยเลย..! แต่ว่าส่วนใหญ่แล้วก็มักจะคิดประมาณว่า ๑ + ๑ เป็น ๒ ก็คือถ้าทำกิจการอย่างนี้ ลงทุนแบบนี้ วันหนึ่งจะมีรายได้เท่านี้ เดือนหนึ่งมีรายได้เท่านี้ โดยที่ไม่ได้คิดว่าถ้ารายได้ไม่เข้ามาตามที่เราตั้งใจ แล้วจะเกิดอะไรขึ้น..!?

    แต่กระผม/อาตมภาพเองที่ไม่ห้ามปรามก็เพราะว่าปล่อยให้ไปรับบทเรียนเอง โดยเฉพาะลูกศิษย์บางท่านเคยกล่าวกับ
    กระผม/อาตมภาพไว้ว่า "หลวงพ่อบอกคำตอบให้โดยที่ผมยังไม่เห็นโจทย์เลย แล้วจะให้ผมรับได้อย่างไร ?" เพราะฉะนั้น..ก็ไปทำโจทย์เสียให้พอ ถ้าไม่เข็ดแล้วเข้ามาใหม่ จะออกไปซ้ำอีกก็ได้..!

    ถ้าหากว่าคนที่อยู่มานานจะเห็นว่าระยะหลัง ๆ
    กระผม/อาตมภาพค่อย ๆ ปล่อยงานไปเรื่อย แล้วโดยเฉพาะเรื่องความเข้มงวดกวดขันกับทุกท่าน ที่ปล่อยก็เพราะว่าทุกคนเป็นผู้ใหญ่แล้ว ตัดสินใจเข้ามาบวชก็รู้ว่าต้องเจออะไรบ้าง ในเมื่อไม่คิดจะเอาดีก็ปล่อยให้ลงนรกไปตามใจ..! ไม่ใช่หน้าที่ที่กระผม/อาตมภาพจะไปขัดขวางหรือว่าห้ามปราม เพราะแม้แต่พระพุทธเจ้าก็ยังตรัสว่า อักขาตาโร ตถาคตา แม้แต่ตถาคตก็เป็นได้แต่เพียงผู้บอกเท่านั้น ในเมื่อชี้ทางออกบอกทางถูกให้แล้ว ยังรั้นที่จะไปก็ปล่อยให้ไป ถ้าไม่ตายเสียก่อน เดี๋ยวโอกาสหน้าค่อยมาเจอกันใหม่..!

    แต่ว่าสถานการณ์ไม่ว่าจะในวัด นอกวัด ประเทศชาติ หรือว่าของโลกจะยุ่งยากขนาดไหนก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดก็คือต้องรักษาใจของตัวเองให้มั่นคงเอาไว้ โดยเฉพาะในช่วงที่ภาวะสงครามทวีความรุนแรงขึ้น ถ้าหากว่าเราดูแลรักษาตนเองได้ ก็ไม่ต้องเป็นภาระคนอื่น หรือถ้าดูแลรักษาตนเองได้ ช่วยเหลือผู้อื่นได้ ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าพระภิกษุสามเณรของเราจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ชาวบ้านเขาก็เห็นเป็นที่พึ่งอยู่แล้ว ถ้าหากว่าเขามาพึ่งพาอาศัย แต่ว่าเราไม่มีกำลังพอที่จะรองรับ แล้วลองนึกดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น ?!

    กระผม/อาตมภาพเล่าให้ฟังหลายต่อหลายวาระแล้วว่า สมัยที่บวชอยู่วัดท่าซุง มีหลวงน้ามีชัย สุนฺทโร นอกจากสวดมนต์ทำวัตร เจริญพระกรรมฐานตามระเบียบของวัดเช้าเย็นแล้ว กลับกุฏิที่พักไป ท่านยังไปสวดมนต์ต่อเป็นชั่วโมง ๆ โดยเฉพาะซักซ้อมสวด ๗ ตำนาน ๑๒ ตำนาน หรือว่าพระสูตรยาว ๆ ด้วยความที่พักอยู่ตึกเดียวกัน แม้จะเป็นหัวตึกท้ายตึกคนละห้อง แต่ว่าก็ได้ยินเสียงสวดมนต์ของท่านอยู่ทุกเช้าทุกเย็น
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,471
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,141
    ค่าพลัง:
    +26,937
    เมื่อมีโอกาสก็กราบเรียนถามท่านว่า "หลวงน้าคิดอย่างไรครับ หลังทำวัตรตามปกติแล้ว ยังมาสวดมนต์ต่อเป็นชั่วโมง ๆ แบบนี้ ?" ท่านบอกว่า "เวลาคุณบิณฑบาต รู้หรือว่าชาวบ้านเขาขออะไร ? ในเมื่อเราไม่รู้ เราก็ต้องเตรียมการเอาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ไม่อย่างนั้น ถ้าท่านทำเอาไว้น้อยแล้วชาวบ้านเขาขอมาก เราก็จะขาดทุน แล้วถ้าหากว่ายิ่งอยู่นานไป ยิ่งขาดทุนมาก..!"

    กระผม/อาตมภาพได้ยินแล้วก็ยังคิดว่าหลวงน้าท่านมีแนวคิดที่ดีมาก เป็นการกระตุ้นตัวเองให้ขยันอยู่ตลอดเวลา เนื่องเพราะว่าเวลาญาติโยมเขายกขันข้าวท่วมหัว เราก็ไม่แน่ใจว่าจะรู้ว่าเขาอธิษฐานต้องการอะไร ? ไปเจอประเภทใส่บาตร ๑ ทัพพี ขอรางวัลที่ ๑ ถ้าเรามีไม่พอให้ก็ขาดทุนย่อยยับ..!

    ดังนั้น..ในเรื่องของการบวช อานิสงส์ของเราได้เต็มทันทีที่คู่สวดท่านประกาศว่า "อุปะสัมปันโน สังเฆนะ" บัดนี้สำเร็จการอุปสมบทเป็นสงฆ์แล้ว ถ้าใครหวังบวชเพื่อเอาบุญเอากุศลอย่างเดียว จะสึกตอนนั้นอานิสงส์ก็ได้เต็ม เพียงแต่จะโดนเขาด่าหรือเปล่าก็ไม่รู้ ?!

    แต่คราวนี้พอต้นทุนของเราสมบูรณ์พร้อม แล้วการอยู่ต่อนั้นขาดทุนหรือกำไร ? ถ้ารู้จักสั่งสมเพิ่มเติมไปด้วยการสวดมนต์ทำวัตร บิณฑบาต เจริญพระกรรมฐาน ก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำแล้วจะเพียงพอในแต่ละวันหรือเปล่า ? แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ปล่อยให้ขาดทุนย่อยยับไปอยู่ฝ่ายเดียว โอกาสที่ดีที่สุดของเราก็คือตอนที่บวชอยู่ เพราะว่าสิ่งที่เราทำนั้น มีอานิสงส์มากกว่าฆราวาสทำหลายเท่า แต่เราก็ไปละโอกาสอันดีเสีย ปล่อยให้ความขี้เกียจมีอำนาจเหนือใจตนเอง

    สมัยก่อนมีไอ้ทิดท่านหนึ่งบวชอยู่ อายุห่างจากกระผม/อาตมภาพ ๒ ปี ตลอดพรรษาเขาพยายามที่จะมาทำวัตรเช้าก่อน
    กระผม/อาตมภาพ แต่ไม่เคยทำสำเร็จสักครั้งเดียว เขาปรารภว่า "หลวงพ่อแก่กว่า แต่มาได้ทุกวัน ผมเองอายุน้อยกว่า พยายามเท่าไรก็มาก่อนไม่ได้" ก็เลยบอกไปว่า "ถ้าคุณมีความพยายามก็ยังถือว่าเสมอตัว แต่ถ้าไม่มีความพยายามเอาเลยก็แปลว่าขาดทุน..!"

    เพราะว่าของพวกนี้ถ้าบารมีไม่พอ เราทำไม่ได้ คำว่าบารมีคือกำลังใจ ยิ่งเข้มข้นเข้มแข็งเท่าไร โอกาสที่จะฝืนกิเลสมาทำสิ่งที่ไม่ชอบ ก็มีมากกว่า แต่ถ้าหากว่าไม่ยอมฝืนใจมาทำเลย ก็มีแต่จะโดนกิเลสจูงจมูกไป แล้วไอ้ที่เราเห็นอยู่เสมอว่าโดนเขาจูงจมูกก็ไม่มีอะไร ถ้าไม่ใช่วัวก็ควายเท่านั้นเอง..!

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณร ตลอดจนกระทั่งผู้เข้ารับการอบรมทุกท่าน และญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันพฤหัสบดีที่ ๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...