เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 30 มิถุนายน 2026 at 18:29.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,580
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,164
    ค่าพลัง:
    +26,956
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,580
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,164
    ค่าพลัง:
    +26,956
    วันนี้ตรงกับวันอังคารที่ ๓๐ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ ความจริงวันนี้เป็น "วันหาหมอ" ของกระผม/อาตมภาพ แต่เจ้ากรรมเถอะ..หมอก็ต้องไปหาหมอตามนัดเหมือนกัน..! กระผม/อาตมภาพได้ยินแล้วก็ออกอาการ "น้ำตาจิไหล" ได้แต่รำพึงว่า "พะยาธิธัมโมมหิ พะยาธิง อะนะตีโต เรามีความเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นธรรมดา ไม่อาจล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้" เพราะว่าขนาดหมอเองก็ยังต้องป่วยไปหาหมอ แล้วบุคคลธรรมดาอย่างเราจะรอดจากการป่วยนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้..!

    แต่เมื่อเข้าถึงที่พักแล้ว ก็มีพรรคพวกเพื่อนฝูงส่งเรื่องราวเนื้อหาเข้ามาสอบถามว่า มีบุคคลหนึ่งกล่าวว่า "การนั่งสมาธินั้นไม่มีในพระพุทธศาสนา" กระผม/อาตมภาพได้ยินแล้วก็ต้องนั่งถอนใจอีกตามเคย เนื่องเพราะว่าบุคคลประเภทที่คนจีนแต้จิ๋วเขากล่าวว่า "เจียะป้าบ่อสื่อ" นั้น ทำไมปัจจุบันนี้ถึงได้มีมากนัก ?

    อาจจะเป็นเพราะคนเราเข้าถึงสื่อโซเชียลได้ง่าย และไม่มีใครควบคุมความผิดถูกของการแสดงทัศนคติของพระพุทธศาสนา และบุคคลทั้งหลายเหล่านี้อาจจะหวังชื่อเสียง หวังยอดไลค์ หวังยอดวิว จึงได้ขยันกันทำงานนักหนา หรือว่าพญามารส่งเอามารเสนาทั้งหลายออกมาปฏิบัติหน้าที่กันอย่างเข้มแข็งในระยะนี้ เนื่องเพราะว่าฝ่ายของทางธรรมะนั้นกำลังย่อหย่อนท้อถอยก็ไม่ทราบ ?!

    ถ้าท่านทั้งหลายอ่านในพระไตรปิฎก อันดับแรกเลย เมื่อพระชนมายุได้ ๗ ปี สิทธัตถราชกุมารออกไปร่วมงานวัปปมงคลแรกนาขวัญ สมเด็จพระเจ้าสุทโธทนมหาราชผู้เป็นพระราชบิดา จัดบรรดาพี่เลี้ยงให้คอยดูแลเจ้าชายสิทธัตถะอยู่บริเวณต้นหว้า แต่ด้วยความที่ว่าพิธีแรกนาขวัญอันยิ่งใหญ่ครึกครื้นนั้น ปีหนึ่งมีครั้งเดียว บรรดาพี่เลี้ยงต่าง ๆ จึงเผลอใจวิ่งไปดูพิธีกรรมกันเสียหมด..!

    เมื่ออยู่แต่เพียงผู้เดียว สิทธัตถราชกุมารจึงนั่งคู้บัลลังก์พิจารณาลมหายใจเข้าออก จนสภาพจิตทรงปฐมฌาน ทำให้สภาพของดินฟ้าอากาศเกิดการเปลี่ยนแปลง ก็คือแม้เวลาเลยเที่ยงไปแล้ว แต่ว่าเงาของต้นหว้าก็ไม่ได้เคลื่อนคล้อยไปไหน หากแต่ว่ายังคงตั้งตรงเป็นร่มเงาแก่เจ้าชายสิทธัตถะเหมือนหนึ่งร่มใหญ่ที่กางอยู่เช่นนั้น..!

    หรือถ้าท่านทั้งหลายคิดว่าหลักฐานเหล่านี้ไม่พอ ก็ดูตอนที่พระองค์ท่านออกแสวงหาภิเนษกรมณ์ มีการฝึกปฏิบัติตามสำนักต่าง ๆ โดยเฉพาะที่ระบุชัดเจนก็คือสำนักของอาฬารดาบส กาลามโคตร ทรงสำเร็จอากิญจัญญายตนฌาน หรือว่าฌานสมาบัติลำดับที่ ๗ และสำนักของอุทกดาบส รามบุตร ทรงสำเร็จในเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน หรือว่าฌานสมาบัติที่ ๘ แล้วบุคคลที่สำเร็จฌานสมาบัติได้สูงถึงขนาดนั้น จะไม่รู้จักนำเอาสิ่งที่มีประโยชน์ทั้งหลายเหล่านี้ มาสั่งสอนแก่บรรดาศากยบุตรพุทธชิโนรสเลยหรือ ?
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,580
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,164
    ค่าพลัง:
    +26,956
    ถ้าคิดว่าตรงนี้ยังไม่ใช่ ก็ให้ดูหลักคำสอนใหญ่ในพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่าไตรสิกขา คือการศึกษา ๓ อย่าง ได้แก่ สีลสิกขา การศึกษาในศีล จิตสิกขา การศึกษาในจิตหรือในสมาธิ ปัญญาสิกขา การศึกษาในปัญญา หรือที่เรียกกันง่าย ๆ ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา นั่นเอง

    แล้วถ้ายังคิดว่าตรงนี้ไม่ใช่ ก็ไปดูได้ในมหาสติปัฏฐานสูตร ไม่ว่าจะเป็นในทีฆนิกาย พระสุตตันตปิฎกก็ดี หรือว่าในมัชฌิมนิกาย พระสุตตันตปิฎกก็ดี หรือจะดูเลยยาวไปถึงปกรณ์วิเสสอย่างวิสุทธิมรรคก็ได้

    พระองค์ทรงตรัสถึงวิธีการนั่งสมาธิเอาไว้อย่างชัดเจนว่า "ตั้งกายให้ตรง กำหนดสติเอาไว้เฉพาะหน้า หายใจเข้ายาวก็รู้ว่าหายใจเข้ายาว หายใจเข้าสั้นก็รู้ว่าหายใจเข้าสั้น หายใจออกยาวก็รู้ว่าหายใจออกยาว หายใจออกสั้นก็รู้ว่าหายใจออกสั้น" ก็คือการนั่งสมาธิดูลมหายใจเข้าออก หรือที่ท่านพุทธทาสภิกขุสรุปว่าเป็นอานาปานสติ ๑๖ ขั้นนั่นเอง

    หรือถ้าหากว่าผู้พูดกล่าวถึงว่าการนั่งสมาธิไม่มีในพระพุทธศาสนา แล้วที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่งคู้บัลลังก์ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ตั้งใจว่า "แม้เลือดและเนื้อของเราจะเหือดแห้งไปก็ตามที หรือว่าชีวิตินทรีย์นี้จะตักษัยลงไปก็ตาม ถ้าหากว่าไม่บรรลุซึ่งอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว เราจะไม่ทำลายบังลังก์นี้" คำว่าบังลังก์นี้ก็คือการคู้บัลลังก์นั่งสมาธินั่นเอง

    ถ้าท่านทั้งหลายคิดว่าเรื่องทั้งหลายเหล่านี้ไม่มีในพระพุทธศาสนา เนื่องเพราะในมหาสติปัฏฐานสูตรได้กล่าวถึงการปฏิบัติในอิริยาบถอื่น ๆ เอาแค่อิริยาบถใหญ่ก็คือ "นั่งอยู่รู้ตัวว่านั่ง เดินอยู่รู้ตัวว่าเดิน ยืนอยู่รู้ตัวว่ายืน นอนอยู่รู้ตัวว่านอน" การที่จะรู้ตัวได้ตลอดเวลา สมาธิจะต้องตั้งมั่นทรงตัว ไม่เช่นนั้นแล้ว ไม่สามารถจะส่งเสริมสติให้แหลมคมว่องไวถึงขนาดรู้ทุกสิ่งทุกอย่างได้แบบนั้น

    แล้วถ้าหากคิดว่าการนั่งสมาธิไม่ใช่ ต้องยืน เดิน นอน ถ้าอย่างนั้นก็ยิ่งแล้วกันไปใหญ่ เนื่องเพราะว่า
    ต้องเริ่มจากการนั่งสมาธิ ซึ่งเป็นอิริยาบถที่สามารถควบคุมจิตให้สงบได้ง่ายที่สุด แล้วจึงพัฒนามาเป็นอิริยาบถยืน จากนั้นถึงเป็นอิริยาบถเคลื่อนไหวก็คือการเดิน หรือเมื่อคล่องตัว สติมั่นคงแล้ว จะเป็นอิริยาบถนอน สติก็สามารถรู้เท่าทันทุกอย่าง เนื่องเพราะว่ามีสมาธิเป็นเครื่องหนุนเสริม
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,580
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,164
    ค่าพลัง:
    +26,956
    กระผม/อาตมภาพไม่มั่นใจว่าท่านที่กล่าวนั้นหมายถึงอะไร ? แต่ว่าการที่ออกมาแสดงความเห็นในลักษณะ "ล่อเป้า" แบบนี้ อันดับแรกเลยต้องขอชมเชยว่าท่านกล้ามาก ถ้าหากว่าหวังยอดวิวยอดไลค์ท่านก็ประสบความสำเร็จ

    แต่สิ่งที่ท่านประสบความสำเร็จมากกว่านั้นก็คือสร้างกรรมใหญ่ในพระพุทธศาสนา ด้วยการกล่าวตู่คำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าในลักษณะแบบนี้ ถ้าท่านไม่มีการกราบขอขมาพระรัตนตรัย ก็ขอแสดงความยินดีด้วย ท่านจะมีทุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้าอย่างแน่นอน..!

    บุคคลทั้งหลายเหล่านี้ได้สร้างกรรมใหญ่เอาไว้ในพระพุทธศาสนา ไม่ว่าเพราะหวังชื่อเสียง หวังความเท่ หรือว่าหวังยอดไลค์ยอดวิวก็ตาม เนื่องเพราะว่าบุคคลที่ติดตามเป็นจำนวนมากนั้น ไม่ได้มีพื้นฐานทางการประพฤติปฏิบัติในศีล สมาธิ ปัญญามากนัก
    ส่วนใหญ่แม้แต่การปฏิบัติเบื้องต้นคือศีล ก็ยังขาดตกบกพร่อง การปฏิบัติเบื้องกลางที่ละเอียดยิ่งขึ้นไปก็คือสมาธิจึงไม่ต้องพูดถึง

    อย่าว่ากล่าวไปจนถึงปัญญา ซึ่งเป็นการอาศัยกำลังของศีลและสมาธิมาหนุนเสริม ในการพิจารณาจนรู้แจ้งเห็นจริง ว่าธรรมดาของโลกเป็นเช่นนี้ แล้วเกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด ปล่อยวางจากความยึดมั่นถือมั่น สามารถล่วงพ้นจากกองทุกข์เข้าสู่พระนิพพานได้


    ในเมื่อท่านทั้งหลายกล่าวออกไปแล้ว คนส่วนใหญ่เชื่อถือ ก็เท่ากับว่าเป็นการลดศรัทธาในพระพุทธศาสนาลง ทำให้คนทั้งหลายเหล่านี้ห่างความดีออกไปมาก จากที่ปัจจุบันก็ห่างมากอยู่แล้วกลายเป็นห่างออกไปมากยิ่งขึ้น ถ้าในลักษณะอย่างนี้ เท่ากับว่าท่านสร้างทุกข์สร้างโทษให้แก่บุคคลจำนวนมากมาย ที่จะต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในทะเลทุกข์ไม่รู้จบ เพราะว่ากลายเป็นมิจฉาทิฏฐิ เนื่องจากเชื่อถือในสิ่งที่ท่านทั้งหลายพูด

    ถ้าคิดว่าเป็นกรรมของเขาทั้งหลายเหล่านั้น ที่สั่งสมบารมีมาไม่ดีพอ ก็เลยเจอครูบาอาจารย์ประเภทนี้ กระผม/อาตมภาพก็ขอบอกว่า ถ้าท่านไม่ทำตัวเป็นครูบาอาจารย์ประเภทนี้ แล้วจะทำให้เขาทั้งหลายเหล่านั้นเชื่อถือท่านได้อย่างไร ? ก็แปลว่าท่านเองนั่นแหละที่เป็นเหตุผลต้นกรรมทั้งหลายทั้งปวง

    เมื่อถึงเวลา ถ้ากรรมทั้งหลายเหล่านั้นสนอง ท่านที่เป็นผู้นำก็รับไปเนื้อ ๆ เต็ม ๆ เสียก่อน แล้วหลังจากนั้น ถ้ามีผู้นำไปเผยแผ่และทำตาม เกิดมีคนเชื่อและปฏิบัติตาม คือห่างจากพระพุทธศาสนาออกไป เพราะขาดศรัทธา ก็ต้องรับโทษานุโทษหนักเบาลดหลั่นกันไปตามแต่กรรมทั้งหลายที่ท่านได้สร้างเอาไว้ จึงขอแสดงความยินดีกับท่านล่วงหน้า ว่าท่านจะมีทุคติเป็นที่ไปอย่างแน่นอน


    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันอังคารที่ ๓๐ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...