วัตถุมงคลทั่วภูมิภาคของประเทศไทย

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,493
    ค่าพลัง:
    +21,469
    fb_img_1707738227173-jpg (1).jpg

    เมื่อ คณะแพทย์และพยาบาลที่ โรงพยาบาล ชลบุรี พยายามจะฉีดยากันศพเน่า ให้กับท่าน แต่เข็มฉีดยาไม่อาจแทjทะลุผิวหนังท่านได้ คณะแพทย์และพยาบาล จึงได้ปล่อยร่างสังขารท่านไว้อย่างนั้น โดยไม่ฉีดยากันศพเน่า

    ปาฏิหาริย์-สังขารไม่เน่า!!!
    "หลวงพ่อชม กสโร" เกจิฯดังแห่งวัดโป่ง

    หากได้มีโอกาสสัญจรผ่านไปมาแถวๆ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หรือมุ่งหน้ามาทางภาคตะวันออกกันแล้ว ใคร่ขอพาท่านผู้อ่านทุกท่านไปสัมผัส " เนื้อนาบุญ " ผืนใหญ่อีกแห่งบนแผ่นดินถิ่นบูรพา ที่มีพุทธศาสนิกชน หลั่งไหลเข้าไปบูชา กราบไหว้ ร่างของพระเกจิชื่อดังองค์หนึ่ง ซึ่งได้ละสังขารไปนานกว่า 13 ปีก่อน แต่ทว่าร่างกาย กลับไม่เน่าเปื่อยอย่างเหลือเชื่อ ราวกับว่าเพื่อให้ลูกศิษย์ลูกหา ได้บูชา กราบไหว้ รำลึกถึงคุณงามความดีของท่านตลอดเวลา....
    พระครูวิสุทธิกิจจาทร หรือ หลวงพ่อชม กสโร อดีตเจ้าอาวาสวัดโป่ง

    วัด โป่ง หรือ วัดนพทองดี ศรีพฤฒาราม ตั้งอยู่ริมถนนชัยพรวิถี หมู่ที่ 2 ต.โป่ง อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เริ่มสร้างเมื่อ พ.ศ.2389 ซึ่งมีนายสนั่น คงเมือง พื้นเพคนบ้านโป่ง เป็นผู้มอบที่ดินถวายสร้างวัด จำนวน 17 ไร่ 1 งาน 40 ตารางวา วัดโป่งจึงถือได้ว่าเป็นวัดที่เก่าแก่แห่งหนึ่งในภาคตะวันออก มีอายุถึง 163 ปี วัดโป่งนี้ตั้งอยู่ในหมู่บ้านโป่ง ซึ่งสมัยนั้น หมู่บ้านโป่งยังเป็นป่าหนาทึบ สัตว์น้อยใหญ่อาศัยอยู่ ที่ชื่อว่าบ้านโป่ง หรือวัดโป่ง เชื่อว่าดินบริเวณนี้คงจะเป็นดินโป่งที่มีรสเค็ม ชาวบ้านจึงได้ขนานนามว่าบ้านโป่ง และวัดโป่ง
    ปกติในสมัยนั้น ชาวบ้านแถวนี้ส่วนมากจะทำไร่ทำสวนเป็นอาชีพหลัก ถนนหนทางก็ยังเป็นทางเกวียน การไปมาก็ไม่สะดวกเหมือนปัจจุบัน ปกติธรรมดาของคนไทยเราไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ถ้าอยู่เป็นหมู่ก็มักจะจัดตั้งวัดขึ้นในถิ่นนั้นๆ ที่มีวัดโป่งเกิดขึ้นก็คงจะเป็นเพราะเหตุนี้
    ในหนังสือคณะสงฆ์ชลบุรี เขียนไว้ว่า วัดโป่งมีมาตั้งแต่ พ.ศ.2389 มีคนเฒ่าคนแก่เล่าให้ฟังว่า สมัยนั้นมีพระธุดงค์มาจากโคราชแล้วท่านก็ได้หยุดพักปักกลดที่นี่ ชาวบ้านได้มาทำบุญ เกิดความเลื่อมใสในตัวท่าน ชาวบ้านจึงนิมนต์อยู่จำพรรษา และได้ช่วยกันทำที่พักให้ ทราบชื่อท่านในภายหลังว่า หลวงพ่อดี ชื่อวัด นพทองดีศรีพฤฒาราม เข้าใจว่าคงตั้งตามชื่อของท่านเจ้าอาวาสองค์แรก ซึ่งคาดว่าเป็นท่านหลวงพ่อดี
    ภายในบริเวณวัด ท่านจะได้อิ่มเอมความงดงามของวิหารรวมใจบูรพาจารย์ รวมทั้งจุดธูปเทียน บูชาพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์นามว่า " หลวงพ่อดี " ซึ่งเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ประจำวัดโป่งมาเมื่อครั้งแต่โบราณกาล ชาวบ้านและผู้คนย่านใกล้เคียงให้ความนับถือกันมาก เพราะหลวงพ่อดี จะเป็นที่พึ่งทางใจของชาวบ้านได้เป็นอย่างดี ยามใดที่ชาวบ้านเดือดร้อนทุกข์ใจ ก็จะมาจุดธูปบอกกล่าวขอให้ช่วยปัดเป่า ส่วนมากมักจะสมความปรารถนา ชาวบ้านจึงให้ความเคารพศรัทธาสืบต่อกันมา
    ต่อจากหลวงพ่อดีแล้ว ไม่ปรากฏบันทึกชื่อเจ้าอาวาสเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ จนกระทั่งมาถึงพระอาจารย์บัว ซึ่งเป็นคนบ้านโป่ง ได้เป็นเจ้าอาวาส ต่อมาท่านได้ลาสิกขาบท ทางคณะสงฆ์และชาวบ้านจึงได้แต่งตั้ง พระครูวิสุทธิกิจจาทร หรือ หลวงพ่อชม กสโร ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสสืบต่อมาจากพระอาจารย์บัว ในขณะนั้น พระครูวิสุทธกิจจาทรมีอายุพรรษา 12 พรรษา อายุ 34 ปี พ.ศ.2486 เมื่อท่านได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาสแล้ว ท่านก็ได้พัฒนาวัดเรื่อยมาจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
    กล่าวกันว่า พระครูวิทสุทธิกิจจาทร หรือ หลวงพ่อชม กสโร เกิดที่บ้านโป่ง หมู่ที่ 2 ต.โป่ง อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ปีวอก ตรงกับวันที่ 8 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2451 เป็นบุตรคนที่ 5 ของ คุณพ่อพงษ์ และคุณแม่พิมพ์ คงเมือง มีพี่น้องเกิดร่วมบิดามารดาเดียวกัน 10 คน
    เมื่อเยาว์วัย บิดามารดาได้พามาฝากวัดอยู่กับลูกของลุง เริ่มเรียน ก.ไก่ ก.กา กับพระที่วัดโป่ง จนสามารถอ่านออกเขียนได้ และอยู่วัดปรนนิบัติพระอาจารย์อยู่ระยะหนึ่ง แล้วก็ออกมาช่วยบิดามารดาทำมาหากิน ด้วยความขยันขันแข็ง เมื่ออายุครบ 21 ปี ก็ได้เข้ารับการเกณฑ์ทหารเป็นเวลา 2 ปี เมื่อออกจากทหารแล้ว ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ณ วัดนพทองดี ศรีพฤฒาราม (วัดโป่ง) เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ.2474 ได้รับฉายาว่า พระชม กสโร โดยมี พระครูธรรมมาธรโลขณะเขต เป็นพระอุปัชฌาย์ เจ้าอธิการบัว วัดนพทองดี ศรีพฤฒาราม (วัดโป่ง) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระอาจารย์ ไว เป็น พระอนุสาวนาจารย์
    เมื่ออุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้ว ท่านก็ได้ศึกษาท่องบ่นสาธยายมนต์ จนมีความคล่องแคล่วในพระสูตรต่างๆ และศึกษาในด้านพระปริยัติธรรม จนมีความรู้ความสามารถปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัย
    ขณะตอนอุปสมบทใหม่ๆ ท่านได้ออกจากวัดโป่ง เพื่อธุดงค์ไปแสวงหาความรู้เพิ่มเติมในสำนักต่างๆ ทั้งทางด้านกัมมัฏฐาน และวิปัสสนา ตลอดจนทางด้านไสยศาสตร์ ส่วนเรื่องการเรียนคาถาอาคมนั้น ท่านได้ไปเรียนหลายสำหนัก หลายอาจารย์ เช่น หลวงพ่อวงค์ วัดบ้านค่าย หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ หลวงปู่เนือง หลวงปู่คง หลวงปู่แช่ม จังหวัดสมุทรสาคร หลวงปู่ศุข วัดมะขามเฒ่า และท่านยังได้ไปศึกษาอีกหลายๆ แห่ง เช่น วัดระฆัง วัดเกตุไชโย วัดสุทัศน์ เมื่อท่านได้ศึกษาเล่าเรียนจากครูบาอาจารย์เหล่านั้นจนมีความแตกฉานแล้ว ท่านก็ได้กลับมาประจำอยู่ที่วัดโป่งเหมือนเดิม
    หลวงพ่อชม กสโร ท่านเป็นพระสายวิปัสสนากัมมัฏฐาน ที่มีอุปนิสัยสมถะ ไม่สะสมเงินทอง มีเงินเข้าวัดเท่าไหร่ ก็จะนำไปสร้างถาวรวัตถุหมด ไม่ว่าจะเป็นโบสถ์, กุฏิ และที่สำคัญ ท่านเป็นผู้ก่อตั้ง " โรงเรียนชมศิริอนุสรณ์ " ท่านมีพระอาจารย์รูปแรกคือ หลวงพ่อวง วัดบ้านค่าย จ.ระยอง และเป็นศิษย์รูปสุดท้ายของ หลวงปู่อี๋ วัดสัตหีบ นอกจากนี้ท่านยังไปฝากเนื้อฝากตัวเป็นศิษย์กับเกจิดังๆ ทั่วประเทศ สมัยอยู่กุฏิเก่าท่านมักจะเล่นแร่แปรธาตุ ฝึกฝนวิชาอาคมที่ได้ร่ำเรียนมา

    ประสบการณ์ด้านวัตถุมงคล เรื่องราวเหลือเชื่อมีมากมาย ทั้ง โดนแทj โดนยิj คงกระพัn แคล้วคลาด ฯ บางเรื่องก็เป็นข่าวดังลงหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

    1782086823370.jpg

    หลวงพ่อชม กสโร มรณภาพ เมื่อ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2539 อายุ 88 ปี นับพรรษาได้ 66 พรรษา เกิดเหตุการณ์ที่สร้างความประหลาดใจ เมื่อ คณะแพทย์และพยาบาลที่ โรงพยาบาล ชลบุรี พยายามจะฉีดยากันศพเน่า ให้กับท่าน แต่เข็มฉีดยาไม่อาจแทงทะลุผิวหนังท่านได้ คณะแพทย์และพยาบาล จึงได้ปล่อยร่างสังขารท่านไว้อย่างนั้น โดยไม่ฉีดยากันศพเน่า ปรากฎ ต่อมาภายหลังว่าร่างสังขารท่านก็ไม่เน่าเปื่อย แต่อย่างใด ปัจจุบันร่างสังขารหลวงปู่ชม ยังคงเก็บรักษาไว้อยู่ในโลงแก้วที่วัด

    ............

    หลวงพ่อชม หรือ พระ ครูวิสุทธิกิจจาทร วัดนพทองดี ศรีพฤฒาราม (วัดโป่ง) อ.บางละมุง ชลบุรี ท่านเป็นพระเก่งไม่ธรรมดา ขนาดมรณภาพแล้วตอนที่จะฉีดยากันศพเน่า ปรากฏว่าเข็มแทงไม่เข้า ต่อมาร่างกายของท่านแห้งไม่เน่าเปือย ในช่วงประมาณ เมย 2556 มีข่างดังในหนังสือพิมพ์ผู้ใหญ่บ้าน ในพื้นที่บางละมุง ถูกยิjถล่มด้วยปืนสงครามเข้าลำตัวหลายนัด ปรากฏว่าไม่ละคายผิว ในคอของผู้ใหญ่บ้านนี้มีพระเครื่องของ หลวงพ่อชม วัดโป่ง ห้อยติดอยู่ในพวงพระด้วยครับ จริงๆแล้วในพื้นที่แถวชลบุรี ชื่อเสียงหลวงพ่อชม วัดโป่ง ก็ดังพอสมควร เนื่องจากประวัติของท่านไม่ค่อยมีคนเขียนและเชียร์ ประกอบกับหลวงพ่อชม ไม่ค่อยเน้นสร้างวัตถุมงคลมากนัก ดังนั้นพระของท่านจะมีหมุนเวียนไม่กี่รุ่น หลวงพ่อชม มีวิชาอาคาขลังพอตัว ทราบว่าท่านเรียนวิชามาจากสายหลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ หลวงพ่อวงศ์ วัดบ้านค่าย เป็นต้น

    ประวัติย่อ
    หลวงพ่อชม เป็นชาวบ้านโป่ง อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เกิดเมื่อวันที่ 8 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2451 เมื่ออายุครบ 21 ปี ก็ได้เข้ารับการเกณฑ์ทหารเป็นเวลา 2 ปี เมื่อออกจากทหารแล้ว ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาในสังกัดมหานิกายที่ วัดนพทองดีศรีพฤฒาราม (วัดโป่ง) เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ.2474 ได้รับฉายาว่า พระชม กสโร โดยมี พระครูธรรมมาธรโลขณะเขต เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อบัว วัดนพทองดีศรีพฤฒาราม (วัดโป่ง) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระอาจารย์ ไว เป็น พระอนุสาวนาจารย์ เมื่อท่านบวชได้ 12 พรรษาก็ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดโป่ง ซึ่งท่านก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจ และแรงศรัทธา ชักจูงชาวบ้านในละแวกนั้นมาร่วมกันพัฒนาวัด นอกจากนี้หลวงพ่อชม ยังมีความรู้ในด้านสมุนไพรรักษาโรค และได้ช่วยเหลือประชาชนกำจัดปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บ รักษาพยาบาลแก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากด้วยความเมตตา หลวงพ่อชม เป็นพระสมถะ ไม่สะสมเงินทอง ทำวัตถุมงคลออกมาแต่ละรุ่นก็แบบรู้กันเฉพาะคนแถววัด ในช่วงปลายชีวิตมีนิตยสารพระเครื่องเอาประวัติของท่านมาลงบ้าง พอท่านเริ่มจะดังก็มามรณภาพลงเสียก่อน พวกนักเล่นพระที่เป็นนายทุนสร้างก็เลยอไม่ค่อยมาเกี่ยวข้อง พระเครื่องของท่านแม้ว่าจะยังไม่รู้จักกันกว้างมากนัก แต่คนในพื้นที่เจอจะเก็บกันหมด เพราะประสบการณ์เยี่ยมจิรงๆโดยเฉพาะด้านคงกระพัn แคล้วคลาด หลวง พ่อชม กสโร มรณภาพ เมื่อ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2539 อายุ 88 ปี นับพรรษาได้ 66 พรรษา

    หลวงพ่อชมท่านเป็นพระที่เสกวัตถุมงคลได้เข้มขลังมาก สังเกตได้จากวัตถุมงคลของท่านแต่ละรุ่นล้วนแล้วแต่มีประสบการณ์เกือบทุกรุ่นไม่ว่าจะเป็น เหรียญ ผง โดยเฉพาะ ตะกรุดกับชานหมากท่านขลังมาก ขนาด อาจารย์หมอสมสุข คงอุไร ยังนับถือ บางท่านอาจจะยังไม่รู้ว่าหมอสมสุข คงอุไรคือใคร (ผมจะเล่าประวัติหมอสมสุขให้ฟังย่อๆครับ)
    อาจารย์หมอสมสุข คงอุไร ศิษย์รัศมีพรหมโพธิโก
    คณะศิษย์รัศมีพรหมโพธิโก เริ่มก่อตั้งโดยอาจารย์หมอสมสุข คงอุไร เมื่อพ.ศ.2515ตอนนั้นยังใช้ชื่อคณะศิษย์รัศมีพรหม โดยตั้งตามคำพูดของหลวงพ่อพรหม ถาวโรวัดช่องแค จ.นครสวรรค์ หลังจากที่ปลุกเสกพระสมเด็จรุ่น ปืนแตก พ.ศ.2515 เมื่อปลุกเสกเสร็จท่านว่าพระรุ่นนี้มีรัศมีสว่างไสวเหมือนรัศมีของพรหม สว่างออกไปข้างละ 9 วา ดังนั้นอาจารย์หมอสมสุข คงอุไร จึงนำคำว่า รัศมีพรหมมาตั้งเป็นชื่อคณะ เมื่อหลวงพ่อพรหมมรณภาพลงในปี 2518 อาจารย์หมอสมสุข คงอุไร ได้เจออาจารย์องค์ที่ 2 คือครูบาชุ่มโพธิโก วัดวังมุย จ.ลำพูน ท่านจึงนำฉายาโพธิโก มาต่อท้ายคำว่า รัศมีพรหม จึงกลายมาเป็น“คณะศิษย์รัศมีพรหมโพธิโก” ครูบาอาจารย์ของหมอสมสุขคงอุไรคณะศิษย์รัศมีพรหมโพธิโกที่ถ่ายทอดหลักการปฎิบัติอานาปานสติอันสัมปะยุตต์ด้วยสมาธิ,ฌาน,อรูปฌาน,และวิปัสสนาญาณ ให้แก่อาจารย์หมอสมสุข คงอุไร มีดังนี้
    1.หลวงพ่อพรหม ถาวโร วัดช่องแค จ.นครสวรรค์
    2.ครูบาชุ่มโพธิโก วัดวังมุย จ.ลำพูน
    3.ครูบาอินทรจักร อินทจักรโก วัดน้ำบ่อหลวง จ.เชียงใหม่
    4.ครูบาพรหมา พรหมจักรโก วัดพระพุทธบาทตากผ้า จ.ลำพูน
    5.ครูบาขันแก้ว อุตตโม วัดสันพระเจ้าแดง จ.ลำพูน
    (ประวัติอาจารย์หมอสมสุข คงอุไรย่อๆครับ)

    กลับมาต่อครับ อาจารย์หมอสมสุข คงอุไรท่านนับถือ หลวงพ่อชม มากๆ ถึงขนาดเคยบอกลูกศิษย์ท่านว่า หลวงพ่อชม วัดโป่ง ท่านเป็นพระปัฏิบัติดีและเข้มขลังในวิชาอาคมมาก ท่านสำเร็จธาตุ เสกอะไรก็ขลัง โดยเฉพาะ ตะกรุดและชานหมาก ท่านเข้มขลังมาก........
    นอกจาก หลวงพ่อวงศ์ หลวงปู่อี๋ หลวงปู่ศุข หลวงพ่อเนื่อง หลวงพ่อแช่ม และอีกหลายๆท่านทั้งฆาราวาสและพระสงฆ์นั้น อาจารย์อีกท่านหนึ่งที่หลวงปู่ชมท่านไปร่ำเรียนด้วย คือ หลวงปู่หิน วัดหนองสนม พระอริยะเจ้าผู้เคร่งครัดวินัยและเข้มขลังในวิชา แห่งจังหวัดระยอง (ผมจะขอเล่าประวัติและอภินิหารของหลวงปู่หินซะหน่อยนะครับ)

    หลวงพ่อหิน เป็นพระที่หลวงพ่อสังข์เฒ่า บวชให้ โดยมี หลวงพ่อแอ่ววัดป่าประดู่เป็นพระกรรมวาจาจารย์ได้รับฉายาว่า “ถาวโร” หลังจากที่บวชแล้ว ท่านได้จำพรรษาอยู่ที่วัดทับมาประมาณ พ.ศ. 2449

    .......หลวงพ่อหิน ท่านได้เล่าเรียนวิชาอาคมต่างๆ จาก หลวงพ่อสังข์เฒ่า เนื่องจากอุปนิสัยของหลวงพ่อหินนั้นท่านเป็นคนดื้อและแข็งกร้าว เป็นคนอยากลองดี โดยเหตุที่พระอุปัชฌาย์ ของท่านเป็นพระที่ดุมาก มีระเบียบวินัยจัด ใครทำผิดวินัยแล้ว หลวงพ่อสังข์เฒ่าจะต่อว่าและดุด่าทีนที คนไหนที่ท่านดุด่าแล้วไม่รู้จักจำ ท่านจะไล่ออกจากนอกวัดทันทีแต่หลวงพ่อหินท่านไม่กลัวหลวงวพ่อสังข์เฒ่า ดุก็ดุไปถ้าท่านไม่ทำผิดวินัยซะอย่าง

    .......เวลาวัดมีงานท่านก็ออกมาช่วยอะไรที่ไม่ดี ท่านก็ทำให้ดีขึ้น คาถาอาคมที่ตนเองเล่าเรียนมา ถ้าไม่รู้ท่านจะรีบถาม “หลวงพ่อสังข์เฒ่า” ทันทีจึงทำให้หลวงพ่อสังข์เฒ่าท่านรักหลวงพ่อหินมาก และก็ได้ถ่ายทอดวิชาต่างๆ ให้หลวงพ่อหินจนหมด

    มีอยู่ครั้งนึง หลวงปู่ทิม ได้เล่าว่า หลวงพ่อหินมีวิชาคงกระพันสูง สามารถปลุกเสกผ้าและหมากพลูให้เป็นสัตว์ต่างๆได้สมัยที่ท่านไปกราบหลวงพ่อหินที่วัดหนองสนม ได้สนทนาธรรมกับหลวงพ่อเคยเอ่ยถามหลวงพ่อหินว่า “เรื่องคาถาอาคมนั้นมีจริงหรือไม่? และท่านพ่อมีความเชื่อในด้านคาถาที่เกี่ยวกับเสกของให้เป็นสัตว์นั้นเป็นจริงหรือ?”

    .......หลวงพ่อหิน ได้ฟังเช่นนั้นท่านก็ไม่ตอบได้แต่ยิ้ม สักพักหนึ่งท่านก็กวักมือทำเป็นเรียกตัวอะไรให้ออกมาจากใต้โต๊ะ ปรากฏว่าเป็นลูกหนูตัวหนึ่ง ซึ่งท่านเอามือเคาะที่พื้นเบาๆ ลูกหนูตัวนั้นก็วิ่งไปที่มือของท่านหลวงปู่ทิมเห็นเช่นนั้นก็มองดู สักพักหนึ่งปรากฏว่าลูกหนูที่อยู่ในมือหลวงพ่อหินกลายเป็นเส้นด้ายขดหนึ่ง

    .......ท่านมองหลวงปู่ทิมและพูดว่า “คาถาอาคมที่เราถืออยู่ทุกวันนี้ ถ้าคิดว่าเป็นจริงมันก็จริง แต่คนที่จะทำถึงขั้นนี้ได้ ต้องฝึกจิตมาเป็นอย่างดี”

    กลับมาต่อเรื่องหลวงปู่ชมนะครับ หลวงปู่ชมท่านได้เรียนวิชาจากหลวงปู่หินไว้พอสมควร แต่วิชาของหลวงปู่หินที่หลวงพ่อชมนำมาใช้อันเป็นที่ร่ำลือ คือวิชาถอนของและไล่ผี ............. ขอจบไว้เพียงเท่านี้ก่อนนะครับ
    .............

    ศึกษาและสะสม...เหรียญหลวงพ่อชมรุ่น ๒ พิมพ์หันข้าง...เป็นเหรียญทรงกลมปั๊มหูในตัว ด้านหน้าเป็นรูปหลวงพ่อครึ่งองค์ห่มจีวรลดไหล่พาดสังฆาฏิ ใบหน้าหลวงพ่อเป็นแบบลักษณะหันข้างอยู่ระหว่างช่อกนกทั้งสอง ด่านล่างระบุชื่อ หลวงพ่อชม โค้งรับองค์หลวงพ่อไปตามขอบเหรียญดูสวยงามลงตัว ส่วนด้านหลังเหรียญ ตรงกลางเป็นยันต์องค์พระภายในบรรจุพระคาถา หัวใจยอดศีล ( พุทธะสังมิ ) และพระคาถา หัวใจธาตุสี่ ( นะมะพะทะ ) ถัดลงมาใต้ยันต์องค์พระเป็นตัวเลขไทย ๒๕๑๙ ซึ่งเป็นปี พ.ศ. ที่สร้างนั่นเอง เหรียญรุ่น ๒ พิมพ์หันข้างนี้สร้างปีเดียวกันกับเหรียญสิงห์ใหญ่แต่ออกคนละวาระ เหรียญพิมพ์หันข้างจะออกก่อน จากข้อมูลทราบว่าหลวงพ่อชมท่านได้มอบเหรียญหันข้างรุ่น ๒ นี้ ให้กับ วัดช่องลม ซึ่งอยู่ทางจังหวัดประจวบฯเพื่อนำไปหารายได้สร้างถาวรวัตถุภายในวัดนั้น จึงไม่ค่อยพบเห็นในพื้นที่สักเท่าไร เหรียญรุ่น ๒ พิมพ์หันข้างนี้สร้างด้วยเนื้อทองแดง จำนวนการส้างประมาณไม่เกิน 5000 เหรียญ นับว่าเป็นเหรียญดีที่มีประสพการณ์อีกเหรียญหนึ่งที่น่าจับตามอง เพราะเหรียญรุ่นแรกของหลวงพ่อชมนั้นราคาไปไกลแล้ว จึงอยากแนะนำเหรียญรุ่น ๒ พิมพ์หันข้างให้ท่านสมาชิกไว้พิจารณาต่อไปครับ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงทุกๆที่มาครับครับ

    ขออนุญาตเผยแพร่ต่อ

    เหรียญรุ่น๒ หลวงพ่อชม วัดโป่ง นาเกลือ อ.บางละมุง ชลบุรี สร้างน้อยครับเหรียญรุ่นแรกหลักหมื่น รุ่น ๒ เบากว่าเยอะครับ

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260622_065158.jpg IMG_20260622_065223.jpg
     
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,493
    ค่าพลัง:
    +21,469
    FB_IMG_1782040856959.jpg FB_IMG_1782040861264.jpg FB_IMG_1782040864767.jpg FB_IMG_1782040868500.jpg

    เหรียญสายเหนียวคงกระพันมหาอุตม์ในตำนาน
    พระอาจารย์ตุ๋ย วัดอนงคาราม กุฏิ9 วงเวียนเล็ก กทม.
    อดีตพระเกจิอาจารย์ผู้แก่กล้าในด้านพุทธาคม และ โหราศาสตร์ แม่นยำเหมือนอยู่ในเหตุการณ์ ทั้ง เรื่องสักยันต์ แต่มี ข้อละเว้น ใครเกิดวันเสาร์ ต้องขอดูดวงก่อน วันอื่น ไม่มีปัญหา ได้หมด

    สักทับครูต้องทำพิธีขอ ท่านเดินธุดงส์ มาจาก จ.ตรัง และ เป็นลูกศิษย์ พระอาจารย์วัน นะมะโส เกจิเบอร์1 เมืองตรัง ลูกศิษย์ ท่าน คนดังระดับประเทศ อย่าง เช่น
    นายชวน หลีกภัย สุจินดา คราประยูร ชวลิต ยงใจยุทธ ทหาร เยอะมาก ทั้งนั้นละ เรื่องเลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง ไฮโซ สมัยนั้น ขึ้นพระอาจารย์ตุ๋ย กุฏีท่านแน่นด้วยคนมาหาแต่ละวัน ขนาดเป็นพระลูกวัดนะ

    ในสายน้ำมันเสกด้วย พระคาถาโสฬสวังหน้าท่านเป็นศิษย์ครูอุไร มนตรีกุล ณ อยุธยา อีกรูปหนึ่งในย่านฝั่งธนบุรี ที่มีลูกศิษย์ลูกหาให้ความเคารพศรัทธามากในแวดวง ผู้ชื่นชอบในด้านการลงอักขระสักเลขยันต์ เมื่อก่อนท่านลงน้ำมันและลองใช้ใบมีdกีด ซึ่งจากประสบการณ์ปากต่อปากจากลูกศิษย์ของท่านทำให้ทราบว่า
    หลวงพ่อท่านจะเน้นใน ด้านคงกระพันและ มหาอุต เรื่อง เหนียว อาจารย์ตุ๋ย ไม่เป็นรองใคร ประสบการณ์ เหรียญ คนขับรถกระเปาะ ตุ๊ก ตุ๊ก หมาหมู่ ด็อกกรุ๊ปสมานไทยสามัค คี รุมตี
    คนมีเหรียญ ลพ.ตุ๋ย ทั้ง ใช้มีด ฟัnแทj หลายเล่ม
    เป็น แค่ รอยยางบอน นิดเดียว เอง
    เหตุเกิดที่ซอยโชคชัยสี่ ลาดพร้าว

    ผู้เขียนรู้จัก คนที่เป็นศิษย์อาจารย์ตุ๋ย ดี นับถือทั้งบ้านพ่อแม่ยันลูก ตอนนี้ ลูกคนที่ห้อยเหรียญ อายุ 50 กว่า เป็น ครอบครัวทหาร

    และอีกเสียง ที่ยืนยันว่า พระอาจารย์ตุ๋ย เก่ง คือ หลวงตาวิบูลย์ วัดหัวกระบือ บางขุนเทียน คุ้นกันดี ชอบ นิมนต์ท่านมานั่งปลุกเสก วัตถุมงคลที่วัดหัวกระบือ บ่อยมาก ด้านเมตตา ก็เอกอุ เช่นกัน

    วาระสุดท้าย หลวงพ่อตุ๋ย ท่านได้ รับตำแหน่งเป็นพระธรรมฑูต อยู่วัด ในต่างประเทศ และมรณะภาพ ละขันธ์ ไม่ได้กลับไทยอีกเลย สุดท้ายจบเพียงเท่านี้

    *ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ*

    พระอาจารย์ตุ๋ย วัดอนงค์ ท่านเป็นหนึ่งในศิษย์ของหลวงปู่เทียน วัดโบสถ์ ได้รับถ่ายทอดวิชาหลายประการ โดยเฉพาะวิชาการทำตะกรุดสาริกาซึ่งท่านเคยแสดงให้ลูกศิษย์ดู โดยการโยนตะกรุดสิบกว่าดอกลงในบาตรน้ำมนต์และบริกรรมจนตะกรุดวิ่งจับคู่กันเองภายในบาตรได้อย่างน่าอัศจรรย์ นอกจากนี้ท่านยังสำเร็จวิชาน้ำมันโสฬสสายวังหน้ามาจากอาจารย์อุไร มนตรีกุล ณ อยุธยา ว่ากันว่าพระอาจารย์ตุ๋ยท่านสามารถเรียกน้ำมันเสกเข้าและออกจากตัวลูกศิษย์ให้ดูได้เลยทีเดียว

    *ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ *
    หลวงพ่อตุ๋ย วัดอนงค์ฯ
    จอมขมังเวทย์-'เหนียว'
    เหรียญเสมา"จาร"เพียบ
    ===============

    ใครโม้ว่าเหนียวเนื้อคงหนังในยุค 2510-2520 กว่าเล็กน้อย จะได้ยินคนรุ่นนั้นสวนกลับทันที...

    "ไปลองกับพ่อตุ๋ย วัดอนงค์ฯ มั้ย?"

    รับประกันว่า ได้ยินชื่อนี้ พวกขี้โม้หนังเหนียวต้องถอยกรูดยกมือวันทา ขอยอมแพ้ เพราะ "หลวงพ่อตุ๋ย" คืออาจารย์สักยันต์เลื่องชื่อที่สุด สักด้วยน้ำมัน สักเสร็จลองกันบัดเดี๋ยวนั้นคาตาคนเต็มกุฏิ ไม่ต้องมาทำมิบเม้มแอบทำแล้วให้ลูกศิษย์ไปโฆษณา

    มีdดาบของท่านจะสับหัวตะปูขาดกระจุยต่อหน้าก่อน...จากนั้นก็ฟัnหลังเต็มเหนี่ยว ฟัnท้องอีกหลายที จุกแอ้ดแล้ด ลุกแทบไม่ขึ้นไป3-4 วันสำหรับคนลอง ไม่หนำทรวงก็เป็น "มีดโกน" ที่สลัดออกมาเฉือนกันต่อหน้าต่อตาผู้ร่วมวง เฉือนตรงหน้าอกเป็นกากบาท ซึ่งปรากฏแค่รอยยางบอนเท่านั้น

    ความเลื่องลือของ "หลวงพ่อตุ๋ย" สร้างความอลหม่านให้กับวัดอนงค์ฯไม่น้อย แม้ท่านจะมีลูกศิษย์ระดับนายทหารใหญ่มากมาย เป็นนักการเมืองก็เยอะ เพราะท่านยังแม่นยำเรื่องโหราศาสตร์ทำนายทายทักราวกับตาเห็น หัวบันไดกุฏิ 9 ไม่เคยว่าง เป็น "เกจิดวงเด่น" ที่สุดของเมืองกรุงในรอบ 10 กว่าปีที่ว่านั้น

    หลวงพ่อตุ๋ย เป็นลูกศิษย์ หลวงปู่เทียน วัดโบสถ์ และก่อนจะมาจากเมืองตรังท่านร่ำเรียนวิชามากับ หลวงพ่อวัน นะมะโส ยอดเกจิหมายเลข 1 เมืองหมูย่าง อย่าได้แปลกใจถ้าจะมีชื่อ นายหัวชวน หลีกภัย สมัยนั้นอยู่ในคณะแขกที่ไปเยี่ยมเยียนหลวงพ่อตุ๋ยบ่อยๆ

    ความดังมักตามมาพร้อมความไม่พึงพอใจจากพระผู้ใหญ่และสังคมพระสงฆ์ที่ต้องการความสงบ ในที่สุด "หลวงพ่อตุ๋ย อัตตทันโต" ก็หลีกเร้นความวุ่นวายไปอยู่ต่างแดน และมรณภาพที่นั่น

    ท่านทิ้งมรดก "วัตถุมงคล"แทนตัวไว้ 2 รุ่นคือ เหรียญรุ่นแรก ปี 18 กับ เหรียญรุ่น 2 ปี 2521 อันเป็นปีที่ฝีมือสรรพวิชาของท่านกระเดื่องเดชถึงที่สุด เรียกว่า...กระฉ่อนกรุง!!!

    ทุกเหรียญพิมพ์เสมาของท่าน ถ้ารับจากมือจะได้รับการจารสดเดี๋ยวนั้น จารด้านหน้าเกือบเต็มพื้นเหรียญ เช่นเหรียญนี้ที่เจ้าของเดิมรับกับมือเก็บรักษาอย่างหวงแหนไม่เคยผ่านการใช้ใดๆ

    อย่างว่า...ทุกอย่างในโลกวัตถุมงคล ไม่ช้าก็เปลี่ยนมือ เปลี่ยนผู้ครอบครอง มอบเหรียญสุดติ่งกระดิ่งอนงค์ฯ งามระดับ "แชมป์เรียกพ่อ" และ เหนียวระดับ "โคตร โคตร แห่งคงกระพันชาตรี" ซึ่งไม่นานก็จะกลายเป็นตำนานให้ร่วมบุญ...

    เหรียญทองแดง อายุสร้าง 45 ปี ไม่มีสิ่งใดระคายผิว นอกจาก "รอยจาร" สุดยอดของพระอาจารย์หนังเหนียวที่สุดของพ.ศ.นั้น

    เห็นรอยจารจะจะทั้งซ้าย-ขวาองค์ท่าน และเบื้องบนศีรษะ ช่างงาม เข้มขลัง คลาสสิคเหลือประมาณ ในยุค40 กว่าปีก่อน ที่ผู้คนต้องระมัดระวังตัวเรื่องตีรันฟันแทงยังเป็นยุคปลายของ"อันธพาล" จำไว้เถิดว่า ไม่มี "พระหนังเหนียว" รูปใดของเมืองหลวง ลือชื่อเท่าเทียม "หลวงพ่อตุ๋ย"!!!

    เสียดาย...หากท่านยังอยู่เมืองไทยและมรณภาพบนแผ่นดินเกิด วัตถุมงคลทุกรุ่นของท่านจะมีราคาหลักแสน-หลักล้านแน่นอน ในยุคพุทธพาณิชย์ เพราะนี่คือ "ของจริง" เสียยิ่งกว่าจริง ทำให้พวก "ของปลอม" อิจฉาใส่ความต่างๆนานา ท่านจึงร้อนที่ และมีพระบางรูปที่อยู่กับท่านต้องสึกหาลาเพศไปก่อนก็มี เพราะทานแรงกดดันภายนอกไม่ไหว

    ยันต์พระเจ้า 5 พระองค์ และการลง นะอุด โมอัด ฯ ชัดๆว่า "อุด"สรรพอาวุธ สรรพภัย สรรพเสนียดจัญไรทุกชนิด

    หมายเหตุ...หลวงพ่อตุ๋ย ปลุกเสกเดี่ยวตลอดเวลา แต่มีบางตำราบอกว่า จัดพิธีพุทธาภิเษก และเชิญ...

    --หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี
    --หลวงพ่อฑูรย์ วัดโพธิ์นิมิต
    --หลวงปู่เส่ง วัดกัลยาณ์ฯ
    =======ฯลฯ=======

    ร่วมปลุกเสกด้วย แต่ไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด ก็บันทึกไว้เป็นเรื่องเล่าที่มีเค้าความจริง เพราะยอดคณาจารย์ที่เอ่ยนาม ล้วนสนิทสนมกับ วัดอนงคาราม ถ้อยทีถ้อยอาศัยช่วยเหลือเรื่องงานพิธีด้านวัตถุมงคลกันเสมอ

    *ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ*

    ประสบการณ์เรื่องเล่าจากลูกศิษย์ครับ

    คุณ ประทีป เครือครุฑ
    ปืนี้ผมอายุ 69 แล้ว เป็นลูกศิษย์ อจ.ตุ๋ย ตั้งแต่ปี 2518
    ได้สักน้ำมันกับท่านและก็ลองของใช้มีdโกนกีดกากะบาดบนแผ่นอกเลือdออกซิบๆ และก็ฟันที่หน้าท้อง 3
    ทีมีรอยแผลเป็นทั้งที่หน้าท้องและหน้าอก ทุกวันเสาร์
    ผมจะต้องไปเติมน้ำมันกับท่านผมเป็นทหารออกชายแดน อาจารย์ท่านบอกไปเหอะไม่ตาeโหงทำให้เราเชื่อมั่นมั่นใจในพุทธาคมของท่านตั่งแต่ท่านไปอยู่ต่างประเทศผมก็ไม่ได้พบอาจารย์ตุ๋ยอีกเลย
    วัตถุมงคลของท่านเป็นเหรียญรูปไข่ที่ผมได้จากท่านและก็ใช้ติดตัวตลอด
    แคล้วคลาด ปลอดภัย ครับ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาประสบการณ์อย่างสูงครับ

    เหรียญรุ่น ๒ ปี๒๕๒๑ หลวงพ่อตุ๋ย

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260622_065158.jpg IMG_20260622_065223.jpg
     
  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,493
    ค่าพลัง:
    +21,469
    FB_IMG_1782205520742.jpg FB_IMG_1782205477091.jpg __1_206.jpg upload_2026-4-4_20-36-10.png

    พระสมเด็จอนันตคุณ สพร.กฟภ.เนื้อผงพุทธคุณ อธิษฐานจิตโดยคณาจารย์สายอีสาน ปี ๒๕๓๖

    พระรุ่นนี้จัดสร้างโดยใช้มวลสารมงคลศักดิ์สิทธิ์
    อาทิเช่น ว่านบุเงิน บุทอง จากพระประเทศลาว
    อิฐพระธาตุพนมองค์เดิม
    พระชำรุดวัดปากน้ำและวัดสามปลื้มผงธูปกรรมฐานวัดถ้ำสหาย วัดถ้ำเกีย ( พระชุดนี้ไม่มีใบฝอยนะครับ ลงเป็นข้อมูลไว้นะครับ )

    ได้รับการอธิษฐานจิตจาก

    ๑ หลวงปู่ชอบ วัดป่าโคกมน
    จ. เลย

    ๒.หลวงปู่จันทร์เรียน ( เจรียน) วัดถ้ำสหายจ.อุดรธานี

    ๓.หลวงปู่เก้า วัดถ้าเกีย
    จ.อุดรธานี

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    รุ่นนี้อธิษฐานจิตโดย
    ลป.ชอบ ผู้เป็นครูบาอาจารย์ และ ศิษย์ ลพ.จันทร์เรียน ของท่าน หา ไม่มีอีกแล้ว ที่ ท่านอธิษฐานจิตพระรุ่นเดียวกัน

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20260623_154544.jpg IMG_20260623_154609.jpg IMG_20260623_154635.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 24 มิถุนายน 2026
  4. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,493
    ค่าพลัง:
    +21,469
    1782207053568.jpg

    หลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่ม องค์นี้ แม้แต่พระอภิญญาอย่าง หลวงพ่อฤาษีลิงดำ แห่งวัดท่าซุง ยังยกย่องและยอมรับว่าหลวงพ่อจวนท่านนี้เก่งจริงๆๆพลังจิตกล้าแกร่งเหลือเกิน
    หลวงพ่อจวน เป็นพระองค์หนึ่ง ที่หลวงพ่อฤาษีฯ ให้ลูกศิษย์ไปกราบ และทำบุญด้วย เนื่องจากหลวงพ่อ ไปเจอหลวงพ่อจวนที่พระจุฬามณี โดยหลวงพ่อจวนไปทั้งกายเนื้อ
    มีอยู่เที่ยวหนึ่งหลวงพ่อท่านบอกว่า " เฮ้ย ! พวกแกลองสืบดูซิ มีหลวงตาองค์หนึ่งขาว ๆ ท้วม ๆ ล่ะนะ ชื่อ จวน อยู่สิงห์บุรี ลองดูสิว่ามีพระชื่อนี้อยู่สิงห์บุรีวัดไหน ช่วยบอกให้ด้วยหาไม่ยากหรอก ท่านดังด้วย หลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่ม"
    ถาม : หลวงพ่อหาทำไมครับ
    ท่านบอกว่า : "วันก่อนขึ้นไปพระจุฬามณีเห็นหลวงตาจวนเดินตุ๊บ ๆ ตั๊บ ๆ อยู่ เขาเก่งว่ะ เขาไปทั้งตัวเลย ไม่ได้ใช้มโนมยิทธิถอดจิตไปนะนั่น เล่นไปทั้งตัวเลยล่ะ"
    ถาม : ยังอยู่ไหมครับ ?
    ตอบ : เรียบร้อยไปแล้ว ถ้าอยู่ไม่กล้าเล่ากลัวท่านเหยียบเอา (หัวเราะ) วัดหนองสุ่ม ขาว ๆ ยิ้มทั้งวันน่ะ น่ารักมาก....
    "สมัยที่หลวงพ่อจวนยังอยู่ จะไม่ให้ทำหนังสือวัตถุมงคล ท่านบอกว่า ของ ๆ ฉันถ้าจะดังเดี๋ยวดังเอง"
    หลวงพ่อจวนได้ละสังขารอย่างสงบ เมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๓๖ สิริอายุได้ ๗๙ ปี พรรษา ๕๕
    หมายเหตุ: "พระจุฬามณี"
    หมายถึง เจดีย์พระจุฬามณี"บนสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
    สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีปราสาทเนรมิต กับมี พระเจดีย์จุฬามณี อันเป็นที่ประดิษฐานพระเมาลีของพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งเสด็จออกมหาภิเนกษกรมณ์ และเมื่อพระพุทธองค์นิพพานแล้วก็ได้เป็นที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้วองค์ขวาด้วย

    หลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่ม ชาวจังหวัดสิงห์บุรี เคารพ ศรัทธาท่านมาก ท่านศักดิ์สิทธิ์จริงๆ เป็นพระที่มีกสินธ์แรงกล้าที่สุดองค์หนึ่งตามคำเล่าขาน หลวงพ่อจวนท่านเป็นศิษย์หลวงปู่ศรีวัดพระปรางค์เช่นเดียวกันกับหลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม และมีความสนิทสนมกันมากไปมาหาสู่กันเป็นประจำ ได้ยินมาว่าหลวงพ่อกวยเคยบอกให้คนที่มานิมนต์ให้ท่านไปปลุกเสกวัตถุมงคล ให้ไปนิมนต์หลวงพ่อหลวงพ่อจวน แทนที่จะไปนิมนต์ให้ท่านไปปลุกเสกท่านกล่าวว่าหลวงพ่อจวนทำแทนท่านได้ ขนาดหลวงพ่อฤาษีลิงดำวัดท่าซุงยังยกย่องหลวงพ่อจวนว่าท่านเก่งมาก
    ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง ที่มีลูกศิษย์ลูกหาเลื่อมใสศรัทธาจำนวนมาก พระเถราจารย์ที่มีจริยาวัตรที่น่าเลื่อมใสศรัทธาอย่างยิ่ง มีบุคลิกที่ยิ้มแย้มแจ่มใส มีอัธยาศัยดี มีเมตตา และสมถะ สมเป็นผู้ทรงศีล ใครได้พบเห็นจะเกิดความเลื่อมใสศรัทธาอย่างแท้จริง สมกับฉายา “พระทองคำ” อันหมายถึงบริสุทธ์ดั่งทองคำแท้ๆนั้นเชียว หลวงพ่อจวน ได้มุ่งศึกษาด้านวิปัสสนากรรมฐานจากหลวงพ่อแป้น วัดบ้านไร่ (วัดโฆสิทธาธรรม) หลวงพ่อกอง จ.สุโขทัย, หลวงพ่อปั้น วัดค้างคาว อ.สรรคบุรี, หลวงพ่อลา วัดโพธิศรี, หลวงพ่อผึ่ง วัดโบสถ์, หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง, หลวงพ่อเจ๊ก วัดระนาม, หลวงพ่อโต๊ะ วัด กำแพง, หลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน, หลวงพ่อเอาะ วัดม่วง, หลวงปู่บุดดา วัดกลางชูศรีเจริญสุข เป็นต้น
    เหรียญรุ่นนี้เป็นเหรียญประสบการณ์ทางแคล้วคลาดปลอดภัยและอุดมไปด้วยโชคลาภมากมาย มีประสบการณ์ในพื้นที่อยู่บ่อยครั้ง หลวงพ่อจวน ปฏิบัติด้วยศีลที่งดงาม มีเมตตาธรรมสูง ถือสันโดษ มีปฏิปทาต่อสาธุชน ไม่เลือกยากดีมีจน มีผู้คนไปขอความเมตตาจากท่าน เวลามีทุกข์ร้อน จะไปกราบไหว้ขอพร และรดน้ำพระพุทธมนต์ เพื่อปัดเป่าความทุกข์ร้อน จนเป็นที่เลื่องลือกันว่าน้ำมนต์ของท่านขลังศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก
    หลวงพ่อจวนได้ละสังขารอย่างสงบ เมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๓๖ สิริอายุได้ ๗๙ ปี พรรษา

    ขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    รูปหล่อหลวงพ่อจวนรุ่นสร้างมณฑปบรรจุอัฐิธาตุ ปี ๒๕๔๓ สภาพสวยกล่องเดิมๆครับ

    อัฐิธาตุ ของท่าน ก็เหมือน เป็นสิ่งแทนตัวท่าน

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20260623_163345.jpg IMG_20260623_163416.jpg IMG_20260623_163440.jpg IMG_20260623_163503.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 มิถุนายน 2026
  5. SIR2010

    SIR2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    3,268
    ค่าพลัง:
    +5,956
    จองครับ
    สรุปยอดครับ
     
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,493
    ค่าพลัง:
    +21,469
    FB_IMG_1782309129726.jpg

    พระรอดหลัง อ ปี ๒๕๓๗
    ท่านพระครูปัญญาธรรมวัฒน์(ครูบาอินทร
    ปญฺญาวฑฺฒโน)
    วัดสันป่ายางหลวง อ.เมือง จ.ลำพูน
    ประวัติความเป็นมาพระรอดหลังอ.ในปีพุทธศักราช ๒๕๒๙ ท่านพระครูปัญญาธรรมวัฒน์
    (ครูบาอินทร ปญฺญาวฑฺฒโน)
    ได้สร้างพระอุโบสถหลังใหม่แทนหลังเก่าซึ่งชำรุด ในปีนั้นท่านได้พิจารณาว่า ในงานฉลองอุโบสถหลังใหม่จะเอาอะไรเป็นที่ระลึกแก่ญาติโยมตลอดจน พุทธบริษัทที่ได้ร่วมกันสร้างพระอุโบสถ
    ในคืนวันหนึ่งท่านนั่งสมาธิและได้เห็นรูปพระรอดปรากฏขึ้นในนิมิตนั้น รุ่งเช้าหลังจากฉันภัตตาหารเป็นที่เรียบร้อยแล้วท่านได้คำนึงถึงนิมิตนั้น ท่านได้พิจารณาว่าถ้าสร้างพระรอดเลียนแบบของเก่าก็จะไม่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง อีกทั้งจะกลายเป็นว่ารูปแบบซ้ำกันเหมือนเลียนแบบของเดิม ท่านจึงเอาสัญญาลักษณ์ อ. ซึ่งเป็นตัวอักขระสำคัญที่ทุกคนจะต้องใช้ตัว อ. นี้ รวมเข้าไปในชื่อของทุกคน คือ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ โอม ซึ่งเป็นอักขระนะโม มี ๙ ตัว เท่ากับโลกุตระธรรมของพระสัมมาสัมมาพุทธเจ้า อีกทั้งเป็นชื่อของท่านด้วย ท่านจึงได้รวบรวมมวลสารต่าง ๆ ในสมัยที่ท่าน เดินธุดงค์ปฏิบัติธรรมไปในสถานที่ต่างๆ เช่น ใบลานจารอักขระธรรมของวัดที่หักชำรุด เอามาบดรวมกันเพื่อทำผงพระรอด ผสมกับดินสังเวชนียสถานและดินที่วังหัวกวงซึ่งเป็นดินสร้างพระของเมืองลำพูน แต่โบราณกาลมา ได้สร้างพระรอดหลัง อ. ขึ้นจนสำเร็จและทำพิธีพุทธาภิเษก โดยได้นิมนต์พระสงฆ์คณาจารย์แห่งเมืองลำพูนมาทำพิธีพุทธาภิเษก เป็นเวลาหนึ่งเดือนกับเก้าวันเก้าคืน และได้แจกให้ญาติโยมในพิธีฉลองพระอุโบสถหลังใหม่ หลังจากที่ญาติโยมได้รับแจกพระกันไปโดยทั่วถึงแล้วต่างก็เกิดปรากฏการณ์อภินิหารแก่ผู้ที่ได้รับแจกไปดังนี้...

    เรื่องราวอัศจรรย์และอภินิหารพระรอดหลังอ.

    เรื่องที่1ตำรวจถูกยิj
    นายดาบตำรวจวิสูตร ประจำสถานีตำรวจภูธรแม่ทา จังหวัดลำพูน ถูกยิjด้านหลังขณะเข้าจับกุมยาบ้า หมดสติไปสองวัน ในวันที่สามจึงฟื้นคืนสติเหมือนคนนอนหลับ ไม่ปรากฏแผลตามร่างกายแต่อย่างใด
    เรื่องที่2คนจะคลอดบุตร
    นางนภาภรณ์ บ้านฮ่องกอม่วง อ.เมือง จ.ลำพูน ตั้งครรภ์เลยกำหนดคลอดมาเป็นเวลานานพอสมควร ญาติจึงนำส่งโรงพยาบาลแมคคอมิค ผลการตรวจปรากฎว่าเด็กขวางลำตัว ขณะเตรียมตัวรอเข้าห้องผ่าตัด แม่ของนางนภาภรณ์ได้ระลึกถึงพระรอดหลัง อ.ได้ เพราะได้ยินท่านอาจารย์พูดว่า ถ้าใครมีปัญหาอะไรที่สาหัสให้เอาพระรอดหลัง อ. นี้ตั้งสัจจะอธิษฐานทำน้ำพระพุทธมนต์นำไปดื่มกินหรืออาบ โดยเอาพระรอดแก่วงลงไปในน้ำเพื่อทำน้ำพระพุทธมนต์ มารดาของนางนภาภรณ์ก็ทำเช่นนั้น เพราะพระรอดได้ผ่านการอาบน้ำว่าน ๑๐๘ ชนิดและน้ำมันมนต์ผ่านการทำพิธีมาเรียบร้อยแล้ว แม่ของนางนภาภรณ์จึงนำน้ำมนต์นั้นมาให้นางนภาภรณ์ดื่มกิน ลูบหัว ลูบหน้า ลูบท้อง ของนางนภาภรณ์ ปรากฏเป็นที่อัศจรรย์ว่า ลูกของนางนภาภรณ์ คลอดออกมาอย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องทำการผ่าตัด
    เรื่องที่3อุบัติเหตุรถชn
    นายสวัสดิ์ สันตติภัค คนบ้านพระคงฤาษี ในเมืองลำพูน อายุ ๖๐ ปีถูกรถกระบะชnกลางลำตัวขณะขับขี่จักรยานสองล้อตัดหน้ารถ เพราะไม่เห็นรถกระบะด้วยสายตาไม่ดีรถกระบะชนเต็มที่ ปรากฏว่า ขาหัก๓ท่อนโดยไม่มีบาดแผลอื่นใด หมดสติไปรู้สึกตัวที่โรงพยาบาล พอรู้สึกตัวก็คลำหาพระรอดหลัง อ. ยกมือท่วมหัวพรางนึกในใจว่า รอดตายพระบารมีพระรอดหลังอ. คุ้มครองหลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น ยังโดนรถมอเตอร์ไซค์ชนอีก ๒ ครั้งแต่ก็รอดมาได้โดยไม่เป็นอะไร
    เรื่องที่4พระรอดช่วยคนฟันปลอมติดคอนายบุญชื่น บ้านต้นเหียง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ รับประทานอาหารเสร็จในวันหนึ่งแล้วลุกมาบ้วนปาก ขณะกรั้วคอล้างปากฟันปลอมที่ใส่อยู่ประจำเกิดหลุดออกจากเหงือกที่ยึดอยู่ แล้วไหลลงไปติดอยู่ที่หลอดลม เจ็บปวดสุดแสนสาหัสทำอย่างไรก็ไม่อาจสามารถเอาออกมาได้ ภรรยาจึงนำส่งโรงพยาบาลมหาราชเชียงใหม่ แพทย์ได้ทำการ x – ray ผลปรากฏว่าฟันปลอมไปติดค้างอยู่ที่หลอดลม หมอลงความเห็นว่าต้องผ่าตัดลำคอเพื่อเอาฟันปลอมออกมา ในขณะที่กำลังรอการผ่าตัด นายบุญชื่นได้รับความทรมานอย่างสุดแสนสาหัส จึงลงความเห็นให้ผ่าตัดด่วน ขณะที่รอหมอภรรยานายบุญชื่นซึ่งแขวนพระรอดหลังอ.ไว้ นึกขึ้นมาได้จึงเดินไปเอาน้ำจากที่ดื่มน้ำบริการของโรงพยาบาลมหาราช แล้วนำพระรอดหลัง อ. มาอธิษฐานว่า
    “ หากพระรอดหลัง อ นี้ศักดิ์สิทธิ์จริงขอให้ฟันปลอมของนายบุญชื่นหลุดออกมาโดยปาฏิหารย์ ”
    แล้วภรรยาจึงนำพระรอดหลัง อ.
    แก่วงลงไปในน้ำเพื่อทำน้ำพระพุทธมนต์ แล้วให้นายบุญชื่นอธิษฐานดื่ม ประมาณครู่หนึ่งหลังจากที่นายบุญชื่อดื่มน้ำเข้าไปแล้วมีอาการคลื่นไส้ อยากอาเจียรอย่างรุนแรง นายบุญชื่นจึงเดินไปที่ถังขยะ ด้วยความทุรนทุรายแล้วอาเจียรออกมาอย่างหนัก ปรากฏว่า ฟันปลอมได้หลุดมากับการอาเจียรในครั้งนั้นโดยน่าอัศจรรย์ นายบุญชื่นได้หยิบเอาฟันปลอมมาทั้งน้ำหูน้ำตา แล้วนำออกมาเพ่งดู ขณะนั้นพอดีกับพยาบาลเรียกให้ไปเข้าห้องผ่าตัด นายบุญชื่นจึงเดินไปหาพร้อมกับยื่นฟันปลอมให้พยาบาลที่จะนำเข้าห้องผ่าตัดดู แล้วบอกว่า “ผมไม่ผ่าแล้ว ฟันผมหลุดออกมาแล้ว” พยาบาลมองดูดด้วยความงุนงงว่ามันหลุดออกมาได้อย่างไร? จึงถามนายบุญชื่นว่ามันหลุดออกมาได้อย่างไร? ภรรยาจึงเล่าเรื่องเอาพระรอดหลังอ.ทำน้ำมนต์ให้พยาบาลฟัง เรื่องนี้จึงเป็นที่ฮือฮาและเล่าขานกันมากในโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ครับ
    เรื่องที่5ตำรวจได้ลาภ
    รตต.รัตน์ บุญชู ประจำกองกำกับการตำรวจภูธร จว.ลำพูน เป็นผู้มีความศรัทธาในตัวพระอาจารย์อินทรเป็นอย่างยิ่ง ตอนพักกลางวันของทุกวันหลังจากรับประทานอาหารแล้วก็จะมาไหว้พระสวดมนต์ แล้วนั่งสมาธิภาวนาเป็นประจำทุกวัน วันหนึ่งได้ยินกิตติศัพท์พระรอดหลังอ. จึงมาขอต่อท่านอาจารย์ไป๑องค์แล้วจึงนำไปใส่กรอบติดตัว ในขณะที่รับพระไปนั้น ตั้งสัตย์อธิษฐานว่า ขอให้ได้เลื่อนยศภายในเร็ววัน ต่อมาอีก๒อาทิตย์ รตต.รัตน์ บุญชู ได้มาที่วัดเพื่อถวายสังฆทาน แล้วบอกท่านอาจารย์ว่า “ใครว่าพระรอดหลังอ. รอดจากจากโชคจากลาภผมไม่เชื่อเด็ดขาด ท่านอาจารย์ครับวันนี้ผมได้เลื่อนเป็น รตท. แล้วครับ”

    เรื่องราวอภินิหารของพระรอดหลัง อ ทั้ง 5 เรื่องที่ผู้เขียนได้กล่าวมานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งในหลายๆเรื่องราวของอิทธิปาฏิหาริย์พระรอดหลัง อ ของ
    ท่านพระครูปัญญาธรรมวัฒน์
    (ครูบาอินทร ปญฺญาวฑฺฒโน)
    วัดสันป่ายางหลวง อ.เมือง จ.ลำพูน
    ที่ผู้เขียนได้ยกเอามาเพียงบางส่วนเท่านั้นครับ ยังมีอีกหลายเรื่องราวเกี่ยวกับอิทธิปาฏิหาริย์ของพระรอดหลัง อ ท่านสามารถหาประวัติความเป็นมาของพระรอดหลัง อ. ได้ทางgoogleหรือทางเพจของวัดสันป่ายางหลวงได้เลยครับผม สุดท้ายนี้ต้องขอขอบพระคุณทุกท่านที่สละเวลามาอ่านจนจบด้วยนะครับ

    ปล.เรื่องราวทั้งหมดนี้คัดลอกมาจาก หนังสือ "แม่หม่อนเล่าและย้อนอดีตวัดสันป่ายางหลวง"
    เรียบเรียงโดย คุณประสิทธิ์ เพชรรักษ์ ทั้งหมดครับผม

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระรอดศาลจังหวัดลำพูน
    พระรอดหลัง อ พุทธาภิเษกปี ๒๕๓๗ วัดสันป่ายางหลวง
    จ.ลำพูน สภาพสวยกล่องเดิม ยุคต้นๆ ของท่านครับ

    ให้บูชา 400 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20260624_205257.jpg IMG_20260624_205325.jpg IMG_20260624_205347.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 24 มิถุนายน 2026
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,493
    ค่าพลัง:
    +21,469
    FB_IMG_1782485837131.jpg FB_IMG_1782485964109.jpg FB_IMG_1782485845844.jpg

    "หนังไม่เหนียว อย่าเที่ยวสาลีโข"
    .....
    เหรียญรูปไข่เล็กหลวงปู่เผือกหลังพระนาคปรก สร้างเป็นที่ระลึกในงานพิธีเททองหล่อพระปางนาคปรก หลวงปู่เผือก และหลวงปู่ศุข จำนวนการสร้างประมาณ2, 000 เหรียญ เป็นเหรียญที่หลวงพ่อท่านทำมาแจกไม่มีให้เช่าบูชา เป็นอีกเหรียญที่ทุกวันนี้หายากพอสมควรถ้ามีโอกาสได้พบเจอควรรีบเก็บคับราคาก็อยู่หลักที่ร้อย ถูกกว่ารุ่นใหม่ๆที่ออกมาด้วยซ้ำ แต่พุทธคุณก็คงไม่ต้องพูดถึงมาก เพราะ สิ่งที่หลวงปู่หลวงพ่อท่านตั้งใจทำให้ลูกศิษย์ของท่านไว้คุ้มกายไม่ธรรมดาแน่นอน
    มีพี่ชายท่านนึงเคยเล่าให้ฟังว่าเหรียญนี้แหล่ะคับที่มีคนขับมอเตอร์ไซด์ บวกกับรถกระป้อ คนขับสลบเฉยๆไปตื่นที่โรงบาล บารมีหลวงปู่หลวงพ่อคุ้มครองคับ
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    .....

    หลวงปู่เผือก วัดสาลีโข จังหวัดนนทบุรี และวัตถุ มงคลต่างๆ หลวงปู่เผือก (พระครูธรรมโกศล) วัดสาลีโขภิตาราม อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เป็นชาวเมืองพระนครศรีอยุธยา มิได้ปรากฏหลักฐานว่าบิดามารดาของท่านมีชื่อเสียง เรียงนามว่ากระไร และตั้งบ้านเรือนอยู่ในตำบลไหน ทราบแต่ว่า ตอนที่ หลวงปู่เกิดท่านเป็นเด็กผิวขาวจัดจนผิดปกติกว่าเด็กทั่วไป บิดามารดาจึงตั้งชื่อตามนิมิตว่า "เผือก"เพื่อให้ตรงกับผิวพรรณของท่าน

    พออายุ ๑๓ ขวบ เด็กชายเผือก ได้บรรพชาเป็น สามเณร ณ วัดใกล้บ้าน เริ่มศึกษา อักขรสมัยในสำนักวัดนั้นจนแตกฉานพอสมควร ก็สนใจศึกษาคาถา เวทมนตร์ต่างๆ ต่อมาได้เข้ามาศึกษาในสำนักวัดป่าแก้ว ซึ่งเป็นสำนักที่มีชื่อ ที่สุดในยุคนั้น ก็ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดใกล้ๆ บ้านเกิด ได้ศึกษาอักขระสมัยและเวทมนต์คาถา ตามประเพณีนิยมจนแตกฉาน จากนั้นก็ได้ไปศึกษาต่อที่ วัดป่าแก้ว ซึ่งเป็นสำนักพุทธาคมและไสยศาสตร์อันขึ้นชื่อของกรุงศรีอยุธยา ซึ่งสำนักวัดป่าแก้วนี้ก็เป็นที่พำนักของสมเด็จพระพนรัต ผู้เป็นพระอาจารย์ใน สมเด็จพระนเรศวรมหาราชสำนักนี้เป็นสำนักที่รวบรวมสรรพวิชาทางพทธาคมและไสยศาสตร์เอาไว้มากมายหลายแขนงวิชาแต่เป็นที่น่าเสียดายว่าตำราเหล่านี้ได้มีการพลัดกระจายไปหลายแห่งเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2310

    มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า หลวงปู่เผือกเป็นพระเถระผู้มักน้อย นิยมสันโดษ และยินดีเจริญสมณธรรมอยู่ในเสนาสนะอันสงบ สงัดตามป่าเขา ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน โดยได้บรรลุผลตามสมควรพร้อมทั้งเป็นผู้คงแก่เรียนในพุทธศาสตร์วิทยาคมชั้นสูง รอบรู้ตำรับพิชัยสงคราม และศาสตร์อื่นๆอีกนานาประการ ชอบออกปฏิบัติธุดงควัตรเป็นนิจมิได้ขาด

    เมื่อมีอายุครบ 20 ปี หลวงปู่เผือกก็อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่ วัดป่าแก้ว นั้นเองและได้ศึกษาทั้งวิปัสสนากรรมฐานกับวิทยาคมมาโดยตลอดเมื่อถึงเวลาออกพรรษาท่านก็จะออกเดินธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพรเป็นประจำทุกปี แม้วัยของหลวงปู่เผือกตอนนั้นจะยังหนุ่มๆอยู่แต่ก็มีความศักด์สิทธิ์เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านแล้วเหมือนกันต่อมาเมื่อครั้งที่พม่ายกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาและก่อนที่กรุงจะแตกนั้น ได้เกิดอาเพศขึ้นหลายอย่างอันเป็นลางบอกเหตุร้ายของแผ่นดิน โดยเฉพาะที่วัดป่าแก้วได้ปรากฏมีอีกาตัวหนึ่งบินมาปะทะยอดนพศูลพระเจดีย์องค์ใหญ่ภายในวัด แล้วถูกเหล็กแหลมบนยอดนพศูลเสียบตายอยู่บนยอดนั้นหลวงปู่เผือกเห็นเป็นนิมิตร้ายจึงซักชวนลูกศิษย์ลูกหาและชาวบ้านที่นับถือศรัทธาอพยพหนีภัยข้าศึกลงมาทางใต้ของกรุงศรีอยุธยาครั้งนั้นได้มีลูกศิษย์และชาวบ้านอพยพมากับหลวงปู่เผือกหลายสิบครอบครัว ระหว่างทางก็ยังมีชาวบ้านร่วมอพยพสมทบอีกก็หลายครอบครัว เนื่องจากชาวบ้านร่วมเดินทางมาเป็นจำนวนมาก และต้องคอยหลบหลีกกองทัพพม่าระหว่างทางด้วยหลวงปู่เผือกจึงได้สร้างเครื่องรางของขลังตลอดจนลงอักขระบนผิดหนังให้แก่ชาวบ้านเหล่านั้น เพื่อเป็นสิ่งบำรุงขวัญกำลังใจและคุ้มครอบป้องกันอันตรายและได้ปลุกเสกใบไม้ให้นำไปติดหรือเหน็บไว้ตามเกวียนและข้าวของต่างๆ ในขบวนอพยพ เพื่อเป็นเครื่องกำบังตาจากทหารพม่า ระหว่างทางหากว่าชาวบ้านในขบวนอพยพเกิดเจ็บไข้ได้ป่วย หลวงปู่เผือกก็จะเสกน้ำมนต์ให้ดื่มและใช้คาถาอาคมรักษา

    ขบวนอพยพที่มีหลวงปู่เผือก ซึ่งขณะนั้นยังเป็นพระอาจารย์หนุ่มเป็นผู้นำได้เดินทางโดยยึดเอาฟากตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นหลักระหว่างทางได้สวนกับกองทัพพม่าเป็นบางครั้ง แต่ทหารพม่ากลับมองเห็นขบวนอพยพเป็นดงไม้ขนาดใหญ่จึงไม่สนใจ ขบวนอพยพจึงเดินทางลงใต้มาเรื่อยๆ จนถึงทุ่งสามโคก เมืองปทุมธานี ก็พอดีมีขบวนชาวบ้านที่อพยพมาที่หลังได้ตามมาทันที่นี้พอดี และบอกว่าตอนนี้กรุงศรีอยุธยาได้เสียแก่ทหารพม่าแล้ว หลวงปู่เผือก จึงเร่งขบวนอพยพให้รีบเดินทางลงใต้ โดยมีจุดหมายอยู่ที่เมืองธนบุรี แต่พอมาถึงบริเวณ บางพลับ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ในปัจจุบัน ก็ได้พบชาวบ้านจากเมืองธนบุรีอพยพสวนทางขึ้นมา แล้วแจ้งข่าวว่าเมืองธนบุรีก็ถูกทหารพม่าตีแตกแล้วและจะพากันขึ้นไปพึ่งกรุงศรีอยุธยาหลวงปู่เผือกจึงบอกว่ากรุงศรีอยุธยาก็ถูกทหารพม่าตีแตกแล้วเหมือนกันขบวนชาวบ้านที่อพยพจากกรุงศรีอยุธยาและจากเมืองธนบุรีจึงต้องชะงักอยู่ที่ตรงนั้นซึ่งนับแล้วก็มีเป็นพันๆ คน บังเอิญหลวงปู่เผือก นึกขึ้นมาได้ว่าที่ตรงแนวโค้งเบื้องหน้าแม่น้ำเจ้าพระยาตรงข้ามกับเกาะเกร็ด มีทุ่งนาข้าวสาลีขึ้นเต็ม เจ้าของที่นาเป็นผู้หญิงสองคนพีน้องชื่อ บุญมี กับ บุญมา ได้เคยถวายที่ตรงนี้แก่หลวงปู่เผือกเมื่อครั้งที่ท่านเดินธุดงค์ผ่านมาที่ตรงนี้และครั้งนั้นหลวงปู่เผือกก็ได้สร้างเป็นสำนักสงฆ์เล็กๆขึ้นเพื่อให้พระสงฆ์ได้พำนักและจำพรรษาที่ทุ่งข้าวสาลีแห่งนั้นด้วย

    เมื่อนึกขึ้นได้หลวงปู่เผือกก็นำชาวบ้านในขบวนอพยพเหล่านั้นมาพักหลบซ่อนตัวจากทหารพม่าที่ทุ่งข้าวสาลีแห่งนั้นและได้ประกอบพิธีบูชาพระรัตนตรัยและบวงสรวงเทพยดาที่สำนักสงฆ์ เพื่อขอความเป็นสิริมงคล และปราศจากภัยอันตรายต่างๆทั้งปวงหลวงปู่เผือกและชาวบ้านจึงพำนักที่ทุ่งข้าวสาลีนั้นมาตลอดระหว่างที่บ้านเมืองยังอยู่ในสภาวการณ์ของสงคราม ต่อมาเมื่อ สมเด็จพระเจ้าตามสินมหาราช ทรงกอบกู้เอกราชของบ้านเมืองแล้วปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์ขึ้นครอบราชย์ และปราบชุมนุมต่างๆ จนราบคาบจนบ้านเมืองเริ่มเข้าสู่ปกติสุขหลวงปู่เผือกจึงให้สร้างวัดขึ้นที่ทุ่งข้าวสาลีแห่งนั้นขึ้น และตั้งชื่อวัดว่า วัดสาลีโขโดยถือเอาสถานที่ตั้งของวัดเป็นนิมิตหมายมงคลซึ่งหมายถึง วัดที่มีข้าวสาลีขึ้นเต็มท้องทุ่งส่วนชาวบ้านที่อพยพมาหลบภัยกับหลวงปู่เผือกนับเป็นพันๆ คนนั้น เมื่อเห็นว่าบ้านเมืองกลับเข้าสู่ปกติดีแล้ว ต่างก็พากันกราบลาหลวงปู่เผือกกลับสู่ภูมิลำเนาเดิม
    แต่ชาวบ้านบางส่วนก็ตั้งรกรากอยู่ที่บริเวณทุ่งข้าวสาลีแห่งนั้นต่อไป

    ครั้งเมื่อเข้าสู่ สมัยรัตนโกสินทร์ กิตติศัพท์ของหลวงปู่เผือกก็เป็นที่กล่าวขวัญกันมากขึ้นมีชาวบ้านมาผากตัวเป็นลูกศิษย์กันมาก ส่วนมากก็จะมาขอเครื่องรางของขลังบ้างก็มาขอให้หลวงปู่เผือกลงกระหม่อม หรือสักยันต์บนลำตัวให้ ส่วนกิจการทางพระศาสนาหลวงปู่เผือกก็ทำนุบำรุงเป็นอย่างดี จนเมื่อ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงทราบในเกียรติคุณจึงทรงพระราชทานสมณศักดิ์แก่หลวงปู่เผือกเป็น พรครูธรรมโกศล ในปี 2399 และมอบตราประจำตัวหลวงปู่เผือก คือตราสัญจกร ตำแหน่งของหลวงปู่เผือก ทำหน้าที่เป็น สังฆปาโมกข์ คือเป็นพระครูหัวหน้าสงฆ์ซึ่งตอนนั้นหลวงปู่เผือกมีอายุเกือบๆ จะหนึ่งร้อยปีแล้ว แต่ร่างกายของท่านยังแข็งแรงและคล่องแคล่วดีอยู่

    ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมอบหมายให้หลวงปู่เผือกเป็น สังฆปาโมกข์สระบุรีและเป็นแม่งานคุมงานนมัสการพระพุทธบาทสระบุรีเป็นประจำทุกปี
    พร้อมก็ได้ทรงถวายเรือหลวงและฝีพายพร้อมสำหรับหลวงปู่เผือกออกตรวจการคณะสงฆ์ในแต่ละครั้งหลวงปู่เผือกได้ปฏิบัติสาสนกิจอย่างขันแข็งมาโดยตลอดเป็นที่นับถือศรัทธาของชาวบ้านกันกว้างขวางหลายหัวเมือง จนกระทั่งมรณภาพอย่างสงบในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ด้วยโรคชราขณะมีอายุได้ 106 ปี
    แม้ว่าหลวงปู่เผือกจะได้มรณภาพไปนานร้อยกว่าปีแล้วแต่บารมีความศักดิ์สิทธิ์ของท่านก็ยังคงปกป้อมคุ้มกรองลูกศิษย์ลูกหาและชาวบ้านที่ศรัทธามาจนตราบเท่าทุกวันนี้

    วัดสาลีโขในยุคแรกที่หลวงปู่เผือกปกครองวัด เป็นยุคที่เจริญที่สุด มีพระภิกษุสามเณร
    และลูกศิษย์ลูกหามากมาย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรง สนพระทัยในวัดสาลีโขมากถึงกับทรงปรารภกับหลวงปู่ว่าอยากจะเปลี่ยนนาม ของวัดนี้เสียใหม่ให้มีความหมายในทางธรรมให้ตรงกับปฏิปทาของท่าน พระครูธรรมโกศลที่สุด โดยรักษาเสียงของนามเดิมไว้ ถึงกับทรงมีพระราชดำริ ให้ใช้ชื่อว่า "วัดสัลเลโข"ทหมายถึงวัดที่ปฏิบัติเพื่อการ "ขัดเกลา" หรือ "กล่อมเกลากิเลสทั้งปวง" แต่ได้ทราบว่าหลวงปู่ท่านกราบทูลแย้งว่า "ของเก่าเขาดีแล้ว" เรื่องนี้ก็จึง เป็นอันพับไปคงใช้เป็นชื่อวัดสาลีโขสืบมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้

    สำหรับ เหรียญหลวงปู่เผือก ที่ปรากฏ ภาพให้ศึกษานั้น เป็นเหรียญรุ่นแรก ที่จัดสร้างขึ้นโดย หลวงพ่อสมภพเตชปุญโญ พระลูกวัดสาลีโข ด้วยประสบการณ์ อันมากมาย ทำให้เหรียญนี้โด่งดังมาก นักสะสมเหรียญรุ่นเก่าๆจะรู้จักกันดี และเช่าหากันในราคาแพง หลวงพ่อสาลีโข ชื่อแท้ท่านคือ หลวงพ่อสมภพ เตชปุญโญอดีตพระลูกวัดสาลีโขภิตาราม ที่ถูกหลวงปู่เผือกในสภาวะวิญญาณ ซึ่งทรงอานุภาพดวงหนึ่ง เปลี่ยนชะตาชีวิต หน้ามือเป็นหลังมือในคืนวันขึ้น 15 ค่ำ ของปี พ.ศ.2502 ขณะที่ ท่านบวชได้เพียงพรรษาเดียว

    ดวงวิญญาณที่ไร้รูปแต่เต็มปรี่ด้วยทิพยอำนาจอันยากหยั่งถึงได้พร่ำสอนถ่ายทอดความรู้นานาให้พระสมภพโดยไม่รู้เหน็ดเหนื่อย นับแต่เรื่องเล็กน้อย เช่นคาถาอาคมจนถึงเรื่องใจ คือ สมาธิ และยังบรรจุพระเวทย์สารพัดประดามีให้พระสมภพหมดสิ้นกระทั่งพาพระหนุ่มผู้อ่อนโลกออกธุดงค์ในป่าลึกเพื่อฝึกฝนจิตตานุภาพ เพื่อทบทวนวิชาที่ให้ไป และเพื่อทดสอบอำนาจจิตอภิญญาของพระสมภพ ก้อเก่งกล้าสามารถผ่านทุกขั้นตอน จากไปหลายปี กลับมาอีกทีก็มิใช่พระสมภพองค์เดิม หากเป็นพระอาจารย์สมภพที่เพียบพร้อมด้วยคุณลักษณะแห่ง �คุรุ�ทางไสยเวทย์ความแตกฉาน และอภินิหารของพระอาจารย์สมภพ เป็นสิ่งที่ผู้ไปพบจะทราบดีหาคนเก่งอย่างนี้ได้ยากนัก ราวปี พ.ศ.2515 หนังสือพิมพ์ �บางกอกไทม� ลงข่าวหน้าหนึ่งครึกโครมว่า สตรีนางหนึ่งนาม น.ส. แป๋ว มีอาการเจ็บป่วยอย่างหนักหาสาเหตุไม่ได้ครั้นญาติมั่นใจว่าเห็นทีจะถูกคุณไสยเข้า ก็หอบหิ้วกันมาพบพระอาจารย์ ท่านเริ่มรักษาตามกระบวนการที่หลวงปู่เผือกสั่งสอนมา ผู้ป่วยก็เกิดขยอกขย้อนจะอาเจียน เมื่อนำกระโถนใบใหญ่วางลงตรงหน้า น.ส.แป๋ว ก็อาเจียนโอ้กใหญ่ กลิ่นคาวปนเน่าคละคลุ้งในภาชนะนั้นไม่เพียงมีของเหลวสีคล้ำช้ำเลือดช้ำหนอง หากปรากฎซากงูเน่า
    จนเห็นกระดูกโพลนทั้งตัวนอนอยู่ก้นกระโถนอย่างน่าตกตะลึง ท่านพระอาจารย์อธิบายว่า มีบางคนประสงค์ให้ น.ส.แป๋ว ตายอย่างทรมานจึงใช้เดรัจฉานวิชาชั้นสูงปล่อยงูเป็นๆ เข้าท้อง หากแก้ไม่ตกย่อมถึงตาย นี่งูก็เน่าจวนหมดตัวแล้ว ถ้าปล่อยทิ้งไว้ในท้องอีกไม่นาน น.ส.แป๋ว ไม่รอดสมใจฝ่ายตรงข้ามแน่นอน ข่าวนี้เป็นดุจเชื้ออย่างดีที่โหมศรัทธามหาชนให้ลุกโชน คนนับพันนับหมื่นหลั่งไหลไปวัดสาลีโข เพื่อพึ่งใบบุญแห่งหลวงปู่เผือกและพระอาจารย์สมภพผู้เป็นตัวแทน ทุกคนได้รับความเมตตาจากพระอาจารย์อย่างไม่เลือกชั้นวรรณะ และทุกคนร่ำร้องหาความสงเคราะห์จากหลวงปู่เผือก ดวงวิญญาณอมตะของท่านก็ยังแผ่บารมีครอบคลุมทั่วถึงอย่างไม่เลือกรักเลือกชังบรรดาศิษยานุศิษย์ที่ไปหาหลวงพ่อสมภพ บางคนไม่รู้จักชื่อของหลวงพ่อ เห็นว่าอยู่วัดสาลีโข ก็เลยเรียกท่านว่า หลวงพ่อวัดสาลีโข หรือ หลวงพ่อสาลีโข หลวงพ่อสมภพ ได้เล่าถึงความเป็นมาของเหรียญหลวงปู่เผือก รุ่นแรกนี้ว่า สร้างขึ้นมาจากนิมิตที่ได้พบเห็นในสมาธิ โดยการประทับรางทรงหลวงปู่เผือกปลุกเสก (เหมือนกับ พระอาจารย์ทิม วัดช้างให้ จ.ปัตตานี ผู้สร้างพระหลวงพ่อทวด) ซึ่งคาถาและอักขระเลขยันต์ต่างๆ หลวงพ่อสมภพ เตชปุญโญมีแต่นั่งสมาธิทางจิตรเท่านั้น ที่สามารถติดต่อกับหลวงปู่เผือกได้ บอกวิธีการลงอักขระเลขยันต์ หลวงปู่เผือกนั่งบนหลังสิงห์ด้านหน้าและด้านหลังลงบนเหรียญ รุ่นแรก ในปี 2507 คาถานี้ก็ใช้ในการปลุกเสกวัตถุมงคลรุ่นต่างๆ ต่อมาโดยตลอด และพิธีก็เหมือนกันไปแล้วแต่รุ่น ยันต์คล้ายๆ กันท่านบอกว่าวัตถุมงคลของ ลป.เผือก ดีทุกรุ่น เก็บไว้เถอะ (ท่านก็เล่าความตั้งใจในรุ่นแรกต่อ)

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญพระนาคปรกหลังหลวงปู่เผือก(พระครูธรรมโกศล)ที่ระลึกพิธีเททองหล่อ พระพุทธรูปนาคปรก เมื่อ 31 ก.ค. 2548 ที่ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ ณ.ศาลาจตุรมุข ภายในพุทธอุทยานธรรมโกศล

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260626_223041.jpg IMG_20260626_223110.jpg
     
  8. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,493
    ค่าพลัง:
    +21,469
    FB_IMG_1782562079602.jpg

    หลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่ม องค์นี้ แม้แต่พระอภิญญาอย่าง หลวงพ่อฤาษีลิงดำ แห่งวัดท่าซุง ยังยกย่องและยอมรับว่าหลวงพ่อจวนท่านนี้เก่งจริงๆๆพลังจิตกล้าแกร่งเหลือเกิน
    หลวงพ่อจวน เป็นพระองค์หนึ่ง ที่หลวงพ่อฤาษีฯ ให้ลูกศิษย์ไปกราบ และทำบุญด้วย เนื่องจากหลวงพ่อ ไปเจอหลวงพ่อจวนที่พระจุฬามณี โดยหลวงพ่อจวนไปทั้งกายเนื้อ
    มีอยู่เที่ยวหนึ่งหลวงพ่อท่านบอกว่า " เฮ้ย ! พวกแกลองสืบดูซิ มีหลวงตาองค์หนึ่งขาว ๆ ท้วม ๆ ล่ะนะ ชื่อ จวน อยู่สิงห์บุรี ลองดูสิว่ามีพระชื่อนี้อยู่สิงห์บุรีวัดไหน ช่วยบอกให้ด้วยหาไม่ยากหรอก ท่านดังด้วย หลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่ม"
    ถาม : หลวงพ่อหาทำไมครับ
    ท่านบอกว่า : "วันก่อนขึ้นไปพระจุฬามณีเห็นหลวงตาจวนเดินตุ๊บ ๆ ตั๊บ ๆ อยู่ เขาเก่งว่ะ เขาไปทั้งตัวเลย ไม่ได้ใช้มโนมยิทธิถอดจิตไปนะนั่น เล่นไปทั้งตัวเลยล่ะ"
    ถาม : ยังอยู่ไหมครับ ?
    ตอบ : เรียบร้อยไปแล้ว ถ้าอยู่ไม่กล้าเล่ากลัวท่านเหยียบเอา (หัวเราะ) วัดหนองสุ่ม ขาว ๆ ยิ้มทั้งวันน่ะ น่ารักมาก....
    "สมัยที่หลวงพ่อจวนยังอยู่ จะไม่ให้ทำหนังสือวัตถุมงคล ท่านบอกว่า ของ ๆ ฉันถ้าจะดังเดี๋ยวดังเอง"
    หลวงพ่อจวนได้ละสังขารอย่างสงบ เมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๓๖ สิริอายุได้ ๗๙ ปี พรรษา ๕๕
    หมายเหตุ: "พระจุฬามณี"
    หมายถึง เจดีย์พระจุฬามณี"บนสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
    สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีปราสาทเนรมิต กับมี พระเจดีย์จุฬามณี อันเป็นที่ประดิษฐานพระเมาลีของพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งเสด็จออกมหาภิเนกษกรมณ์ และเมื่อพระพุทธองค์นิพพานแล้วก็ได้เป็นที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้วองค์ขวาด้วย

    หลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่ม ชาวจังหวัดสิงห์บุรี เคารพ ศรัทธาท่านมาก ท่านศักดิ์สิทธิ์จริงๆ เป็นพระที่มีกสินธ์แรงกล้าที่สุดองค์หนึ่งตามคำเล่าขาน หลวงพ่อจวนท่านเป็นศิษย์หลวงปู่ศรีวัดพระปรางค์เช่นเดียวกันกับหลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม และมีความสนิทสนมกันมากไปมาหาสู่กันเป็นประจำ ได้ยินมาว่าหลวงพ่อกวยเคยบอกให้คนที่มานิมนต์ให้ท่านไปปลุกเสกวัตถุมงคล ให้ไปนิมนต์หลวงพ่อหลวงพ่อจวน แทนที่จะไปนิมนต์ให้ท่านไปปลุกเสกท่านกล่าวว่าหลวงพ่อจวนทำแทนท่านได้ ขนาดหลวงพ่อฤาษีลิงดำวัดท่าซุงยังยกย่องหลวงพ่อจวนว่าท่านเก่งมาก
    ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง ที่มีลูกศิษย์ลูกหาเลื่อมใสศรัทธาจำนวนมาก พระเถราจารย์ที่มีจริยาวัตรที่น่าเลื่อมใสศรัทธาอย่างยิ่ง มีบุคลิกที่ยิ้มแย้มแจ่มใส มีอัธยาศัยดี มีเมตตา และสมถะ สมเป็นผู้ทรงศีล ใครได้พบเห็นจะเกิดความเลื่อมใสศรัทธาอย่างแท้จริง สมกับฉายา “พระทองคำ” อันหมายถึงบริสุทธ์ดั่งทองคำแท้ๆนั้นเชียว หลวงพ่อจวน ได้มุ่งศึกษาด้านวิปัสสนากรรมฐานจากหลวงพ่อแป้น วัดบ้านไร่ (วัดโฆสิทธาธรรม) หลวงพ่อกอง จ.สุโขทัย, หลวงพ่อปั้น วัดค้างคาว อ.สรรคบุรี, หลวงพ่อลา วัดโพธิศรี, หลวงพ่อผึ่ง วัดโบสถ์, หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง, หลวงพ่อเจ๊ก วัดระนาม, หลวงพ่อโต๊ะ วัด กำแพง, หลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน, หลวงพ่อเอาะ วัดม่วง, หลวงปู่บุดดา วัดกลางชูศรีเจริญสุข เป็นต้น
    เหรียญรุ่นนี้เป็นเหรียญประสบการณ์ทางแคล้วคลาดปลอดภัยและอุดมไปด้วยโชคลาภมากมาย มีประสบการณ์ในพื้นที่อยู่บ่อยครั้ง หลวงพ่อจวน ปฏิบัติด้วยศีลที่งดงาม มีเมตตาธรรมสูง ถือสันโดษ มีปฏิปทาต่อสาธุชน ไม่เลือกยากดีมีจน มีผู้คนไปขอความเมตตาจากท่าน เวลามีทุกข์ร้อน จะไปกราบไหว้ขอพร และรดน้ำพระพุทธมนต์ เพื่อปัดเป่าความทุกข์ร้อน จนเป็นที่เลื่องลือกันว่าน้ำมนต์ของท่านขลังศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก
    หลวงพ่อจวนได้ละสังขารอย่างสงบ เมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๓๖ สิริอายุได้ ๗๙ ปี พรรษา

    ขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    รูปหล่อหลวงพ่อจวนรุ่นสร้างมณฑปบรรจุอัฐิธาตุ ปี ๒๕๔๓ สภาพสวยกล่องเดิมๆครับ

    อัฐิธาตุ ของท่าน ก็เหมือน เป็นสิ่งแทนตัวท่าน

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    ปิดรายการ
    IMG_20260627_190318.jpg IMG_20260627_190344.jpg IMG_20260627_190412.jpg IMG_20260627_190438.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 28 มิถุนายน 2026 at 06:21
  9. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,493
    ค่าพลัง:
    +21,469
    1322554-2674f.jpg showimage (18).jpeg showimage (38).jpeg showimage (39).jpeg showimage (40).jpeg showimage (41).jpeg

    เหรียญอากาศมงคล ครบรอบโรงเรียนนายเรืออากาศครบรอบ ๒๕ ปี พ.ศ. ๒๕๒๑

    ทางคณะกรรมการสร้างบรรดาศิษย์เก่าโรงเรียนนายเรืออากาศ ได้เป็นผู้รวบรวมจัดหาแผ่นโลหะ ทอง,เงิน,นาค และได้รวบรวมชนวนโลหะมงคล นำไปให้พระเกจิอาจารย์ทั่วประเทศที่มีชื่อเสียงเป็นที่นับถือ จำนวน 136 รูป ลงอักขระเลขยันต์และปลุกเสก เพื่อนำมาเป็นชนวนหลอมเป็นชนวน โดยได้จัดพิธีพุทธาภิเษกใหญ่ ทั้งพิธีพุทธและพราหมณ์ มีพระเกจิอาจารย์ 26 รูปนั่งปรกปลุกเสก ได้แก่
    1.สมเด็จพระญาณสังวร(สมเด็จพระสังฆราช) วัดบวรนิเวศ
    2.หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี
    3.หลวงพ่อสนิท วัดศีลขันธาราม อ่างทอง
    4.หลวงพ่อกี๋ วัดหูช้าง
    5.พระอาจารย์วัน อุตโม วัดถ้ำอภัยดำรงธรรม
    6.หลวงพ่อสมชาย วัดเขาสุกิม
    7.หลวงพ่อทองอยู่ วัดใหม่หนองพะอง สมุทรสาคร
    8.หลวงพ่อคลิ้ง วัดถลุงทอง
    9.หลวงปู่หมุน วัดเขาแดง พัทลุง
    10.พระอาจารย์แว่น ธนปาโล
    11.หลวงปู่สิม พุทธาจาโร วัดถ้ำผาปล่อง
    12.พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ วัดภูทอก
    13.หลวงพ่ออุตมะ วัดวังก์วิเวการาม
    14.พระครูสุนทรธรรมโฆษิต วัดโฆษการาม นครพนม
    15.หลวงพ่อบุญเย็น ฐานธัมโม เชียงใหม่
    16.พระอาจารย์สนธิ์ เขมิโย
    17.หลวงพ่อลมูล วัดเสด็จ ปทุมธานี
    18.พระอาจารย์ทองหยด วัดชีสุขเกษม
    19.หลวงพ่อหงษ์ วัดชลคราม สุราษฏร์ธานี
    20.หลวงพ่อทองสุข วัดสะพานสูง นนทบุรี
    21.หลวงปู่แก้ว สุทโธ สำนักสงฆ์ดอยโมคคัลาน์ เชียงใหม่
    22.หลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอม
    23.หลวงพ่อพริ้ง วัดโบสถ์โก่งธนู
    24.หลวงพ่อจ้อย วัดดอนสัก สุราษฏร์ธานี
    25.หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ อุดรธานี
    26.หลวงพ่อผาง วัดอุดมคงคาคีรีเขต
    ..............

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    ลองอ่านข้อมูลดูครับเป็นหนังสือจากทางราชการที่ลงประวัติแผ่นจารแผ่นชนวนครูบาอาจารย์ทั่วประเทศ

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260628_160729.jpg IMG_20260628_160800.jpg
     
  10. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,493
    ค่าพลัง:
    +21,469
    FB_IMG_1782641898761.jpg

    สมเด็จพิมพ์วัดเกศไชโย หลวงพ่อผิว วัดสง่างาม จ.ปราจีนบุรี หา(ไม่)ยาก (ผมมี)ส่วนใหญ่จะเจอแต่พระเหรียญของท่าน

    ประวัติ หลวงพ่อผิว สีลวิสุทโธ วัดสง่างาม

    ในบรรดาพระสงฆ์เมืองปราจีนบุรีที่เป็นศิษย์สืบทอดพุทธาคมของท่านพระครูปราจีนมุนี หรือหลวงพ่อทอง วัดหลวงปรีชากุล เกจิคณาจารย์เรืองวิทยาคุณในยุคก่อนปีพ.ศ.2460 ซึ่งมีชื่อเสียงและตำแหน่งทางการปกรองคณะสงฆ์มีอยู่ด้วยกัน 3 รูป คือ

    พระครูสิทธิสารคุณ (หลวงพ่อจาด) วัดบางกระเบา เจ้าคณะอำเภอบ้านสร้าง เกจิดังยุคสงครามอินโดจีน, พระวิสุทธิธรรมาจารย์ (หลวงพ่อทรัพย์) วัดใหม่กรงทอง เจ้าคณะจังหวัดปราจีนบุรี ผู้ให้กำเนิดสำนักเรียนบาลีแห่งแรกของ จ.ปราจีนบุรี และสุดท้ายคือ พระครูสีลวิสุทธาจารย์ (หลวงพ่อผิว สีลวิสุทโธ) วัดสง่างาม เจ้าคณะตำบลบางบริบูรณ์

    ทั้ง 3 ท่านนี้เป็นสุดยอดเกจิดัง-ขลัง-ดี ที่มีวิชาอาคมเป็นเลิศ และเป็นผู้สร้างพระเครื่องที่มากด้วยพุทธคุณไม่แพ้กัน

    หลวงพ่อผิว วัดสง่างาม นับเป็นพระเถระที่สูงด้วยอายุและพรรษากาลถึง 93 ปี 72 พรรษา และเป็นเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังองค์หนึ่งทางภาคตะวันออก มีผู้เคารพนับถือทุกระดับชั้น ทั้งข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนในจังหวัด และในถิ่นที่ห่างไกลออกไป

    ภาพลักษณ์ของท่านคือพระนักพัฒนา ที่เก่งทั้งพัฒนาวัตถุนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่อาราม และเก่งในการพัฒนาบุคคลจนได้ดีมีชื่อเสียงจำนวนมาก

    ยิ่งในเรื่อง วัตถุมงคลล้วนเป็นที่สนใจของบรรดานักสะสม เพราะท่านสร้างได้ขลังจริง มีประสบการณ์ดีทุกด้าน ทั้งเมตตามหานิยม แคล้วคลาด มหาอุด คงกระพันชาตรี ส่วนใหญ่จะเป็นเหรียญซึ่งมีอยู่หลายรุ่นด้วยกัน อาทิ เหรียญรูปไข่รุ่นแรกปี 2502, รุ่น 2 ปี 2512, รุ่น 3 ปี 2515 ที่ระลึกครบ 80 ปี, รุ่น 4 ปี 2517 รูปอาร์ม, รุ่น 5 ปี 2519 รูปหยดน้ำ เป็นต้น นอกนั้นก็มีพระสมเด็จเนื้อว่านรุ่นแรก ปี 2502 หลังปั๊มรูปเหรียญรุ่นแรก, พระสมเด็จ 9 ชั้น, รูปหล่อปั๊มรุ่นแรก ปี 2515, แหนบลงยา, ล็อกเกตภาพสี ฯลฯ

    "วัดสง่างาม" เป็นวัดเก่าแก่อายุกว่า 100 ปี ก่อตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2456 ตั้งอยู่เลขที่ 1 บ้าน บางบริบูรณ์ หมู่ 2 ต.บางบริบูรณ์ อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดิน ที่ตั้งวัดมีเนื้อที่ 36 ไร่ 3 งาน 78 ตารางวา มีเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนามคือ หลวงพ่อฮวบ, หลวงพ่อกลีบ, หลวงพ่อเพิ่ม, หลวงพ่อลิ, หลวงพ่อไผ่, หลวงพ่อพู่, หลวงพ่อผิว และพระครูสิริพัฒนโสภณ รูปปัจจุบัน

    "หลวงพ่อผิว" เป็นสมภารรูปที่ 7 ปกครองวัดอยู่ในช่วงปีพ.ศ.2466-2528 ชาติภูมิเป็นชาวบ้านท่างาม อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี เกิดเมื่อปีมะโรง ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 19 พ.ค.2435 เยาว์วัยช่วยพ่อแม่ทำนา อาศัยศึกษาเรียนรู้อยู่กับพระที่วัดเลียบ ซึ่งอยู่ใกล้บ้าน จนอ่านออกเขียนได้ทั้งหนังสือไทยและขอม พออายุ 21 ปีก็เข้าอุปสมบทที่วัดเลียบ เมื่อเดือนมิ.ย.2456 มีพระครูปราจีนมุนี (หลวงพ่อทอง) เจ้าคณะจังหวัดปราจีนบุรี วัดหลวงปรีชากุล เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อหร่ำ วัดเลียบ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา "สีลวิสุทโธ"

    อยู่จำพรรษาและเล่าเรียนพระธรรมวินัยเป็นเวลา 10 พรรษาจึงย้ายมาอยู่วัดสง่างาม ซึ่งอยู่ห่างออกมาทางทิศตะวันออกของวัดเลียบคนละฝั่งแม่น้ำประมาณ 3 กิโลเมตร โดยได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสตั้งแต่ปีพ.ศ.2466 จนกระทั่งมรณภาพในปีพ.ศ. 2528 รวมระยะเวลา 62 ปี

    หลวงพ่อผิว วัดสง่างาม จ.ปราจีนบุรี ท่านมีตำ แหน่ง-หน้าที่ และสมณศักดิ์ เริ่มจากปี พ.ศ.2466 เป็นพระ กรรมวาจาจารย์ ปีพ.ศ.2475 เป็นเจ้าคณะหมวด (เจ้าคณะตำบล) บางบริบูรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี ปีพ.ศ.2482 เป็น พระอุปัชฌาย์ ปีพ.ศ.2493 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระครูสัญญาบัตรชั้นตรี มีราชทินนามว่า "พระครูสีลวิสุทธา จารย์" ปีพ.ศ.2506 เลื่อนเป็น เจ้าคณะตำบลชั้นโท ในนามเดิม ปีพ.ศ.2513 เลื่อนเป็นเทียบผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอก

    หลวงพ่อผิว เป็นพระที่ไม่ชอบอยู่นิ่ง ตั้งแต่เริ่มปกครองวัดก็ได้บูรณปฏิสังขรณ์ และพัฒนาสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อพระศาสนาและพุทธศาสนิกชนอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะด้านการศึกษาท่านได้ก่อตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรมขึ้นเป็นครั้งแรก ของวัด และปรากฏว่าในสมัยนั้นมีพระหลายรูปที่สอบได้นักธรรมตรี โท และเอก ซึ่งลูกศิษย์ของท่านที่เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ได้เป็นเปรียญหลายรูป

    สำหรับ ผลงานที่โดดเด่นที่สุดก็คือ โบสถ์หลังปัจจุบันของวัดสง่างาม ซึ่งท่านได้ใช้ความสามารถก่อสร้างเสร็จในระยะเวลา 5 ปี สิ้นงบประมาณไปเกือบ 2,000,000 บาท

    คุณวิเศษอย่างหนึ่งของหลวงพ่อผิว ที่เล่าขานกันนั่นก็คือ ความเป็นพระผู้มีเมตตาธรรมสูง โดยได้ใช้วิชาความรู้ด้านการแพทย์โบราณช่วยเหลือสงเคราะห์ อนุเคราะห์แก่ผู้เจ็บป่วย เช่น แขนหัก ขาหัก กระดูกหัก จนหายได้อย่างน่าอัศจรรย์ แม้แต่นายแพทย์สมัยใหม่ยังต้องมาให้ท่านช่วยต่อกระดูกก็มี รวมไปถึงสัตว์ต่างๆ อาทิ ช้าง ม้า วัว ควาย ที่ขาหักท่านก็ช่วยรักษามา นับไม่ถ้วน

    นอกจากนี้ ท่านยังเป็นหนึ่งในบรรดาพระเกจิอาจารย์ดังที่มักได้รับอาราธนาไปในพิธีพุทธาภิเษกพระเครื่องหลายต่อหลายรุ่น ซึ่ง ครั้งที่เป็นเกียรติประวัติก็คือ ได้รับฎีกาเข้าไปร่วมพิธีพุทธาภิเษกเหรียญพระแก้วมรกต ภปร.ในพระบรมมหาราชวัง ในงานฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อปีพ.ศ.2525

    พระเครื่องและวัตถุมงคลที่ท่านสร้างปรากฏความขลังในด้าน พุทธคุณ มีประสบการณ์ดีทั้งด้านเมตตามหานิยม อยู่ยงคงกระพัน แคล้วคลาดปลอดภัย เหรียญบางรุ่นยังพอเช่าหาได้ในราคาไม่แพง แต่ถ้าเป็นเหรียญรุ่นแรก ปีพ.ศ. 2502 เนื้อทองแดง กะไหล่ทอง คงต้องว่ากันที่ "หลักหมื่น"

    บั้นปลาย ชีวิตท่านเริ่มป่วยด้วยโรคเบาหวาน และโรคแทรกอีกหลายโรค โดยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเปาโล กรุงเทพฯ และโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เป็นครั้งคราว จนกระทั่งวาระสุดท้ายท่านได้กลับมามรณภาพ ที่วัดสง่างาม เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2528 เวลา 08.45 น. สิริอายุ 93 พรรษา 72 และได้รับพระราชทานเพลิงศพเมื่อวันที่ 16 มี.ค. 2529 มีพระปราจีนมุนี เจ้าคณะจังหวัดปราจีนบุรี เป็นประธาน นับว่าเป็นงานที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะมีศิษยานุศิษย์และผู้เคารพศรัทธามากัน อย่างมืดฟ้ามัวดิน
    ........
    1284155-50fb2.jpg

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จ ๙ ชั้นหลังยันต์
    หลวงพ่อผิววัดสง่างามเป็นวัตถุมงคลยุคแรกๆของท่านครับ ..บางข้อมูลว่าสร้างในช่วงปี ๒๕๐๒ ผมไม่ทราบข้อเท็จจริง เอาเป็นว่าเนื้อหาดูง่ายสบายตาส่องสบายอุรา

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260628_172048.jpg IMG_20260628_172113.jpg
     
  11. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,493
    ค่าพลัง:
    +21,469
    FB_IMG_1782884769734.jpg FB_IMG_1742819295802.jpg FB_IMG_1742819285556.jpg

    เหรียญรุ่นปลอดภัย หลวงพ่อผล กาญจโนวัดเนินทองวราราม สร้างปี ๒๕๔๗

    เหรียญรุ่นปลอดภัยจะมีด้วยกันสองหน้า ด้านหน้าจะมีรุป หลวงพ่อผล กาจโน ด้านหลังจะมีรูป หลวงปู่จันทร์ จนฺทโชติ วัดนางหนู ผู้เป็นอาจารย์ ของหลวงพ่อผล กาญจโน.

    หลวงปู่ผลปลุกเสกอฐิฐานจิตเดี่ยวและเข้าพิธีพุทธาภิเษกอย่างยิ่งใหญ่ปีพศ2547 งานปิดทองฝังลูกนิมิตร วัดเนินทองวราราม
    ปลุกเสก9เกจิอาจารย์ อาทิ
    1หลวงปู่ผล กาญจโน วัดเนินทอง
    2หลวงปู่ทิม วัดพระขาว จ.อยุธยา
    3หลวงพ่อเพี้ยน วัดเกริ่นกฐิน จ.ลพบุรี
    4หลวงพ่อสง่า วัดบ้านหมัอ จ.ราชบุรี
    5หลวงปู่นะ วัดหนองบัว จ.ชัยนาท
    6หลวงพ่อรวย วัดตะโก จ.อยุธยา
    7หลวงพ่อพูล วัดบ้านแพน จ.อยุธยา ฯลฯ
    เจตนาการสร้างเพื่อแจกเป็นที่ระลึกงานผูกพัทธสีมา วัดเนินทองวราราม ปี พ.ศ.2547

    มีการสร้าง ดังนี้...
    เหรียญเนื้อทองแดง
    จำนวน 25,000 เหรียญเนื่องจากบล็อคแตก จึงทำให้ไม่สามารถสร้างต่อได้
    เหรียญเนื้อเงิน ลงยาแดง
    จำนวน 300 เหรียญ
    เหรียญเนื้อเงิน ลงยาเขียว
    จำนวน 300 เหรียญ
    เหรียญเนื้อเงิย ลงยาน้ำเงิน
    จำนวน 300 เหรียญ

    ปัจุบันเริ่มหายากขึ้นเรื่อยๆ เพราะคนที่ได้ใช้ต่างมีประสบการณ์และหวงแหน พุทธคุณ แคล้วคลาด โชคลาภ ด้านเมตตามหานิยม พุทธคุณครอบจักวาลเลยทีเดียว

    รุ่นปลอดภัยเนื้อทองแดงรุ่นนี้บล็อคแตก ที่ระลึกงานฝังลูกนิมิตรปีพศ2547
    หลวงปู่ผลสั่งปั๊ม30000เหรียญแต่ทำได้แค่25000เหรียญบล็อคแตกก่อนจึงเป็นที่มาของรุ่นนี้ครับ
    ประสบการณ์รุ่นนี้สุดมาก ชาวบ้านอยู่เนินทองขี่รถเครื่องจะแซงรถบันทุกอ้อยแต่มีรถสวนมาเลยหักหลบคือเข้าท้ายเต็มๆกลิ้งเป็นลูกขนุนเลย แต่แกไม่เป็นอะไรมากมีแค่แผลทะหลอกนิดหน่อยในคอ มีเหรียญปลอดภัยทองแดง
    ประสบการณ์หมากัดไม่เข้า มีชาวบ้านถูกสุนัขพันธุ์ล็อกไวเลอร์รุมกัน3ตัว แต่ผิวหนังไม่ระคายผิวเลย ที่คอใส่เหรียญปลอดภัยเนื้อทองแดงเหรียญเดียว

    ...............

    พระครูมงคลกิจ (หลวงปู่ผล กาญจโน) อดีตเจ้าอาวาสวัดเนินทองวราราม ต.แก่งผักกูด อ.ท่าหลวง จ.ลพบุรี
    หลวงปู่ผล กาญจโน เกิดเมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ.๒๔๖๒ ที่ ต.โพธิ์เก้าต้น อ.เมือง จ.ลพบุรี เป็นบุตรชายของ คุณพ่ออ๊อด คุณแม่ทอง อ่ำสอน มีพี่น้องทั้งหมด ๙ คน โดยหลวงปู่ผลเป็นบุตรคนที่ ๘
    ในวัยเด็ก
    ทางบ้านของครอบครัวหลวงปู่ผล มีอาชีพทำนา พ่อของหลวงปู่ผลเสียชีวิตตั้งแต่หลวงปู่ผลมีอายุได้๓ขวบ หลังจากพ่อเสีย เวลาแม่ไปทำนา แม่ก็จะให้พี่สาวเลี้ยงดูหลวงปู่ผลอยู่บ้าน จนมีเหตุการณ์หนึ่ง เวลาตอนกลางวันพี่สาวกล่อมหลวงปู่ผลให้หลับนอนและพี่สาวก็เผลอหลับไปด้วย ตัวหลวงปู่ผลนั้นได้ตื่นก่อนพี่สาวไม่รู้ว่าเดินหรือคลานไปทางหัวระเบียงบ้าน ไม่รู้ว่าทำอย่างไร ตกลงไปตรงอ่างขุ่นน้ำข้าวสุนัข อ่างขุ่นน้ำข้าวสุนัขแตก สงสัยสะโพกกระแทก และคงนอนสลบไป ตอนหลังพี่สาวตื่นขึ้นมาไม่เห็นน้อง ก็ร้องเรียกหาเที่ยวไปตามบ้านใกล้เรือนเคียงไม่มีใครรู้ และทางญาติก็ช่วยกันออกตามหา และได้มาเจอ เห็นนอนสลบอยู่ตรงอ่างขุ่นน้ำข้าวสุนัข และได้อุ้มขึ้นไปบนบ้าน ทางญาติคนแก่ๆก็บอกว่า ไม่ต้องไปรอแม่มันหรอก กว่าแม่มันจะกลับมาบางทีก็เย็นค่ำ ให้พาไปหาหลวงปู่มันดีกว่า(หลวงปู่นี้คือหลวงปู่จัน วัดนางหนู ปู่ของหลวงปู่ผล) บางทีท่านจะช่วยให้มันรอดตายได้ (สมัยนั้นโรงพยาบาลไม่มี) ทุกคนเห็นดีด้วย จึงพากันยกหลวงปู่ผลไปหาหลวงปู่จันวัดนางหนู พอถึงวัดนางหนู หลวงปู่จันก็ให้การรักษาอาการบาดเจ็บดังกล่าว ซึ่งหลวงปู่จัน ท่านก็รักษาโดนการประสานกระดูก โดยใช้น้ำมันมนต์ที่ท่านปลุกเสก จนอาการบาดเจ็บของหลวงปู่ผลบรรเทา และหายจากอาการบาดเจ็บ สะโพกของหลวงปู่ผลหลุดไม่เข้าที่ ทำให้ท่านเดินในลักษณะขาไม่เท่ากันมาตั้งแต่นั้นมา และทางหลวงปู่จัน วัดนางหนู ก็ได้รับหลวงปู่ผลมาเลี้ยงอยู่กับท่านเลย และหลวงปู่ผล ก็ได้เรียนหนังสือไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ จนถึงปี ๔ ภายหลังหลวงปู่จัน จึงให้หลวงปู่ผล กาญจโน บวชสามเณร เรียนภาษาขอมและบาลี และหลวงปู่ก็ได้เรียนพระธรรมวินัย จนสอบได้นักธรรมชั้นตรี
    เมื่อหลวงปู่ผลมีอายุครบ ๒๐ ปี หลวงปู่จัน จึงได้จัดแจงให้หลวงปู่ผล ทำการอุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยได้บวชที่วัดบัว และได้มาจำพรรษาอยู่กับหลวงปู่จัน ที่วัดนางหนู เพื่อศึกษาเล่าเรียนตำรับตำรา วิทยาคมต่างๆ จากหลวงปู่จัน จนกระทั่งมีความชำนาญ ถือเป็นตัวแทนของหลวงปู่จัน วัดนางหนู และหลวงปู่ได้ชื่อว่าเป็นศิษย์เอกของหลวงปู่จัน วัดนางหนู อย่างแท้จริง
    จนเมื่อหลวงปู่ผล กาญจโน อายุครบ ๔๕ ปี พรรษา ๒๕ หลวงปู่ผล กาญจโน ได้ทำการลาสิกขาบท ออกมาใช้ชีวิตฆราวาส และได้มีครอบครัว ภายหลังหลวงปู่ผล ได้พาครอบครัวมาทำมาหากินที่บ้านท่ากรวด ต.แก่งผักกูด อ.ท่าหลวง จ.ลพบุรี
    เมื่อหลวงปู่ผล กาญจโน มีอายุได้ ๕๘ ปี หลวงปู่ผล ได้หวนกลับมาสู่เพศบรรพชิตบวชเป็นพระภิกษุอีกครั้ง เมื่อคราวฉลองธงลูกเสือชาวบ้าน รุ่น ๔๐๙/๗ ต.แก่งผักกูด อ.ท่าหลวง จ.ลพบุรี โดยเข้าอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดจันทาราม ต.ชัยบาดาล อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี โดยมีพระครูวิมลชยากร เป็นพระอุปัชฌาย์ และหลวงปู่ผล ได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดสุทธาวาส (วัดท่ากรวด ) โดยมีหลวงพ่อสุข เป็นเจ้าอาวาสในตอนนั้น
    ต่อมาหลวงพ่อสุข ได้ย้ายไปอยู่จังหวัดอุทัยธานี หลวงปู่ผล จึงได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดท่ากรวด แทนหลวงพ่อสุข เป็นเวลาประมาณ ๑๕ ปี โดยหลวงปู่ผล กาญจโน ได้ทำการก่อสร้าง กุฏิ วิหาร และอุโบสถ จนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ต่อมาวัดท่ากรวดได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จึงทำให้หลวงปู่ผล ย้ายมาอยู่ที่วัดเนินทองวราราม ในปี พ.ศ.๒๕๓๘ ซึ่งหลวงปู่ผลก็ได้ทำการก่อสร้างกุฏิ วิหาร และอุโบสถแล้วเสร็จ ด้วยอาศัยบุญญาบารมีท่าน ท่านเป็นพระเถระที่มีวิทยาคมสูง จึงทำให้มีบรรดาลูกศิษย์มากมายทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยพากันมาบริจาคทรัพย์ช่วยหลวงปู่ผล สร้างกุฏิห้องน้ำ ศาลาการเปรียญและอุโบสถจนแล้วเสร็จ และในปี พ.ศ.๒๕๔๗ ได้ทำการจัดงานผูกพัทธสีมาปิดทองฝังลูกนิมิตรอุโบสถวัดเนินทองวราราม ต.แก่งผักกูด อ.ท่าหลวง จ.ลพบุรี
    ในด้านผลงาน
    หลวงปู่ผล กาญจโน ได้ทำการก่อสร้างถาวรวัตถุมากมาย เช่น กุฏิ วิหาร ศาลาการเปรียญ อุโบสถทั้งหมด ๗ แห่ง
    ๑. วัดสุทธาวาส ( วัดท่ากรวด ) ได้ก่อสร้างกุฏิ วิหาร อุโบสถ สำเร็จไปด้วยดี
    ๒. วัดเนินทองวราราม ปี พ.ศ.๒๕๓๘ เริ่มก่อสร้างกุฏิ วิหาร อุโบสถ จนสำเร็จไปด้วยดี
    ๓. วัดท่ามะไฟ ต.ท่ามะไฟ อ.ท่าหลวง จ.พิจิตร เริ่มก่อสร้างห้องน้ำ กุฏิ วิหาร ศาลาหอฉัน และ อุโบสถ จนสำเร็จไปด้วยดี
    ๔. วัดเขาแก้ว ต.เขาแก้ว อ.สรรพยา จ.ชัยนาท
    ๕. วัดตรีบุญ(ซอย๖) อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี
    ๖.วัดมณีโสภณ อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี
    ๗. วัดซอย๑๑ อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี
    หลวงปู่ผล กาญจโน ท่านได้บริจาคทรัพย์ส่วนตัว ช่วยสร้างสำนักงานศึกษาธิการอำเภอท่าหลวง เป็นจำนวนเงิน ๑๘๐,๐๐๐ บาท
    หลวงปู่ผล กาญจโน ได้บริจาคทรัพย์ส่วนตัวช่วยสร้างวัดต่างๆ ทั้งในจังหวัดลพบุรีและต่างจังหวัด หลวงปู่ผล ท่านเป็นพระที่มีเมตตาธรรม มีคุณธรรมอันสูง มีจิตใจโอบอ้อมอารีต่อพุทธศาสนิกชนที่เดินทางมานมัสการ โดยท่านไม่ถือตัว บรรดาญาติโยมเข้าพบได้ง่ายตลอดเวลา และท่านเป็นพระที่มีวิทยาคมอันสูง ท่านจะไปนั่งปรกคู่กับหลวงปู่ทิม วัดพระขาว จ.พระนครศรีอยุธยา อยู่เป็นประจำ และวันที่๑๖เมษายนของทุกปี บรรดาศิษยานุศิษย์ก็จะพากันมานมัสการหลวงปู่ผล ในวันงานไหว้ครูเป็นประจำทุกปี จากทั่วสารทิศทั้งในประเทศและต่างประเทศ
    สมณศักดิ์
    - ดำรงค์ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสุทธาวาส ( ท่ากรวด)
    พ.ศ. ๒๕๒๗ ได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูสังฆรักษ์
    พ.ศ. ๒๕๔๐ ดำรงค์ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดเนินทองวราราม
    พ.ศ. ๒๕๔๖ ได้รับสมณศักดิ์พระครูมงคลกิจ(ชั้นโท)
    ในด้านวัตถุมงคล
    หลวงปู่ผล กาญจโน ท่านได้สร้างวัตถุมงคล ตั้งแต่ครั้งยังอยู่ที่วัดท่ากรวด โดยหลวงปู่ผล ท่านจัดสร้างวัตถุมงคลตามตำราของหลวงปู่จัน วัดนางหนู ซึ่งในการจัดสร้างวัตถุมงคลนั้น หลวงปู่ผล ท่านได้มีการจัดสร้างเหรียญรุ่นแรก รูปหล่อปั้มรุ่นแรก ผ้ายันต์ ตะกรุดโทน สีผึ้งตระกรุดสาริกา เสื้อยันต์แดง และ ตะกรุดไม้ไผ่มหาอุต หลวงปู่ผล ท่านสร้างได้เข้มขลัง ตามตำราหลวงปู่จัน วัดนางหนู ผู้เป็นอาจารย์ของหลวงปู่ผล กาญจโน โดยมีการจัดสร้างตามวาระต่างๆ เช่น งานผ้าป่า งานกฐิน ทั้งที่วัดจัดสร้างเอง และลูกศิษย์จัดสร้างถวาย โดยหลวงปู่ผล มีการจัดสร้างเรื่อยมา ทั้งตอนที่อยู่วัดท่ากรวด และที่วัดเนินทอง
    ประสบการณ์ในวัตถุมงคล
    วัตถุมงคลของหลวงปู่ผล กาญจโน นั้น มีประสบการออกมาเรื่อยๆจากลูกศิษย์ที่ได้นำวัตถุมงคลของหลวงปู่ผลไปบูชา ที่มีประสบการณ์ออกมาให้เห็น ทั้งเรื่องคงกระพัน มหาอุต แคล้วคลาด เมตตามหานิยม โดยลูกศิษย์มีทั้งโดนยิj แต่ปืnไม่สามารถยิjออกได้ ขับรถยนต์ประสบอุบัติเหตุ รถพังยับ แต่คนขับรอดปลอดภัยไม่เป็นอะไรเลย และอีกหลายๆเรื่องราว ที่ลูกศิษย์ประสบพบเจอกันมามากมาย จึงทำให้ชื่อเสียงของหลวงปู่ท่านโด่งดังไปทั่วทุกสารทิศเพราะมาจากประสบการณ์จริงจากวัตถุมงคล
    อาพาธ
    หลวงปู่ผล กาญจโน เริ่มมีอาการอาพาธด้วยโรคประจำตัวของท่าน ตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ถึง ๒๕๕๑ เป็นต้นมา บรรดาลูกศิษย์ได้นำตัวหลวงปู่ผล ไปส่งโรงพยาบาลท่าหลวง โรงพยาบาลศิริราช บ่อยครั้งเป็นประจำ ต่อมาเมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๕๑ ท่านเริ่มอาพาธหนักขึ้น บรรดาศิษย์ได้ส่งท่านมารักษาตัวที่โรงพยาบาลท่าหลวง และทางโรงพยาบาลท่าหลวงได้นำตัวท่านส่งต่อไปยังโรงพยาบาลเมืองใหม่ลพบุรี ซึ่งอยู่ไม่กี่วัน หลวงปู่ผล กาญจโน ได้ถึงการมรณะภาพด้วยอาการอันสงบ เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๑ เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา รวมสิริอายุ ๘๘ ปี ๒ เดือน
    ซึ่งตลอดระยะเวลาในเพศพรรชิตของหลวงปู่ผล กาญจโน ท่านได้ทุ่มเทชีวิต เพื่อพระพุทธศาสนา เพื่อสังคม ในการบำเพ็ญประโยชน์ต่อพระศาสนา ต่อประชาชนเรื่อยมาจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตท่าน

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลผู้เรียบเรียงอย่างสูงครับ

    ท่านเป็นครูบาอาจารย์อีกองค์ของอาจารย์ตั้ววัดซับลำใย ผู้เป็น ศิษย์หลวงพ่อกวยหลวงปู่หมุน
    เหรียญปลอดภัยหลวงพ่อผลสภาพสวยเดิมครับ

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260701_131725.jpg IMG_20260701_131756.jpg
     
  12. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,493
    ค่าพลัง:
    +21,469
    FB_IMG_1782653113492.jpg

    โดนยิjด้วยปืn m๑๖ ลูกปืnก็ไม่อาจยิjท่านเข้า มีแต่รอยช้ำเป็นจ้ำๆ มีบางนัdเข้าติดหนังอยู่เลยต้องใช้มือแกะออก

    การศึกษาพุทธาคม
    หลวงพ่อสง่าเริ่มศึกษาคาถาอาคมและอักขระเลขยันต์ มาตั้งแต่ตอนสมัยเป็นหนุ่ม ทั้งวิชาสักยันต์ รดน้ำมนต์ ครั้นเมื่อท่านได้อุปสมบท แล้วก็ยังให้ความสนใจอย่างต่อเนื่องด้วยว่า แม้ไม่ใช่กิจของสงฆ์แต่ก็เป็นความนิยมของคนสมัยนั้น เพื่อให้เกิดศรัทธายึดเหนี่ยวทางจิตใจ โดยหลวงพ่อท่านได้เป็นอาจารย์สักยันต์อยู่หลายปีจนกระทั่งได้ข่าวว่า ผู้ที่ท่านสักให้ส่วนมากไปกระทำความชั่ว เป็นนักเลงเพราะฮึกเหิมลำพองในความคงกระพันของรอยสักที่หลวงพ่อสักให้ ท่านจึงได้เลิกพิธีกรรมการสักทั้งหมด เพราะเห็นว่าสิ่งนี้ไม่เกิดแก่นสารที่แท้จริง หลังจากนั้นเมื่อมีเวลาว่างท่าน ท่านได้ไปขอต่อวิชากับ หลวงปู่ดี วัดบ้านยาง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ซึ่งเก่งในด้านการสร้างพระปิดตามหาอุตม์ คงกระพันชาตรี,
    หลวงพ่อเปลี่ยน วัดใต้ จ.กาญจนบุรี โดยได้รับการถ่ายทอดวิชาลบผงอิทธิเจ ปถมัง และการเขียนยันต์ 108, หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง ได้วิชามหาอุตม์, หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอมได้ครอบครูนะเมตตาและได้รับการสอนวิชาเจริญวิปัสสนา และท่านยังมีครูบาอาจารย์ท่านอื่นๆอีกมากมาย ปฏิปทากิตติคุณและคุณธรรมของหลวงพ่อสง่า หลวงพ่อท่านจะมีเมตตาธรรมสูงส่งยิ่งนัก ท่านได้พัฒนาวัดหนองม่วง และพัฒนาคนในชุมชนวัดหนองม่วง ให้รู้จักหลักการดำเนินชีวิตอย่างปกติสุข สอนให้ทุกคนรู้จักอดทน ให้หมั่นเพียรพยายามพึ่งตนเองเป็นหลัก เอาชนะใจตนเองให้ได้

    ท่านจะเน้นวิถีชีวิตอย่างชาวบ้านดั่งที่ท่านพร่ำสอนศิษย์เสมอว่า "คนเราถ้าไม่รวยก็อย่าจน ให้มีหิริโอตัปปะ ให้มีความอดทนและเพียรพยายามจะไม่อดตาย ความจนความรวย เราไม่ได้เอามาตั้งแต่เกิด แต่เราทำตัวเราให้รวย ให้จนได้ทั้งนั้น เป็นหนี้ก็เอามาให้พระแก้ เราต้องแก้ที่ต้นเหตุคือตัวเราเอง หาได้ใช้เป็น ใช้ให้น้อย หาพอเพียงก็จะไม่จน" อนิจจัง วัตสังขารา สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมดา หลวงพ่อสง่าท่านก็ไม่อาจพ้นจากพระพุทธพจน์บทนี้ได้ หลวงพ่อสง่าท่านได้ละสังขารลงอย่างสงบ เมื่อวังอังคาร แรม 4 ค่ำ เดือน 4 ปีวอก ตรงกับวันที่ 29 เดือนมีนาคม ปี 2547 สิริอายุรวม 78 ปี พรรษาที่ 56

    อภินิหารยิjไม่เข้า เหรียญหลวงพ่อสง่า วัดหนองม่วง ปีพ.ศ. 2511-2530

    เรื่องเล่าเรื่องนี้ได้บอกเล่าจากปากของคุณลุงทวี บ้านของท่านอยู่ใกล้กับวัดหนองม่วง ทุกวันนี้ท่านยังมีชีวิตอยู่ คุณลุงทวีได้กรุณาเล่าให้ฟังว่า ท่านเคยโดนศัตรูของท่านยิjด้วยปืn ๑๑ มม.จนหัวโนเป็นลูกมะนาว แต่ลูกปืnไม่อาจละคายกายของท่านได้ และมีอีกครั้งหนึ่งท่านโดนยิjด้วยปืn m16 ลูกปืnก็ไม่อาจยิjท่านเข้า มีแต่รอยช้ำเป็นจ้ำๆ มีบ้างนัdเข้าติดหนังอยู่เลยต้องใช้มือแกะออก คุณลุงทวีท่านจะพกมีdตามประสาคนต่างจังหวัดทั่วไป เวลาไปไร่ไปนาก็ต้องติดมีดติดตัวไปด้วย คุณลุงทวีท่านเล่าว่า โดนยิjจนหมดแมกกาซีนจุกจนลุกไม่ขึ้นแต่ท่านยังกัดฟันลุกขึ้นมาชักมีdแบบปาดตาลเข้าต่อสู้กับมือปีnที่มากัน2คน มือปีnเมื่อเห็นว่าลูกปืn m16 ยังไม่ละคายผิวกายของคุณลุงทีวซ้ำร้ายแกยังคว้ามีdปาดตาลลุกขึ้นมาสู้ ก็เลยตกใจรีบขับรถมอเตอร์ไซด์หลบหนีไปอย่างรวดเร็ว

    ในตัวของคุณลุงทวีท่านจะพกตะกรุดโทนของหลวงพ่อสง่ากับคล้องเหรียญหลวงพ่อสง่า วัดหนองม่วง รุ่น 1 และรุ่น 4 หรือที่วงการเรียกกันว่ารุ่นปี 2511และ รุ่นปี 2530 คุณลุงทวีบอกว่า "ก็มีนี้แหละที่หลวงพ่อสง่าให้กับแกไว้ใช้กับหลวงพ่อกรุณาลงกระหม่อมให้แก" จริงๆแล้วหลวงพ่อสง่าท่านสำเร็จวิชากสิณไฟในด้านคงกระพันธ์ชาตรี จึงทำให้วัตถุมงคลของท่านออกไปทางเหนียวและเป็นมหาอุดต์ ซึ่งทำให้ข่าวนี้แพร่กระจายไปจนทั่ว ทำให้คนในพื้นที่จังหวัดราชบุรีและใกล้เคียง โดยเฉพาะข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ต่างมุ่งหน้าเข้ามาที่วัดหนองม่วง เพื่อขอบูชาเหรียญรุ่นนี้เป็นจำนวนมากในสมัยที่หลวงพ่อสง่ายังมีชีวิตอยู่

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จหลวงพ่อสง่า วัดหนองม่วง ออกวัดห้วยเจริญผล ปี ๒๕๓๙

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260628_202250.jpg IMG_20260628_202321.jpg
     
  13. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,493
    ค่าพลัง:
    +21,469
    1782910945404.jpg

    สายบู๊ ขามแก่นนคร

    ประวัติพระเกจิเรืองวิชา หลวงพ่อวงศ์ จันทสาโร วัดดอนจันทร์ บ้านดอนหัน อ.บ้านฝาง จ.ขอนแก่น
    ชีวประวัติ โดยสังเขป ชาติภูมิ นามเดิมชื่อ วงศ์ นามสกุล ธรรมมา
    นามบิดาชื่อ นายเว นามมารดาชื่อ นางอาน นามสกุล ธรรมมา
    เกิดเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ.2476 (ปีมะเมีย) ณ บ้านเลขที่ 17/1 หมู่ 6 ตำบลบ้านฝาง อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น
    เมื่ออายุครบบวชท่านได้อุปสมบทที่วัด โพธิ์ทอง ตำบลบ้านกง อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2496 มีพระ ภู คุณญาโณ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระน้อย โชติปญฺโญ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระปี ปญฺญาธโร เป็นพระอนุสาวนาจารย์
    หลวงพ่อวงศ์ท่านชอบศึกษาเล่าเรียนตำราทุกประเภทควบคุ่กันไปกับการศึกษาพระธรรมวินัย และทางฝึกปฏิบัติธรรมกัมมัฏฐาน ออกเดินธุดงค์ไปตามสถานที่ต่าง ๆ ผ่านถ้ำภูผาแดง ท่านเล่าให้ลูกศิษย์ฟังว่าท่านได้คัมภีร์โบราณจากในถ้ำวัวแดง จังหวัดชัยภูมิ ที่พวกบังบด หรือเทวดาที่รักษาสถานที่นั้นได้มอบให้ท่าน ท่านได้จดจำทุกอย่างจนคาถาทุกบทขึ้นใจและได้นำมาฝึกปฏิบัติจนเกิดความชำนาญ วิชาที่ท่านได้นำมาใช้คือ การสักน้ำมัน 7 อังคาร น้ำมัน 7 อังคารนี้ ว่ากันว่า ใครได้สักทุกวันอังคาร 7 ครั้ง ครบทุกบทจะมีความอยู่ยงคงกระพันด้านหนังเหนียวกันปืน กันอาวุธได้สารพัดอย่าง เหนียวยันกระดูก ด้านเมตตาค้าขาย ท่านก็สักไม่แพ้คงกระพัน ลูกศิษย์ท่านมีความเจริญรุ่งเรืองกันทุกคน หากนำไปปฏิบัติตามที่ท่านสั่งสอน ลูกศิษย์ท่านจึงเยอะมากสมัยนั้น ทหาร-ตำรวจ นักเสี่ยงภัยทั้งหลายต่างมุ่งตรงมาที่วัดดอนจันทร์ บ้านดอนหัน อ.บ้านฝาง เรียกได้ว่าศาลาวัดแทบไม่มีที่รับรองศิษย์ นำความเจริญรุ่งเรืองมาให้วัดและชุมชน ความโด่งดังของท่านในสมัยอดีตนั้นถือได้ว่าไม่เป็นรองใครเรื่องวัตถุมงคล อีกทั้งศีลปฏิบัติท่านก็งดงาม หลวงพ่อวงศ์ท่านไม่ได้มีแต่เรื่องการสักยันต์เท่านั้น แต่เรื่องดูฤกษ์ดูยาม ทำนายทายทัก ก็แม่นเหมือนตาเห็น รู้เหตุการณ์ล่วงหน้า ท่านสอนศิษย์ให้เป็นคนดี อย่าไปลักขโมยใคร อย่าผิดลูกเมียชาวบ้าน อย่าไปเป็นอันธพาลนักเลงหัวไม้ อย่าข่มเหงคนอื่นเพราะคิดว่าตัวเองหนังเหนียว อย่าริไปเป็นโจร น้ำมัน 7 อังคาร นั้นทำได้ยาก ท่านจะหุงน้ำมันใส่ขวดไว้และปลุกเสกผสมว่านอาคมต่าง ๆ เข้าไปจำพวกว่านเหนียวสารพัดแล้วนำมาปลุกเสก เอาน้ำมันที่เสกนั้นนำมาสักให้ลูกศิษย์ ถือว่าเป็นเอกอุขึ้นชื่อของท่าน การสร้างวัตถุมงคลของหลวงพ่อวงศ์ ก็สร้าง

    การจารน้ำมัน ยันต์7อังคารและหมวกเหล็ก คือหนึ่งในวิชาที่สำคัญและมีชื่อเสียงมากของ หลวงพ่อวงศ์ วัดดอนจันทร์ ในคราที่ท่านยังดำรงธาตุขันธ์ุอยู่นั้น แม่ทัพภาคที่2 กองบัญชาการกำลังสุรนารี โคราชและค่ายทหารต่างๆในเมืองขอนแก่นได้มีความศรัทธาอย่างแรงกล้า มาฝากตัวเป็นศิษย์ ทั้งกองร้อย กองพัน ขนาดที่ว่า รถทหารที่มาไม่มีพื้นที่พอจอดในวัด ต้องไปอาศัยจอดที่สนามโรงเรียนบ้านดอนหัน หลังจากที่ท่านได้จารน้ำมันให้แล้ว ท่านจะมอบเสื้อยันต์ ตะกรุด108 ให้ พร้อมปลุกเสกให้คาถาเข้าตัว คาถาภาวนากำกับและบอกสิ่ง
    ปฏิบัติต้องห้ามไว้ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้แก่เหล่าทหารตำรวจก่อนที่จะออกปฏิบัติหน้าที่สู่สนามรบ ......บารมี จันทสาโร

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญหลวงพ่อวงศ์วัดดอนจันทร์

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260701_195404.jpg IMG_20260701_195432.jpg
     
  14. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,493
    ค่าพลัง:
    +21,469
    วาระการจัดสร้าง ณ วัดบ้านฆ้องน้อย จ.ราชบุรี
    พระรุ่นนี้จัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกในงาน ผูกพัทธสีมาตัดลูกนิมิต เมื่อปี พ.ศ. 2518 ซึ่งเป็นงานบุญใหญ่ที่ชาว อ.โพธาราม ให้ความสำคัญมากในสมัยนั้น พิธีพุทธาภิเษกจัดขึ้นอย่างตั้งใจตามแบบแผนโบราณ

    เล่ากันว่า มีพระเกจิชื่อดังร่วมพิธี: ตามประวัติการบอกเล่าสืบต่อกันมาของคนในพื้นที่และนักสะสมสายราชบุรี เชื่อกันว่าในพิธีมหาพุทธาภิเษกครั้งนั้น ได้รับความเมตตาจากสุดยอดเกจิแห่งยุคมาร่วมอธิษฐานจิต อาทิ:
    * หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี
    * หลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอม
    * หลวงพ่อน้อย วัดธรรมศาลา
    * หลวงพ่อคู วัดบ้านฆ้องน้อย (เจ้าอาวาสผู้จัดสร้าง)

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระพุทธชินราชวัดบ้านฆ้องน้อย ปี ๒๕๑๘

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาท

    IMG_20260701_202028.jpg IMG_20260701_202052.jpg
     

แชร์หน้านี้

Loading...