เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 11 กรกฎาคม 2026 at 23:03.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,632
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,175
    ค่าพลัง:
    +26,963
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,632
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,175
    ค่าพลัง:
    +26,963
    วันนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ ๑๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เมื่อบอกว่ามาพักผ่อนก็พักผ่อนกันจริง ๆ กระผม/อาตมภาพภาวนาไปครบ ๓ ชุด ๓ รอบแล้ว "หม่าม้า" (นางสาวไพรินทร์ สุวิชชาญพันธุ์) กับ "ลูกแม็ก" (นายแม็กซิมุส ณัฏฐดนัย กราสเซ่ต์) ก็ยังไม่ตื่น จึงได้แต่งตัวลงไปเดินถ่ายรูปบริเวณด้านนอก

    ห้องอาหารของทางโรงแรมเปิดตรงเวลามาก เมื่อถ่ายรูปเสร็จกลับเข้ามายังไม่ทัน ๗ โมงเช้า กระผม/อาตมภาพจึงกลับขึ้นห้องพัก ไปนำเอาเครื่องชาร์จไฟฟ้าลงมาเสียบที่ล็อบบี้ แล้วทำการชาร์จพาวเวอร์แบงค์และโทรศัพท์ไปพร้อมกัน เนื่องเพราะว่าไม่ได้เอายูนิเวอร์แซลปลั๊กมา แล้วปลั๊กที่สามารถใช้งานได้ตัวเดียวในห้องก็ไม่ทำงานเสียอีก เสียบเท่าไรไฟก็ไม่ปรากฏ นอกจากจะใช้ยูนิเวอร์แซลปลั๊กแบบ ๓ ขาเท่านั้น

    เมื่อชาร์จไฟไปใกล้เต็มแล้ว ห้องอาหารก็เปิดตอน ๗ โมงครึ่ง กระผม/อาตมภาพจึงได้ทิ้งเครื่องชาร์จเอาไว้ตรงนั้น แล้วก็ไปแสดงบัตรห้องพัก เข้าไปยังห้องอาหารซึ่งใหญ่โตมาก มีทั้งส่วนของอาหารจีน อาหารญี่ปุ่น และอาหารแขก ดูแล้วน่ากินไปเสียทั้งหมด

    แต่กระผม/อาตมภาพนั้นแพ้พวกนมพวกเนย จึงต้องอาศัยอาหารที่ตนเองพอจะฉันได้ ตักมาแล้วก็ทำการพลิกบัตรเพื่อแสดงให้เขาเห็นว่าโต๊ะนี้ไม่ว่าง จากนั้นก็ฉันไปจนเสร็จเรียบร้อย แล้วก็เก็บเอาสายชาร์จ ตลอดจนกระทั่งพาวเวอร์แบงค์และโทรศัพท์กลับขึ้นห้องพัก ไปนอนภาวนาอีกชุดใหญ่ ๆ จน "อากง" หัวเราะ บอกว่าสมัยก่อนปู่ย่าตาทวดถ้าเห็นแบบนี้ก็ด่าเอาว่า "ขี้เกียจจนตัวเป็นขน" กระผม/อาตมภาพก็หัวเราะเช่นกัน เนื่องเพราะว่าทางครอบครัวตนเองก็ด่ากันแบบนี้

    จนกระทั่งประมาณ ๙ โมงครึ่ง "หม่าม้า" ก็โทรแจ้งเข้ามาว่าเจ้าลูกชายตื่นแล้ว และไม่รับประทานอาหารเช้า แต่ว่าได้เรียกรถแท็กซี่ไว้ เพื่อพาไปหลวงพ่อไปยังป่าฝน ซึ่งสร้างเอาไว้สำหรับนักท่องเที่ยวของประเทศสิงคโปร์ มีชื่อว่า Mandai Wildlife Reserve

    พวกเรานั่งรถวิ่งออกจากเมืองไปค่อนข้างไกลทีเดียว จากนั้นก็เลี้ยวออกจากถนนหลักสายกลางเข้าไปทางด้านขวามือ ยิ่งวิ่งเข้าไปก็ยิ่งเป็นป่าทึบเข้าไปทุกที จนกระทั่งถึงบริเวณที่เป็นจุดจอดให้นักท่องเที่ยวลง เห็นรถเป็นจำนวนมาก และนักท่องเที่ยวมากทีเดียว พื้นที่ใหญ่โตมโหฬาร ไม่ทราบว่ากี่พันกี่หมื่นไร่ เนื่องเพราะว่าแบ่งออกเป็นส่วน ๆ

    พวกเรามาทางส่วนตะวันออก ซึ่งเป็นสวนสัตว์และเป็นแหล่งผจญภัยในลักษณะของการเทร็กกิ้งก็ดี มีการนั่งลักษณะคล้ายกับกระเช้าสกีลอยฟ้า ตลอดจนกระทั่งเครื่องโยนชิงช้า ซึ่งถ้าหากว่าเป็นที่อื่นก็คือโยนนักท่องเที่ยวพ้นหน้าผาไปเลย แต่ด้วยความว่าที่นี่มีพื้นที่น้อย จึงแค่โยนให้พ้นรั้วออกไปเท่านั้น ซ้ำยังมีการปีนหน้าผา ซึ่งจำลองก้อนหินใหญ่มหึมา เสร็จแล้วก็จัดการผูกมัดนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี ให้ค่อย ๆ ไต่ ค่อย ๆ หย่อนตัวเองลงมาจนถึงพื้น ทุกขั้นตอนมีเจ้าหน้าที่ช่วยดูแลอย่างใกล้ชิดทั้งหมด
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,632
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,175
    ค่าพลัง:
    +26,963
    "หม่าม้า" ได้ส่งโทรศัพท์ของตนเองให้เจ้าหน้าที่ดูว่าได้จองตั๋วมาแล้ว เจ้าหน้าที่ชี้ไปที่คิวอาร์โค้ดด้านข้าง บอกว่าต้องสแกนคิวอาร์โค้ด แล้วลงทะเบียนใหม่อีกรอบหนึ่ง เพื่อให้ตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ปรากฏขึ้นในเครื่องก่อน "ลูกแม็ก" จึงรับเครื่องไปจัดการพิมพ์อย่างคล่องแคล่ว เนื่องเพราะว่าถนัดในการใช้ภาษาอังกฤษมากกว่าภาษาไทย พักใหญ่ ๆ ตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมคิวอาร์โค้ดก็ปรากฏขึ้น เมื่อเอาไปแปะกับเครื่อง ก็เปิดให้พวกเราผ่านเข้าไปทางด้านใน

    โซนที่เราเดินไปนั้น เป็นโซนของบรรดาสัตว์ต่าง ๆ เริ่มตั้งแต่นากกินปลาไปจนถึงตัวนิ่ม ซึ่งเราเรียกว่าตัวนิ่มบ้าง ตัวลิ่นบ้าง ความจริงก็มาจากภาษาพื้นเมืองของสิงคโปร์ที่เรียกว่า "ปังโกลิน" เราก็ไปตัดท้ายเรียกว่า "ลิ่น" เท่านั้นเอง..!

    แล้วยังมีตัวลีเมอร์ต่าง ๆ ด้วย เพิ่งจะเดินดูเจ้านากกินปลาไปได้บ่อเดียว ยังไม่ทันจะเห็นสัตว์อื่น ก็มาถึงบรรดาเครื่องที่มีลักษณะเหมือนอย่างกับกระเช้าสกี เรียงกันเป็นคู่ ๆ ชุดละ ๓ คู่ "หม่าม้า" จึงเข้าไปแสดงบัตร เพื่อให้พวกเราได้สิทธิ์ในการขึ้นไปนั่ง เจ้าหน้าที่กำชับกำชาเป็นนักหนาว่าให้รัดเข็มขัดให้ดี แล้วก็โยกคันล็อกด้านบนที่ลักษณะเหมือนอย่างกับคันล็อคของบุคคลที่เล่นรถไฟเหาะตีลังกาประมาณนั้น ลงมาล็อกตัวพวกเราเอาไว้ แล้วก็ปล่อยเครื่องให้เลื่อนไหล พาพวกเราไปตามจุดต่าง ๆ ภายในสวนด้านตะวันออกแห่งนี้

    มีเสียงบรรยายภาษาอังกฤษเป็นระยะ ๆ ว่า ตอนนี้เราผ่านส่วนของสัตว์อะไรบ้าง ? ซึ่งกระผม/อาตมภาพเห็นแค่หมูป่าแอฟริกัน ๑ ตัว แล้วก็มีลักษณะเหมือนอย่างกับละมั่งแอฟริกัน ๒ ตัว สัตว์อื่น ๆ ก็มองไม่เห็น ไม่ทราบเหมือนกันว่าตกใจที่อยู่ ๆ มีคนลอยมาบนหัว ก็เลยหลบเข้าที่พักหมดเลยหรือเปล่า ? แม้กระทั่งจระเข้น้ำเค็มขนาด ๖ เมตรที่เขาบรรยายก็ไม่ได้เห็น ยังบ่นกับ "ลูกแม็ก" ว่า "ไอ้เจ้าตัวนี้น่าจะไม่ใช่ ๖ เมตร แต่ตัวเท่าจิ้งจกมากกว่า จึงสามารถที่จะซ่อนตัวได้มิดชิดขนาดนี้..!"

    เมื่อครบรอบแล้ว พวกเราก็ต้องมารับของฝากทั้งหมด ซึ่งเจ้าหน้าที่บังคับฝากเอาไว้ แล้วพวกเราก็เข้าใจว่าทำไมต้องบังคับ ? เนื่องเพราะว่าถ้ามีโทรศัพท์หรือกล้อง ทุกคนก็จะต้องยกขึ้นมาถ่ายตลอดทาง ถึงเวลาเครื่องเร่งบ้าง กระตุกบ้าง รอจังหวะกระชากขึ้นที่สูงบ้าง ก็อาจจะทำให้ข้าวของพลัดตกหล่นลงไปข้างล่าง ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็น่าจะขี้เกียจตามลงไปเก็บในกรงสัตว์ ซึ่งไม่แน่ว่าตนเองจะเอาชีวิตรอดออกมาหรือเปล่า ?! จึงทำให้พวกเราหัวเราะเฮฮากัน ตรงที่ว่าเจ้าหน้าที่ก็คงจะเบื่อเต็มทีเกี่ยวกับงานแบบนี้ ก็เลยทำให้มีกฎเกณฑ์ที่ห้ามพวกเราเอาไว้อย่างเข้มงวดจริง ๆ..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,632
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,175
    ค่าพลัง:
    +26,963
    เมื่อออกมาถึงด้านนอก ก็มาดูเขาทั้งหลายที่เล่นเครื่องโยนตัวลักษณะชิงช้า เป็นชุด ๆ ชุดละ ๓ คน เจ้าหน้าที่ดูแลรู้สึกว่าจะเข้มงวดเป็นพิเศษ นอกจากจะต้องใส่เครื่องป้องกันอย่างเต็มที่แล้ว ยังจะต้องเซ็นชื่อรับรองว่า ถ้าหากเกิดอุบัติเหตุหรือว่าเสียชีวิตบาดเจ็บด้วยประการใดก็ตาม จะไม่เอาผิดกับทางสวน Rainforest แห่งนี้..! พวกเราดูเขาโยนคนออกไปกรี๊ดกร๊าดอยู่นอกรั้ว แล้วก็ปลิวกลับมา ซึ่งกว่าจะช้าลงพอที่จะรั้งให้หยุดได้ ก็แกว่งอยู่ถึง ๑๐ กว่ารอบทีเดียว คาดว่าถ้าหากไปนั่งก็คงโดนเหวี่ยงจนกระดูกลั่นอย่างแน่นอน..!

    บริเวณรอบ ๆ นั้นถ้ามีสัตว์อะไรบ้างก็จะมีรูปปั้นของสัตว์ชนิดนั้นอยู่ พวกเราอยากจะดู "เจ้าลิงกระรอก" หรือ "ลีเมอร์" แต่เล็งแล้วเล็งอีกก็ไม่เห็น เนื่องเพราะว่าฟ้าเริ่มมืดเข้ามา พวกเราเดินเลยออกมาทางด้านนอก คราวนี้ บรรดาสัตว์ต่าง ๆ เริ่มปรากฏโฉม ตั้งแต่เจ้า "ละมั่งยีราฟ" หรือตัว "โอกาปี" ซึ่งเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่หลงหูหลงตานักสัตวศาสตร์มาได้จนถึงยุคปัจจุบัน..!

    ทั้ง ๆ ที่ชาวพื้นเมืองรู้ว่ามีเจ้าตัวนี้อยู่ แต่กว่าที่พวกเราจะรู้ เวลาก็ล่วงเลยมาเป็นร้อย ๆ ปี ไอ้เจ้านี่ตอนแรกที่อยู่บนกระเช้าก็ไม่เห็นตัว แต่ว่าตอนนี้โผล่ก้นออกมาให้เห็น ยังไม่ทันไร "อากง" ก็เตะตูดมันจนกระทั่งออกมายืนอยู่ในที่แจ้ง..! กระผม/อาตมภาพบอกว่ากฎหมายทำร้ายสัตว์ของเมืองไทยดุมาก ไม่ทราบว่าที่นี่เป็นอย่างไร ? อีกฝ่ายหัวเราะ..หึ..หึ.. บอกว่า "ถ้าคิดว่าจะจับไปลงโทษได้ก็มาเลย..!" เจอคนแก่ท้าทายแบบนี้เข้า กระผม/อาตมภาพก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเหมือนกัน ?

    เดินเลยมาอีกหน่อยหนึ่ง เป็นกรงนกขนาดใหญ่ ซึ่งตั้งเสาขึ้นไปแล้วก็กางตาข่ายเหล็กกันเอาไว้ ตัวตาข่ายละเอียดจนแหงนมองขึ้นไปแทบจะมองไม่เห็นเลยทีเดียว ภายในนั้นมีทั้งนกกระทุง นกเป็ดน้ำ และสารพัดนกอีกหลายชนิดที่หน้าตาแปลก ๆ ดูแล้วไม่รู้จัก ส่วนบรรดาสัตว์ต่าง ๆ ที่ตอนแรกนั่งอยู่บนกระเช้าแล้วมองไม่เห็น ตอนนี้ก็พากันโผล่หน้าออกมา มีเจ้าหน้าที่มาเป่านกหวีดให้อาหารพอดี พวกเราก็เลยฉวยโอกาสถ่ายรูปตอนสัตว์ต่าง ๆ ออกมารับอาหารไว้

    ยังไม่ทันไร ทางเดินก็นำหลุดเข้าไปในป่าค่อนข้างทึบ โผล่ออกมาอีกที กลายเป็นภัตตาคาร กระผม/อาตมภาพเห็นว่าเป็นเวลา ๑๑.๑๐ น. แล้ว จึงบอกให้ "หม่าม้า" กับ "ลูกแม็ก" จัดการสั่งอาหารมาได้เลย อาหารที่สั่งมาวันนี้ ต่างคนต่างเลือกกันตามอัธยาศัย

    "หม่าม้า" สั่งสลัดผักปลาหมึกทอด "ลูกแม็ก" สั่งลักษณะเหมือนอย่างกับข้าวหมกแกะ แต่ว่าเขาแยกแกะออกมาต่างหาก กลายเป็นคนละถ้วย ส่วนกระผม/อาตมภาพนั้นสั่งสเต๊กเนื้อแกะไป เมื่อเจ้าหน้าที่ยกมาก็ตกใจ เพราะว่าจานใหญ่มาก จึงได้แบ่งมาครึ่งเดียว ส่งที่เหลือไปให้ "ลูกแม็ก" ที่ทำหน้าเบื่อโลกอยู่ อีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่สนใจ เพราะของตัวเองก็กินไม่หมดแล้ว ท้ายสุด "หม่าม้า" ก็เลยต้องเป็นกรรมการตัดสิน ด้วยการช่วยหั่นสเต๊กเป็นชิ้น ๆ แล้วส่งมาให้กระผม/อาตมภาพ หมายความว่าหั่นให้แล้ว หลวงพ่อโปรดฉันเสียดี ๆ ประมาณนั้น..! กลายเป็นว่าบุคคลที่กินมากที่สุดในมื้อนี้กลายเป็นกระผม/อาตมภาพเสียเอง..!"
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,632
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,175
    ค่าพลัง:
    +26,963
    หลังจากนั้นแล้ว ก็เดินมาทางป้ายที่เขียนว่าทางออก แล้วก็มาเจอว่ามีหมาป่าแอฟริกันตัวลายพร้อย ซึ่งตอนนี้ไม่ทราบว่านอนเซฟพลังหรืออย่างไร ? ตามมาด้วยเต่าแอฟริกันตัวใหญ่มหึมา ขนาดคนไปขี่บนหลังได้ แล้วก็บรรดากวาง จนกระทั่งมาถึงบ่อตะโขง ถึงได้เห็นว่าไอ้เจ้าจระเข้น้ำเค็มยาว ๖ เมตรนั้น ความจริงหลบบังตัวอยู่ข้างสวน ตอนนี้ทำลอยตัวนิ่ง มองหน้าพวกเราอยู่ ประมาณว่า "เอ็งอย่าพลาดตกลงมาก็แล้วกัน..!"

    พวกเราเดินออกมาจนกระทั่งถึงทางออก ซึ่งเป็นร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึก มีทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า พวงกุญแจ กระผม/อาตมภาพดูราคาแล้วก็ได้แต่กลืนน้ำลาย อย่างเช่นว่าชิ้นละ ๒๙ ดอลลาร์สิงคโปร์ คิดเป็นเงินไทยก็ต้องเอา ๒๕ คูณเข้าไป รู้สึกว่าพวงกุญแจอะไรจะแพงได้ขนาดนี้..?

    ออกมาถึงข้างนอกก็มีเจ้าหน้าที่มาสัมภาษณ์ ถามชื่อเสียงเรียงนาม สถานที่มา ตลอดจนกระทั่งอายุ แล้วก็ความยินดี ความพอใจ ต่อสิ่งที่ได้เห็นภายในสวนแห่งนี้ กระผม/อาตมภาพบอกว่า ในเมื่อเห็นแค่มุมเดียวก็ไม่สามารถที่จะตัดสินได้ แต่ขอชื่นชมว่ารัฐบาลสิงคโปร์สามารถสร้างสิ่งที่ไม่มีให้มีขึ้นมาได้ จนกระทั่งกลายเป็นแหล่งเที่ยวสำคัญแบบนี้ ต้องถือว่าเป็นรัฐบาลที่ทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง..!

    "ลูกแม็ก" บอกว่า "หลวงพ่อครับ รถมาถึงแล้วครับ" ไม่ทราบว่าไอ้ลูกชายไปกดเรียกรถมาตั้งแต่เมื่อไร ? พวกเราจึงต้องก้าวยาว ๆ ออกมาจนถึงสถานที่จอดรถแท็กซี่ มาถึงพอ ๆ กับรถที่เลี้ยวเข้ามาพอดี เมื่อขึ้นรถได้ก็ตรงกลับไปยังที่พักของเรา พูดง่าย ๆ ว่าในเมื่อมาพักผ่อน ก็ไม่ต้องเที่ยวอะไรมาก เน้นกินแล้วก็นอนประมาณนั้น..!

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันเสาร์ที่ ๑๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...