บทความให้กำลังใจ(มองเป็นเห็นธรรม)

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 8 พฤษภาคม 2017.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,857
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,467
    โยมถามพระตอบ ตอนที่ ๙
    พระไพศาล วิสาโล
    คำถามที่ ๑. กราบนมัสการพระอาจารย์ที่เคารพ หากต้องดูแลญาติผู้ใหญ่ที่ป่วย ซึ่งมีอาการคิดมาก จิตตก และมักจะคิดวนอยู่กับเรื่องเดิมๆ อยู่เสมอนั้น โยมควรจะมีวิธีดูแลผู้ป่วยและใจตนเองอย่างไรคะ เพราะยิ่งดูแลยิ่งรู้สึกหดหู่และจิตตกตามไปด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณพระอาจารย์เป็นอย่างยิ่งค่ะ

    ตอบ คุณควรพยายามชักนำให้เขากลับมาอยู่กับปัจจุบัน หันมาชื่นชมหรือยินดีกับสิ่งที่มีอยู่รอบตัว มองเห็นสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่กับตัว มีความสุขกับสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ในปัจจุบัน รวมทั้งชวนให้เขาระลึกถึงความดีที่เคยทำหรือสิ่งเขาภาคภูมิใจ

    เป็นธรรมดาของผู้ป่วย ใจมักจะลอยไปอดีตบ้าง ไหลไปอนาคตบ้าง เพราะนอนอยู่เฉย ๆ ไม่มีอะไรทำ จิตจึงฟุ้งซ่านได้ง่าย และมักหลงวนอยู่กับเรื่องเดิมที่ฝังใจ (ซึ่งมักเป็นเรื่องลบมากกว่าเรื่องบวก) ผู้ดูแลจึงควรหาเวลาสนทนาพูดคุยกับเขาอยู่เนือง ๆ หรือชวนให้ทำสิ่งที่เป็นกุศล เช่น สวดมนต์ ถ้าทำด้วยกันได้ก็จะดี อย่าปล่อยให้เขาทำคนเดียว วิธีนี้จะดีต่อผู้ดูแลด้วย เมื่อเขาเริ่มคุ้นเคยแล้ว ก็ชวนเขาทำสมาธิด้วยกัน แม้ ๕ นาทีก็ยังดี แต่ควรทำบ่อย ๆ เป็นกิจวัตร จะช่วยให้เขามีสติดีขึ้น

    ส่วนคุณเองก็ควรหมั่นดูใจตนเองบ้าง ดูแลผู้อื่นแล้ว อย่าลืมรักษาใจตนเองด้วย อย่าปล่อยใจจมอยู่กับอดีต/อนาคต หรืออารมณ์ที่เศร้าหมอง พยายามรู้ทันความคิดและอารมณ์ดังกล่าวให้รวดเร็ว แล้วพาใจกลับมาอยู่กับปัจจุบัน เวลาทำอะไร ใจก็อยู่กับสิ่งนั้น อย่าเพิ่งไปคิดถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง จะทำให้วิตกกังวลหรือเครียดได้ง่าย

    หากทำได้อย่าที่ว่ามา แม้จะเหนื่อยกาย แต่ใจไม่เหนื่อย แล้วอย่าลืมหาเวลาพักผ่อนหรือปลีกตัวจากการดูแลบ้าง จิตใจจะได้ผ่อนคลาย ที่สำคัญคือเมื่อถึงเวลาพักก็ควรพักจริง ๆ คือพักทั้งกายและใจ อย่าเอาเรื่องผู้ป่วยมาคิดให้เป็นกังวล วางเขาลงไปจากใจบ้าง โดยเฉพาะเวลาที่ไม่ได้อยู่ดูแลเขา

    ควรเตือนใจตนเองบ้าง ว่าหากเห็นว่าเขาไม่ควรคิดมากหรือวนอยู่กับเรื่องเดิม ๆ คุณก็ไม่ควรทำอย่างนั้นกับตนเอง

    คำถามที่ ๒. กราบนมัสการพระอาจารย์ไพศาลที่เคารพ ก่อนอื่นโยมกราบขออภัยหากคำถามนั้นไม่เหมาะสมค่ะ โยมอยากทราบว่าจะบาปไหมคะ หากนำหนังสือธรรมะเข้าไปอ่านระหว่างทำธุระในห้องน้ำ กราบขอบพระคุณพระอาจารย์เป็นอย่างยิ่งที่เมตตาชี้แนะค่ะ

    ตอบ คุณนำหนังสือธรรมะไปอ่าน ไม่ว่าในห้องพระ ห้องนอน หรือห้องน้ำ รวมทั้งไม่ว่าในท่าใด นั่ง ยืน หรือนอน หากทำด้วยความเคารพในธรรม เห็นคุณค่าของธรรม มีความใฝ่รู้ในธรรม ย่อมไม่เป็นบาป เพราะเป็นการกระทำด้วยจิตที่เป็นกุศล จะว่าไปแล้วการทำเช่นนั้นดีกว่าการปล่อยใจให้ฟุ้งซ่าน จนเป็นอกุศลหรือเกิดความทุกข์ (ซึ่งมักเกิดกับผู้คนเวลาทำกิจส่วนตัวในห้องน้ำ) การทำอะไรก็ตามเพื่อให้จิตเป็นกุศล เกิดสติและปัญญา ย่อมเป็นสิ่งดีทั้งนั้น ไม่ว่าอยู่ในสถานที่ใดเวลาใดก็ตาม

    คำถามที่ ๓. กราบนมัสการพระอาจารย์ไพศาลที่เคารพ หากที่บ้านทำธุรกิจที่ผิดศีล คือขายสุรา และหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องช่วยขายด้วยในบางครั้ง ผมไม่อยากขาย ไม่อยากผิดศีล แต่ก็ห้ามคนที่บ้านไม่ได้ ผมควรจะทำอย่างไรดีครับ หากคิดว่าสักแต่ขายตามหน้าที่ อย่างนี้จะได้ไหมครับ กราบขอบพระคุณพระอาจารย์มากครับ

    ตอบ หากคุณเลี่ยงไม่ได้ จำต้องขายเหล้าด้วยความจำเป็น ก็ควรทำด้วยใจที่ไม่ยินดี หรือไม่ดีใจที่มีเงินเข้าร้าน ขณะเดียวกันก็ควรหาทางช่วยเหลือทางบ้านให้ห่างไกลจากธุรกิจชนิดนี้เท่าที่จะทำได้ เช่น ชี้ให้เห็นโทษที่เกิดจากเหล้า ไม่ว่าโทษที่เกิดกับผู้ซื้อ(หรือผู้บริโภค) และโทษที่เกิดกับผู้ขาย รวมทั้งแนะนำทางเลือกที่ดีกว่าการขายเหล้า

    ผู้ค้าเหล้าจำนวนมากขายสินค้าชนิดนี้เพราะเห็นว่ารายได้ดี ทำกำไรได้มากกว่าสินค้าชนิดอื่น จำนวนไม่น้อย “เสพติด”กำไรที่ได้จากเหล้า จนถอนตัวได้ยาก ในกรณีเช่นนั้นควรใช้วิธีค่อย ๆ “ถอน” คือ ขายให้น้อยลง (หรือสั่งเข้าร้านให้น้อยลง) แล้วหาสินค้าหรือธุรกิจชนิดอื่นมาทดแทน หากมีความเพียร ทุ่มเทเวลาและสติปัญญาให้กับสินค้าหรือธุรกิจชนิดใหม่มากขึ้น ในที่สุดก็จะทำรายได้ทดแทนเหล้าได้ ถ้าคุณมีกำลังก็ลองหาสินค้าตัวใหม่มาเข้าร้าน หรือทำธุรกิจอย่างใหม่มาเสริม หากทำได้ดี จนครอบครัวของคุณเห็นว่าเป็นทางเลือกที่ดีกว่าหรือน่าสนใจกว่า ก็ง่ายที่เขาจะเลิกขายเหล้าและมาทำธุรกิจใหม่ดังกล่าว
    :- https://www.visalo.org/article/5000s15_2.html
     
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,857
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,467
  3. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,857
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,467
    อดทนต่อคำล่วงเกิน
    พระนางมาคันทิยาให้สินจ้างแก่ชาวนครทั้งหลายแล้วกล่าวว่า "ท่านทั้งหลายพร้อมกับพวกผู้ชายที่เป็นทาสและกรรมกร จงด่าจงบริภาษพระสมณโคดม ผู้เสด็จเที่ยวเข้ามาภายในพระนคร ให้หนีไป."

    พวกมิจฉาทิฏฐิผู้ไม่เลื่อมใสในพระรัตนตรัยได้ติดตามพระพุทธเจ้า ต่างตระโกนด่า

    "เจ้าเป็นโจร เจ้าเป็นคนพาล เจ้าเป็นคนหลง เจ้าเป็นอูฐ เจ้าเป็นโค เจ้าเป็นลา เจ้าเป็นสัตว์นรก เจ้าเป็นสัตว์ดิรัจฉาน สุคติไม่มีสำหรับเจ้า ทุคติเท่านั้นอันเจ้าพึงหวัง."

    พระอานนท์ได้กราบทูลคำนี้กะพระศาสดาว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชาวนครเหล่านี้ ย่อมด่า ย่อมบริภาษเราทั้งหลาย, เราทั้งหลายไปในที่อื่นจากพระนครนี้เถิด."

    พระศาสดา. ไปไหน อานนท์?
    พระอานนท์. สู่นครอื่น พระเจ้าข้า.

    พระศาสดา. เมื่อมนุษย์ทั้งหลายในที่นั้น ด่าอยู่ บริภาษอยู่, เราจักไปในที่ไหนอีก อานนท์?
    พระอานนท์. สู่นครอื่นแม้จากนครนั้น พระเจ้าข้า.

    พระศาสดา. เมื่อมนุษย์ในที่นั้น ด่าอยู่ บริภาษอยู่ เราทั้งหลายจักไปในที่ไหน (อีก) เล่า อานนท์?
    พระอานนท์. สู่นครอื่นแม้จากนครนั้น (อีก) พระเจ้าข้า.

    พระศาสดา. อานนท์ การทำอย่างนั้นไม่ควร อธิกรณ์เกิดขึ้นในที่ใด
    เมื่อมันสงบแล้วในนั้นนั่นแหละ การไปสู่ที่อื่นจึงควร, อานนท์ ก็เขาพวกไหนเล่า ย่อมด่า?

    พระอานนท์. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชนทั้งหมดจนกระทั่งทาสและกรรมกร ย่อมด่า.

    พระศาสดาตรัสว่า "อานนท์ เราเป็นเช่นกับช้างที่เข้าสู่สงคราม การอดทนต่อลูกศรที่แล่นมาจาก ๔ ทิศเป็นภาระของช้างที่เข้าสู่สงครามฉันใด, ชื่อว่าการอดทนถ้อยคำที่ชนทุศีลแม้มากกล่าวแล้ว เป็นภาระของเราฉันนั้นเหมือนกัน"

    เราจักอดกลั้นคำล่วงเกิน เหมือนช้างอดทนต่อลูกศร
    ที่ตกจากแล่งในสงครามฉะนั้น, เพราะชนเป็นอันมากเป็นผู้ทุศีล.
    ชนทั้งหลาย ย่อมนำสัตว์พาหนะที่ฝึกแล้วไปสู่ที่ประชุม
    พระราชาย่อมทรงสัตว์พาหนะที่ฝึกแล้ว, บุคคลผู้อดกลั้นคำล่วงเกินได้ ฝึก (ตน) แล้ว
    เป็นผู้ประเสริฐในมนุษย์ทั้งหลาย, ม้าอัสดร ๑ ม้าสินธพผู้อาชาไนย ๑ ช้างใหญ่ชนิดกุญชร ๑
    ที่ฝึกแล้วย่อมเป็นสัตว์ประเสริฐ แต่บุคคลที่มีตนฝึกแล้วย่อมประเสริฐกว่า (สัตว์พิเศษนั้น).
    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=47074

     
  4. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,857
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,467
    "เข้าใจว่าตนดี นั่นคือมานะเกิด"

    "ผู้ใดเข้าใจว่าตนดีแล้ว" นั่นยังไม่ทันดี ถ้าหากเข้าใจว่าดีแล้ว "คนนั้นเรียกว่ามานะเกิดขึ้นแล้ว" อย่างพระสารีบุตรเทศน์ให้ พระโมคคัลลานะ ท่านบอกว่า "ท่านถือว่าท่านมีฤทธิ์เดชมีปฏิหาริย์ อันนั้นเรียกว่า มานะ" คือเกิดบรรลุวิเศษวิโส "ครั้นท่านถือว่า รู้รอบหมดทุกสิ่งทุกอย่างอันนั้นคือ ทิฏฐิ ท่านจงละทิฏฐิ มานะนั้นเสีย" แล้วจะอยู่เป็นสุข ลองดู

    "ท่านวิเศษวิโสถึงขนาดนั้น มีฤทธิ์ปาฏิหาริย์ มีอำนาจปาฏิหาริย์เหาะเหินเดินอากาศได้ ดำดินบินบนได้ ก็เป็นจริงอย่างนั้น" ท่านเป็นจริงอย่างนั้นจริง ๆ "แต่หากว่าถืออันนั้นแล้ว มันเป็นมานะ เป็นทิฏฐิในตัว ละทิฏฐิมานะนั้นแล้ว" นั่นละจะอยู่เย็นเป็นสุข .. "

    "วิธีชำระจิต"
    (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)
    :- https://www.dhammathai.org/monktalk/dbview.php?No=3538
     
  5. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,857
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,467
    โยมถามพระตอบ : ตอนที่ ๕
    พระไพศาล วิสาโล
    คำถามที่ ๑. กราบนมัสการพระอาจารย์ไพศาลครับ ผมมีข้อสงสัยในการปฏิบัติว่า ในการเจริญสติในชีวิตประจำวัน เวลาที่ทำอะไรอยู่เราก็ให้มีสติรู้อยู่กับสิ่งนั้น อย่างนี้เวลาที่เราต้องทำงานที่ใช้ความคิด เวลานั้น เราจะมารู้สึกตัวอย่างไรดีครับ เพราะเวลาที่ต้องใช้ความคิดเรื่องงาน หรือเรื่องต่างๆ ผมสังเกตว่า เวลานั้นผมจะเข้าไปอยู่ในความคิดเต็มที่ ไม่เห็นตัวเองเลยครับ

    ตอบ เวลาทำงานที่ต้องใช้ความคิด ก็ควรคิดอย่างมีสติ เมื่อเผลอคิดไปเรื่องอื่น ก็ให้มีสติรู้ทัน พาใจกลับมาคิดในเรื่องที่เป็นปัจจุบัน หรือหากคิดจนเกิดความเครียด ก็ให้รู้ตัวว่ากำลังเครียด จะได้หยุดพักหรือผ่อนคลายกายและใจสักครู่ก่อนจะทำงานต่อ สติยังช่วยให้ไม่หมกมุ่นกับงานจนลืมเวลากินเวลานอนหรือลืมกิจอื่นที่มีนัดหมายเอาไว้ อันที่จริงเวลาทำงานใดก็ตามควรกลับมารับรู้กาย เช่น ลมหายใจเข้าออก เป็นระยะ ๆ ใจจะได้ไม่ถลำเข้าไปในงานจนลืมตัว

    คำถามที่ ๒. พี่ชายและเพื่อนของหนูมีมิจฉาทิฏฐิอย่างมากเลยค่ะ พี่ชายไม่เชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีจริง ซ้ำยังพูดว่าพระพุทธประวัติทั้งหลายเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของปาฏิหาริย์ต่างๆ ที่พิสูจน์ไม่ได้ ไม่เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม บอกว่าการเกิดมาต่างกันเป็นเรื่องของความบังเอิญ และเสื่อมศรัทธาในพระศาสนาอย่างรุนแรงจากการเห็นข่าวของพระสงฆ์ที่ประพฤติไม่สมควร ไม่ทราบว่า เราจะพูดหรือทำอย่างไรให้คนใกล้ตัวมีสัมมาทิฐฐิได้ หรือหนูควรจะปล่อยไปดีคะ

    ตอบ ถึงแม้เขาไม่เชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีจริง หรือคิดว่าพุทธประวัติเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น แต่หากเขามีคุณธรรม เชื่อในคุณงามความดี ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ก็เป็นสิ่งที่คุณน่าจะรับได้ ไม่ควรปริวิตกหรือมองว่าเป็นเรื่องเลวร้าย ท่าที่ที่คุณควรมีต่อเขาคือ มีความเมตตากรุณา อย่ารังเกียจหรือโกรธเคืองเขาที่เขาคิดต่างจากคุณ สนับสนุนและชื่นชมยินดีเมื่อเขาทำความดี เมตตากรุณาและความสงบเย็นมั่นคงของคุณจะเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงคุณค่าของพุทธศาสนาที่ดีที่สุด ไม่ใช่การโต้เถียงกับเขาจนหัวเสียหรือโกรธเคืองเขา หากว่าในวันข้างหน้าเขาประสบทุกข์ หาทางออกไม่เจอ ก็อย่านิ่งดูดาย ก็ควรแนะนำให้เขารู้จักวิธีแก้ทุกข์ตามแนวทางของพุทธศาสนา เช่น การทำสมาธิ หากเขาสนใจและปฏิบัติตามจนเห็นผล ศรัทธาในพุทธศาสนาหรือคำสอนของพระพุทธเจ้าก็จะบังเกิดแก่เขาเอง

    จะว่าไปแล้วมองในแง่ของพุทธศาสนา การเชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีจริงหรือไม่ ไม่สำคัญเท่ากับการทำความดีหรือการมีคุณธรรมประจำใจ รวมถึงการเข้าใจสัจธรรมของชีวิต แทนที่คุณจะพยายามโน้มน้าวให้เขาเชื่อในพุทธประวัติ จะดีกว่าหากคุณชักชวนให้เขาลองปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ หากเขาลองปฏิบัติดูในที่สุดก็จะเห็นได้เองว่าพระธรรมนั้นมีคุณค่า สามารถแก้ทุกข์ หรือช่วยให้จิตใจเป็นสุข ชีวิตมีความเจริญงอกงาม ถึงตอนนั้นเขาก็จะเกิดศรัทธาในพระพุทธองค์ไปเอง

    คำถามที่ ๓. เมื่อก่อนผมเป็นคนเกเร และคบเพื่อนเกเรอยู่มาก ตอนนี้พอผมหันมาปฏิบัติธรรม จึงถูกเพื่อนๆ ในกลุ่มแอนตี้ เวลาชวนมาปฏิบัติธรรมก็ถูกด่า จะคล้อยตามก็ไม่สมควร จะเลิกคบก็เสียดายมิตรภาพ ผมควรจะทำอย่างไรดีครับ กราบขอพระอาจารย์เมตตาชี้แนะครับ

    ตอบ หากเพื่อนของคุณยังไม่สนใจการปฏิบัติธรรม คุณก็อย่าเพิ่งชวนเขา ควรทำแต่ผู้เดียวไปก่อน ขณะเดียวกันก็อย่าหวั่นไหวกับคำต่อว่าของเขา ให้ถือว่าคำพูดดังกล่าวเป็นการบ้านที่ช่วยฝึกใจของคุณให้เข้มแข็ง ไม่หวั่นไหวไปกับโลกธรรม (สรรเสริญ หรือนินทา) แม้ว่าความตั้งใจใฝ่ธรรมของคุณจะทำให้เหินห่างจากเพื่อนไปบ้าง ก็อย่าเสียใจ ขอให้ตระหนักว่ามิตรภาพที่แท้จริงนั้นไม่ได้เกิดจากการเฮโลทำอะไรเหมือน ๆ กัน (โดยเฉพาะทำชั่วเหมือนกัน) แต่เกิดจากความจริงใจ ซื่อตรงและความปรารถนาดีต่อกัน ตราบใดที่คุณยังมีความจริงใจ ซื่อตรง และปรารถนาดีต่อเพื่อน เพื่อนที่แท้จริงย่อมมองเห็นและนับถือคุณเป็นเพื่อนต่อไป รวมทั้งพร้อมให้อิสระแก่คุณในการทำสิ่งที่คุณเห็นว่าสำคัญ

    จำเพาะเพื่อนเทียมเท่านั้นที่ไม่เห็นความสำคัญของความจริงใจ ซื่อตรง และปรารถนาดีที่คุณมีต่อเขา ในกรณีเช่นนั้นหากเขาจะทำตัวเหินห่างจากคุณหรือถึงกับเลิกคบคุณไป ก็นับว่าเป็นเรื่องดีสำหรับคุณ อย่าลืมว่า มงคลสูงสุดข้อแรกที่พระพุทธเจ้าทรงสอนก็คือ การไม่คบคนพาล หากมีเพื่อนที่เป็นพาลชน ก็อย่าคบเลย อยู่คนเดียวยังจะดีเสียกว่า ขอให้ระลึกว่าแม้ไม่มีใครเลย คุณก็ยังมีเพื่อนอยู่ นั่นคือตัวคุณ ถ้าคุณรู้จักเป็นมิตรกับตัวเองแล้ว อยู่ที่ไหนก็ไม่เหงา ทำอะไรก็มีความสุขอยู่เสมอ
    :- https://www.visalo.org/article/5000s10.html

     
  6. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,857
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,467
  7. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,857
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,467
    ฟังพระเล่ามา ห้ามขำคนเดียว
    ถ้าตอนใส่บาตรแล้วที่ยืนสกปรกมาก จะต้องถอดรองเท้าใส่บาตรด้วยหรือไม่ ?
    “พระไม่ฉันรองเท้านะโยม”...ไม่ต้องเอารองเท้าใส่มานะ.....

    ------------------------------------------------

    พระนอนไม่หลับ เลยไปหาหมอใหม่จบมาจากเมืองนอก
    หมอ: เป็นอะไรครับ
    พระ : จำวัดไม่ได้จ๊ะโยมหมอ

    หมอ: (ทำหน้างง) แล้วจะกลับวัดยังไง
    พระ: (ทำหน้างงด้วย) มามอไซรับจ้างก็ต้องกลับมอไซนะโยม

    หมอ: (ทำหน้าง๊งงง) แล้วมอไซรับจ้างจำวัดได้เหรอ
    พระ: (ทำหน้าง๊งงงด้วย) มอไซรับจ้างจำวัดไม่ได้หรอกโยม มีแต่พระที่จำวัดได้

    หมอ: (ทำหน้างงง๊งงง) อ้าวไหนบอกว่าจำวัดไม่ได้ไง
    พระ : !=-+#@ %^&*( +๐"ฯ, ?


    จำวัดเป็นภาษาพระแปลว่านอน.........................

    หมอ: อ๋ออออออออออออออออออออออออออ

    ญาติโยมหลายท่านมักถามว่า "ท่านบวชเรียนมาตั้งแต่อายุยังน้อย อยู่ในเพศบรรพชิตมามากกว่าครึ่งชีวิต มีโอกาสสัมผัสชีวิตฆราวาสไม่มากนัก แล้วเอาข้อมูลวัตถุดิบหรือมุกมาจากไหนหนักหนา"

    อาตมาก็ตอบว่า หลักๆเลยก็คือ การอ่าน นอกจากนั้นก็หนัง ละครที่ญาติโยมดูกันนั่นแหละ พอตอบออกไปอย่างนี้ โยมก็สวนกลับทันที "ไม่ผิดข้อห้ามหรือท่าน"

    อาตมาก็จะอธิบา ยไปว่า ดูเพื่อให้เท่าทันกิเลสจะได้สกัดมันถูก และที่สำคัญหากอาตมาไม่รู้หรือไม่เข้าใจ ตลอดจนไม่เท่าทันเรื่องราวทางโลก และจะมาบรรยายธรรมให้ญาติโยมรู้สึกอินกันได้อย่างไร ซึ่งนอกจากการอ่าน การดูและการฟังแล้ว หลายวัตถุดิบที่นำมาสร้างเป็นมุกฮาก็ได้มาจากการพูดคุยกับเหล่าโยมๆนี่แหละ

    อย่างวันหนึ่งระหว่างที่อาตมากำลังฉันเพลอยู่ก็มีโยมท่านหนึ่งโทร.มา
    "พระอาจารย์เหรอคะ นี่อาตมาเองนะคะ"
    "หา อะไรนะ"
    "พระอาจารย์เหรอคะ นี่อาตมาเองค่ะ"
    "ถ้าโยมแทนตัวว่าอาตมา แล้วอาตมาจะแทนตัวอาตมาว่าอะไร"
    "อ๋อ ขอโทษค่ะ"
    หลังจากนั้นก็คุยธุระกันจนจบ อาตมาก็กล่าวว่า "เจริญพร"
    "ค่ะ เจริญพรเช่นกัน"
    แน่ะ มีอวยพรให้พระด้วย

    ข้างต้นก็คือ สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยๆระหว่างพูดคุยกับเหล่าญาติโยม จนถือว่าเป็นเรื่องปกติสำหรับอาตมาไปแล้ว หรืออย่างก่อนหน้านี้มีโยมผู้หญิงคนหนึ่ง เดินถือสังฆทานมาอย่างมาดมั่น พอเข้ามาในกุฏิแล้ว เธอก็มุ่งตรงไปที่พระบวชใหม่รูปหนึ่งทันที
    "ถวายสังฆทานค่ะ"

    พระบวชใหม่ด้วยความที่ยังจำบทสวดต่างๆ ไม่ค่อยคล่องนัก จึงหยิบหนังสือขึ้นมาดู
    "ไม่ต้องค่ะ" โยมผู้หญิงคนนั้นกล่าวอย่างหนักแน่นตามสไตล์สาวมั่น
    "ดิฉันท่องได้ค่ะ เพราะคุณยายพาเข้าวัดตั้งแต่เด็กๆ" เธอพนมมือขึ้น ก่อนกล่าวว่า

    "อิมานิ มะยัง ภันเต สะปะริวารานิ คิกขุ สังโฆ" (ที่ถูกต้องจะต้องเป็น ภิกขุ สังโฆ)

    พระบวชใหม่มีสีหน้างุนงง ก่อนหันมาถามอาตมา "คิกขุสังโฆ นี่มันฟังทะแม่งๆ
    นะหลวงพี่"

    อาตมาเกรงว่าโยมผู้นั้นจะหน้าแตก ก็เลยตอบไปว่า "คิกขุ แปลว่า น่ารัก

    สังโฆ แปลว่า สงฆ์ คิกขุสังโฆ ก็คือ แด่พระสงฆ์ผู้น่ารัก" เท่านั้นแหละ
    พระใหม่รูปนั้นนั่งยืดทั้งวันเลย

    แต่ก็มีบางกรณีที่การพูดผิดของคุณโยมทำให้อาตมาแทบจะสำลัก อย่างเมื่อเร็วๆนี้ มีโยมท่านหนึ่งโทรศัพท์มา "หลวงพี่ขา ขอเรียนเชิญนิมนต์ค่ะ"
    "ไปไหนล่ะโยม" "ไปมรณภาพที่บ้านน่ะค่ะ"

    โห นิมนต์พระไปตายถึงที่บ้านเลย อาตมาจึงบอกไปว่า ถ้านิมนต์ไปงานศพไปให้ได้ แต่ถ้าเชิญไปมรณภาพนี่ ช่วงนี้อาตมาไม่ว่างจริงๆ ขอตัวเถอะนะโยม

    จากตัวอย่างข้างต้น คุณโยมอาจจะเห็นเป็นเรื่องขบขัน แต่มันก็สะท้อนให้เห็นความห่างเหินระหว่างคนกับวัดได้ในระดับหนึ่ง ปัจจุบันนี้คนจะนึกถึงวัดในกรณีพิเศษ เท่านั้น เช่นงานบวช งานศพ

    ต่างกับสมัยก่อนที่วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน ฆราวาสกับพระจึงสนทนากันไหลลื่น
    ไม่มีคำแปลกๆ หรือผิดที่ผิดทางออกมาให้พระสดุ้งแต่อย่างใด ซึ่งถ้าพูดถึงศัพท์
    แสงที่แสลงใจแล้ว ตอนไปบิณฑบาตอาตมาจะเจอบ่อยมาก เช่นมีอยู่

    ครั้งหนึ่งระหว่างที่กำลังเดินๆอยู่ ก็ได้ยินเสียงใสๆ แว่วขึ้นมา
    "แม่ๆ พระมาขอข้าว"
    "มาเยอะไหมลูก" "มา 2 อัน"
    โห เรียกอย่างกับชิ้นส่วนรถยนต์ นี่ถ้ามาเยอะๆไม่เรียกเป็นฝูงเลยเหรอ

    ดังนั้นเวลาไปบรรยายธรรมให้นักเรียนฟังอาตมาจะนำเรื่องนี้ไปสอดแทรกเพื่อสอนเด็กๆด้วย

    "ถ้าพระกิน เรียก ฉัน"
    " พระนอน เรียก จำวัด" (บางคนเรียกขี้เกียจเป็นพระนอนไม่ได้)
    " พระป่วย เรียก อาพาธ"
    " พระตาย เรียก มรณภาพ" (ไม่ใช่เรียกป่อเต็กตึ๊งนะ)
    " แล้วพระอาบน้ำล่ะ เรียกอะไรเอ่ย" คราวนี้อาตมาถามให้เด็กๆ ตอบบ้าง
    "เรียกคนมาดู"

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=33396
     
  8. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,857
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,467
    คนขี้ลืม
    มีชายคนหนึ่งเป็นคนขี้ลืม ขี้ลืมจริงๆ เรื่องอะไรจำได้ประเดี๋ยวเดียว
    แล้วก็ลืมหมดเขาจะทำอะไรไม่ได้เลย

    วันหนึ่งชายขี้ลืมคนนี้ถือมีดเข้าไปในป่าเพื่อจะไปตัดต้นไม้
    เดินทางไปได้สักพักหนึ่ง เกิดปวดอุจจาระ จึงเอามีดฟัดติดกับต้นไม้ไว้
    แล้วก็หาที่หลบไปถ่ายอุจจาระ

    พอถ่ายอุจจาระเสร็จก็เดินออกมา เห็นมีดเล่มหนึ่งอยู่ที่ต้นไม้
    เขาลืมไปว่าเป็นมีดของตัวเอง

    เขาดีใจมากจึงรีบวิ่งไปคว้ามีดมาถือไว้ แล้วจับมีดชูขึ้นพลางเต้นไปรอบๆ
    แล้วพูดว่า “วันนี้โชคดีแต่เช้าเลยมีดของใครก็ไม่รู้ยังใหม่อยู่
    ลับเอาไว้คมกริบทีเดียวเจ้าของมีดนี้แย่มาก ของดีๆ อย่างนี้มาลืมไว้ได้
    อ้ายคนไม่รู้จักรักษาของ คนอย่างนี้ทำมาหากิน อะไรมีแต่จะล่มจม”

    เผอิญเขาเดินไปเหยียบเอาอุจจาระที่ตนเองถ่ายไว้เมื่อครู่นี้เข้า
    ลืมว่าเป็นของตัวเองจึงตะโกนด่าขึ้นว่า

    “อ้ายคนอุบาทว์ที่ไหนมาถ่ายไว้ได้ ที่ทั้งป่ากว้างใหญ่มาทำโสโครก
    เอาไว้ตรงนี้เอง อ้ายมนุษย์อัปรีย์”

    ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

    ขึ้นชื่อว่าคนขี้ลืมแล้ว มักจะลืมได้ทุกอย่าง ฉะนั้นจงทำอะไรด้วยความมีสติเสมอ
    (จากนิทานพื้นบ้านชุด ขำขัน)

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=20458
     
  9. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,857
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,467
    แม้จริง แต่ไม่มีประโยชน์ : คำที่ไม่ควรพูด
    เผยแพร่: 27 มิ.ย. 2554 16:55
    27 มิ.ย. 2554 16:55 โดย: สามารถ มังสัง

    “ตถาคต ก็ฉันนั้น เหมือนกัน ทราบว่า

    วาจาใดไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจของคนอื่น ก็ไม่กล่าววาจานั้น

    คำใดจริงแท้ ประกอบด้วยประโยชน์ และไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจของคนอื่น ตถาคตย่อมรู้กาลที่จะกล่าวคำนั้น

    คำใดไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และเป็นที่รัก เป็นที่พอใจของคนอื่น ตถาคตก็ไม่กล่าวคำนั้น

    คำใดจริงแท้ ประกอบด้วยประโยชน์ และเป็นที่รัก เป็นที่พอใจของคนอื่น ตถาคตย่อมรู้กาลที่จะกล่าววาจานั้น ทั้งนี้เพราะตถาคตมีความอนุเคราะห์ในสัตว์ทั้งหลาย”

    พุทธพจน์ดังกล่าวข้างต้น เป็นคำสอนในลักษณะอุปมาอุปไมยแก่อภัยราชกุมาร ซึ่งปรากฏในอภัยราชกุมารสูตรในพระไตรปิฎก เล่มที่ 13 มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ โดยมีเนื้อความโดยย่อดังนี้

    สมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ เวฬุวนารามใกล้กรุงราชคฤห์ อภัยราชกุมารได้ไปหานิครนถนาฏบุตร และได้รับการชักชวนเสี้ยมสอนให้ไปยกวาทะ (โต้คารม) กับพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับการกล่าววาจา ด้วยการถามปัญหาสองเงื่อน ซึ่งนิครนถ์อ้างว่า ถ้าถามปัญหาเช่นนี้แล้ว จะทำให้สมณโคดมกลืนไม่เข้า คายไม่ออก เหมือนมีกระจับเหล็กติดอยู่ในลำคอ โดยให้ถามว่า พระตถาคตตรัสพระวาจาอันไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจของคนอื่นหรือไม่ ถ้าตอบว่ากล่าวก็จะย้อนได้ว่า ท่านกับปุถุชนจะต่างอะไรกัน เพราะปุถุชนก็กล่าววาจาเช่นนั้น ถ้าตอบว่าไม่ ก็จะย้อนได้ว่า เหตุไฉนจึงกล่าวว่าพระเทวทัตอย่างรุนแรง จนพระเทวทัตโกรธไม่พอใจ

    อภัยราชกุมารได้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า มองดูดวงอาทิตย์ เห็นว่ายังไม่ใช่เวลาอันสมควรที่จะยกวาทะ จึงได้นิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยภิกษุรูปอื่นอีก 3 รูปไปฉันในวันรุ่งขึ้น

    ครั้นถึงวันรุ่งขึ้น เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จถึงสถานที่นิมนต์ และฉันเสร็จแล้ว อภัยราชกุมารได้ทูลถามว่า พระตถาคตตรัสพระวาจาอันไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจของคนอื่นหรือไม่ ตรัสว่า ข้อนี้มิใช่ปัญหาที่พึงตอบโดยแง่เดียว

    พอตรัสตอบเท่านี้ อภัยราชกุมารกราบทูลว่า ข้อนี้นิครนถ์ฉิบหายแล้ว พร้อมทั้งได้เล่าความจริงทุกประการที่นิครนถนาฏบุตรให้มาไต่ถามทุกประการ พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสถามว่า เด็กที่อมเอาไม้หรือกระเบื้องเข้าไปในปากเพราะความพลั้งเผลอของท่านหรือแม่นม ท่านจะทำอย่างไร กราบทูลว่า ถ้านำออกในเบื้องแรกไม่ได้ ก็ต้องประคองศีรษะด้วยมือซ้าย งอนิ้วเอาของออกด้วยมือขวา แม้พร้อมด้วยโลหิตด้วย (ก็ต้องทำ) เพราะมีความอนุเคราะห์ในเด็ก พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ตถาคตก็ฉันนั้นเหมือนกัน และตามด้วยข้อความที่กล่าวข้างต้น เป็นเชิงเปรียบเทียบ

    จากพุทธพจน์ข้างต้น จะเห็นได้ว่าสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ข้อ และมี 2 ประเด็น โดยแบ่งเป็นข้อที่ตถาคตไม่ตรัส 2 และตรัสตามกาลอันควร 2 กล่าวคือ ข้อที่ว่า วาจาใดไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจของคนอื่น และข้อที่ว่า คำใดไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ หรือจริงแท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แต่เป็นที่รัก เป็นที่พอใจของคนอื่น

    ทั้งสองประการนี้ ตถาคตไม่ตรัส

    ส่วนประเด็นที่ตถาคตตรัส แต่ต้องประกอบด้วยกาลอันควรมีสองประเด็นเช่นกัน คือ ข้อที่ว่า คำใด จริงแท้ ประกอบด้วยประโยชน์ และไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจของคนอื่น และข้อที่ว่า คำใดจริงแท้ ประกอบด้วยประโยชน์ และเป็นที่รัก เป็นที่พอใจของคนอื่น

    ทั้งสองประการนี้ ตถาคตย่อมตรัส แต่ขึ้นอยู่กับกาลเวลา และความอนุเคราะห์ในหมู่สัตว์เป็นเงื่อนไขในการตรัส

    โดยสรุป จะตรัสคำที่เป็นจริง มีประโยชน์ ถึงแม้จะไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจ ก็ตรัส เพียงแต่ต้องมีกาลอันเหมาะสม และความอนุเคราะห์เป็นหลักยึดเท่านั้น ส่วนความเป็นที่รัก เป็นที่พอใจ มิใช่สาระสำคัญแต่ประการใด

    จากเงื่อนไขในการตรัส และไม่ตรัสคำใดดังกล่าวแล้ว จะเห็นได้ว่ายึดการมีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ของคนอื่นเป็นหลัก จึงเป็นคำสอนที่ทันสมัยตลอดกาล และก่อให้เกิดประโยชน์ในทุกวงการ และน่าจะมากที่สุดในวงการของบุคคลที่เป็นผู้นำทางสังคม และการปกครองที่ต้องใช้วาจาเป็นเครื่องโน้มน้าวผู้อื่นให้เดินตาม แม้กระทั่งนักการเมืองก็ไม่เว้นที่จะหลุดพ้น ไม่ต้องทำตามคำสอนข้อนี้


    ทำไมการพูดความจริง และประกอบด้วยประโยชน์ จึงต้องรู้จักกาลเวลา และความมีเมตตาธรรม

    เกี่ยวกับประเด็นนี้ ท่านผู้อ่านมองเห็นได้ไม่ยาก เพียงแต่ท่านถามตัวท่านเองว่า อยากฟังเรื่องที่ไม่จริงไหม คำตอบที่ได้รับจะออกมาทำนองเดียวกันว่าไม่ และลองถามต่อว่า แม้จะเป็นเรื่องจริง แต่ไม่มีประโยชน์ อยากฟังไหมคำตอบจะออกมาตรงกันว่าไม่ และลองถามคำถามสุดท้ายว่า ถึงแม้จะเป็นความจริง มีประโยชน์ ถ้าผู้พูดนำมาพูดในเวลาที่ท่านไม่อยากฟัง และพูดด้วยลักษณะทำนองเหยียดหยาม ท่านจะฟังไหม คำตอบก็ออกมาในทำนองเดียวกันว่าไม่

    เมื่อท่านไม่อยากฟัง และคนพูดยังอยากพูดให้ท่านฟัง ท่านจะรู้สึกอย่างไร คำตอบที่ได้คงหนีไม่พ้นว่า เบื่อหน่าย และรำคาญ หงุดหงิด อันเป็นลักษณะของการมีโทสะนั่นเอง

    เมื่อเป็นลักษณะนี้ก็พออนุมานได้ว่า คำพูดที่ไม่จริง หรือจริงแต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ประกอบกับผู้พูดไม่มีจิตเมตตาในการพูด คงจะได้รับการตอบโต้ในทางลบจากผู้ฟัง และในบางรายถ้ายังพูดในสิ่งที่คนฟังเบื่อหน่ายรำคาญบ่อยๆ อาจได้รับคำด่าทอหรือประชดประชันจากผู้ฟังเป็นการตอบโต้ได้ และที่ยิ่งไปกว่านี้ ถ้าคำพูดที่ไม่จริง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ใครคนใดคนหนึ่ง บ่อยเข้าและรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นเลยขีดความอดทน ผู้พูดอาจได้รับอันตรายจากการพูดในทำนองนี้ได้ หรือที่เรียกว่า โอษฐภัย หรือภัยอันเกิดจากการพูดนั่นเอง

    และวันนี้ เวลานี้ คนที่ควรระวังเกี่ยวกับการพูดมากที่สุดในสังคมไทยก็คือ นักการเมือง และคนฟังที่เลือกข้างทางการเมืองข้างใดข้างหนึ่ง ควรอย่างยิ่งจะได้ยึดแนวทางการพูด และไม่พูดดังกล่าวแล้วข้างต้นเพื่อประโยชน์อันเป็นปัจเจกของตัวเอง และของพรรคที่ตนสังกัด เพราะถ้าขืนพูดแบบกลอนพาไปในทุกเรื่อง หรือแม้กระทั่งในบางเรื่อง แต่เป็นบางเรื่องที่สำคัญและทำให้คนอื่นไม่พอใจ ก็เกิดอันตรายทั้งแก่ตนเอง และพรรคที่สังกัดได้เช่นกัน

    จริงอยู่ ในการปราศรัยทางการเมืองในบางครั้งยากที่จะแยกออกได้ว่าเรื่องมีประโยชน์ และไม่มีประโยชน์ ไม่ต้องพูดถึงว่าจริงหรือไม่จริง ซึ่งยากกว่าที่จะบอกว่ามีประโยชน์ จากคำพูดในการปราศรัยหาเสียงทางการเมืองที่มุ่งตอบโต้คู่แข่ง และมุ่งโน้มน้าวให้ประชาชนเชื่อและเลือกตัวเอง เป็นการยากที่นักการเมืองจะมีเวลาคิด และไตร่ตรองหาเหตุผลว่าสิ่งใดควรพูด และไม่ควรพูด จึงทำให้นักการเมืองหรือแม้กระทั่งกองเชียร์นักการเมืองที่ยืนคนละข้าง จะละเว้นไม่พูดในทำนองกระทบกระเทียบผู้อื่น และเมื่อมีการกระทบกระเทียบก็หนีไม่พ้นการปะทะคารม และเอาชนะกันด้วยวาจา อันเป็นบ่อเกิดแห่งความแตกแยกเพิ่มขึ้น และเมื่อเป็นเช่นนี้นโยบายปรองดองจะเกิดขึ้นได้จริงหรือ

    :- https://mgronline.com/daily/detail/9540000078450#google_vignette
     
  10. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,857
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,467
    2244.jpg
    "ความโกรธคือความไม่ดีของตน"

    (สมเด็จพระสังฆราชเจ้า)
    "ความโกรธไม่ดีเลย" และไม่ใช่ความโกรธของผู้อื่นเท่านั้นที่ไม่ดี ความโกรธของตนเองก็ไม่ดีและสำหรับตนเอง ความโกรธของผู้อื่น แม้ไม่ดีเพียงไร "ความโกรธของตนเองยิ่งไม่ดีกว่ามากมายนัก" เป็นโทษกว่ามากมายนักแน่นอน

    แต่พากันคิดผิดเข้าใจผิดไปเสียหมด เวลาตนเองโกรธจึงลืมคิดไปว่าเป็นความไม่ดี "เพราะไปมุ่งเพ่งเล็งปรุงแต่งไปว่าเขาทำอย่างนั้น เขาพูดอย่างนั้น ซึ่งล้วนทำให้เราเกิดความโกรธ" เป็นความผิดความไม่ดีของเขา พุ่งความคิดไปโทษผู้อื่นจนไม่มีความคิดหลงเหลือให้เห็นความโกรธในตนเอง

    จึงลืมคิดไปด้วยว่า "ความโกรธของตนก็คือความไม่ดีของตน" และลืมคิดให้รู้แก่ใจว่า ความโกรธที่เกิดแก่ตนทุกครั้งไป ไม่ใช่ความไม่ดีของผู้ใดอื่น แต่เป็นความไม่ดีของตนเองแน่นอน ใคร่ขอให้จำไว้ให้มั่นว่า "ความโกรธไม่มีคุณมีแต่โทษ" ใครโกรธคนนั้นมีความไม่ดีเกิด เสมอไป .. "

    "แสงส่องใจ ๒๕๔๕"
    สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร

    :- https://www.dhammathai.org/monktalk/dbview.php?No=2244
     
  11. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,857
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,467
    มองเป็นเห็นธรรม : วิธีผูกไมตรี ครองใจคน ให้เป็นผลสำเร็จ จดหมายจากพ่อถึงลูก ฉบับที่ 9
    3 ก.ย. 2556 14:09

    เงินที่ลูกฝากมาให้แม่เพื่อทำบุญหล่อพระอัครสาวกนั้น แม่เขาได้รับแล้ว การที่ลูกทำบุญครั้งนี้ด้วยประสงค์จะให้ตนเองมีบริวารที่ดี นี่ก็เป็นความเชื่อของคนไทยที่ผูกพันกับพระพุทธศาสนา

    พ่อเชื่อว่าการทำบุญแบบนี้ย่อมอำนวยผลให้จิตใจเบิกบานในขณะที่ลูกได้ทำหรือระลึกได้ อานิสงส์ที่จะทำให้ได้บริวารที่ดีนั้นก็อาจจะมีอยู่ แต่เราไม่มีทางทราบได้เลยว่าจะเป็นเวลาไหน

    ความจริงพระพุทธเจ้าทรงสอนให้เราได้ตระหนักถึงความเป็นจริงตามธรรมชาติ ที่เราได้สัมผัสอยู่ในปัจจุบัน ทรงสอนให้เรามีความระลึกอยู่เสมอว่า เราทำหน้าที่อะไร เราอยู่ในฐานะอะไร เราเป็นส่วนไหนของสังคมที่เราเกี่ยวข้อง เพราะเมื่อทราบเช่นนั้น เราย่อมรู้ถึงสิ่งที่ควรทำในขณะนั้น เพื่อให้กิจการงานสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    แต่การทำงานย่อมต้องอาศัยกำลังของคนหลายคนตามหน้าที่ ฐานะ เพื่อสอดประสานแรงกายแรงใจให้งานสามารถดำเนินไปได้ตามวัตถุประสงค์ หัวหน้างานก็ปรารถนาได้ลูกน้องที่มีศักยภาพในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลูกน้องก็ปรารถนาจะได้หัวหน้างานที่มีศักยภาพในการสั่งการให้งานบรรลุประสิทธิผล

    ดังนั้น ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างหัวหน้างานกับลูกน้อง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพ บรรลุประสิทธิผล ตามวัตถุประสงค์ของงาน

    พ่ออยากให้ได้ลูกพิจารณาถึงหลักธรรมที่ทำให้คนเป็นหัวหน้างานที่มีลูกน้องรักและให้ความเคารพเชื่อมั่นในการนำของเขา ดังเรื่องของหัตถกอาฬวกอุบาสก ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ที่เป็นเลิศกว่าอุบาสกทั้งปวง ด้านการสงเคราะห์บริษัทด้วยสังคหวัตถุ ๔

    โดยสมัยเมื่อพระพุทธเจ้าทรงประทับ ณ อัคคาฬวเจดีย์ ใกล้เมืองอาฬวี หัตถกอุบาสก ซึ่งมีชายหนุ่มประมาณ ๕๐๐ คนแวดล้อม ได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์

    พระพุทธองค์ก็ตรัสถามว่า หมู่ชนของท่านเป็นหมู่ใหญ่ ท่านสงเคราะห์หมู่ชนนี้อย่างไร
    หัตถกอุบาสกชาวเมืองอาฬวีกราบทูลว่า ได้สงเคราะห์หมู่ชนตามสังคหวัตถุ ๔ ประการ ที่พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงไว้ คือ

    เมื่อรู้ว่า ผู้นี้ควรสงเคราะห์ด้วยทาน ก็สงเคราะห์ด้วยทาน
    ผู้นี้ควรสงเคราะห์ด้วยวาจาอ่อนหวาน ก็สงเคราะห์ด้วยวาจาอ่อนหวาน
    ผู้นี้ควรสงเคราะห์ด้วยการประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์ ก็สงเคราะห์ด้วยการประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์
    ผู้นี้ควรสงเคราะห์ด้วยการวางตัวเสมอ ก็สงเคราะห์ด้วยการวางตัวเสมอ

    พระพุทธองค์จึงตรัสบอกว่า หัตถกะทำถูกแล้ว เพราะใครๆก็ตามที่สงเคราะห์หมู่ชนในอดีตกาล ในอนาคตกาล และในปัจจุบันกาล ก็ล้วนแต่สงเคราะห์ด้วยสังคหวัตถุ ๔ ประการนี้

    และเมื่อพ่อมาพิเคราะห์จากเนื้อความ เทียบกับประวัติของบุคคลผู้ประสบความสำเร็จในชีวิตทั้งในอดีตและปัจจุบัน ก็พบว่า เป็นความจริงอย่างที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ ท่านเหล่านั้นล้วนมีสังคหวัตถุ ๔ สำหรับเหนี่ยวรั้งจิตใจของผู้อื่นไว้กับตนได้ ลูกคงสังเกตเห็นหัวหน้างานที่ลูกน้องรักนับถือ ก็จะปฏิบัติสังคหวัตถุธรรมนี้เป็นประจำ

    สังคหวัตถุธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจของผู้อื่น ผูกไมตรี เอื้อเฟื้อ เกื้อกูล เป็นหลักการครองใจคน หลักการสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน อันมีหลักปฏิบัติอยู่ ๔ ประการ คือ ๑. ทาน การให้ ๒. ปิยวาจา การพูดจาด้วยถ้อยคำอ่อนหวาน ๓. อัตถจริยา การประพฤติในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น ๔. สมานัตตตา ความประพฤติเสมอต้นเสมอปลาย
    เราจะปฏิบัติธรรมทั้ง ๔ นี้อย่างไรจึงจะให้ผลเป็นสังคหวัตถุธรรม พ่อจะอธิบายให้ลูกเข้าใจ ดังนี้

    “ทาน” การให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่หวังผลตอบแทน ความเสียสละ การเอื้อเฟื้อแบ่งปันของของตนเพื่อประโยชน์แก่บุคคลอื่น ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว ไม่เป็นคนเห็นแก่ได้ฝ่ายเดียว คุณธรรมข้อนี้จะช่วยให้ไม่เป็นคนละโมบ ไม่เห็นแก่ตัว

    เราควรคำนึงอยู่เสมอว่า ทรัพย์สิ่งของที่เราหามาได้ มิใช่สิ่งจีรังยั่งยืน เมื่อเราสิ้นชีวิตไปแล้วก็ไม่สามารถจะนำติดตัวเอาไปได้ นี่ก็จะทำให้เรารู้จักปฏิบัติตนเป็นผู้ให้ทานแก่ผู้อื่นอยู่เป็นประจำ

    แต่การให้ทานจะเหนี่ยวรั้งจิตใจคนอื่นได้ ต้องทำอย่างที่หัตถกอุบาสกบอกไว้ว่า “ผู้นี้ควรสงเคราะห์ด้วยทาน ก็สงเคราะห์ด้วยทาน” คนที่มีความประสงค์จะได้รับทาน เมื่อได้รับทานตรงตามความประสงค์ก็จะเกิดความปลื้มใจและสำนึกในบุญคุณของผู้ให้ทาน ปรารถนาจะตอบแทนบุญคุณนั้นตามวิสัยของกตัญญูกตเวทิตาชน อันเป็นเครื่องหมายของคนดี

    ทานนั้นจำแนกเป็น ๒ อย่างได้แก่
    ๑. อามิสทาน คือการให้วัตถุสิ่งของต่างๆ เป็นทาน บางครั้งลูกน้องเรามีความประสงค์จะได้วัตถุสิ่งของที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตหรือการทำงาน แต่ไม่มีความสามารถพอที่จะได้สิ่งนั้น ถ้าเราสามารถอนุเคราะห์ได้โดยตนเองไม่เดือดร้อน ก็ควรจะอนุเคราะห์แก่เขาเป็นทาน

    แม้ที่สุดในยามที่เขาขัดสนเงินทองเพื่อครอบครัว ก็ควรสงเคราะห์เขาตามกำลังของตน วัตถุที่ให้เป็นทานนั้น ถ้าให้ของที่ด้อยกว่าตนเองใช้ ลูกน้องก็อาจจะปลื้มใจบ้าง ถ้าให้ของที่เสมอกับตนเองใช้ ลูกน้องก็อาจจะปลื้มใจมากขึ้น ถ้าให้ของที่ดีกว่าที่ตนเองใช้ ลูกน้องก็อาจจะปลื้มใจมากขึ้นอีก นี่เป็นธรรมชาติของมนุษย์

     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 12 กรกฎาคม 2026 at 23:18
  12. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,857
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,467
    (ต่อ)
    ถ้าลูกให้ทานแบบเจาะจงลูกน้อง ลูกอาจจะพบปัญหาในการทำงานได้ แต่ถ้าลูกให้วัตถุทานที่ดีเป็นรางวัลแบบสังฆทาน ก็จะทำให้ลูกน้องรู้ถึงความเสมอภาคในการปกครองของลูก

    ๒. ธรรมทาน คือการให้ความรู้ ให้ความถูกต้องดีงามเป็นทาน การให้คำแนะนำสั่งสอน บอกศิลปวิทยาที่ดีมีประโยชน์ในการดำเนินชีวิต ที่ลูกน้องสามารถนำไปพัฒนางานและชีวิตของตนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

    พ่ออยากจะให้รวมถึงการให้อภัยทานแก่ลูกน้องในยามที่เกิดความผิดพลาดในงานด้วย คนเราไม่มีใครอยากทำงานผิดพลาดเลย ยกเว้นเกิดเหตุสุดวิสัยเท่านั้น หน่วยงานที่ล้มเหลวก็เพราะหัวหน้างานไม่รู้จักอภัยทานนี่เอง

    “ปิยวาจา” การพูดจาด้วยถ้อยคำอ่อนหวาน การพูดเป็นบันไดขั้นแรกที่จะสร้างมนุษย์สัมพันธ์อันดีให้เกิดขึ้น วิธีการที่จะพูดให้เป็นปิยวาจานั้น มีลักษณะการพูดดังนี้ ๑. ต้องเป็นคำจริง เมื่อมีเหตุสำคัญที่ต้องพูด ก็กล่าวโดยไม่ปั้นแต่งเรื่องราว ไม่เสริมความ ไม่ทำความให้คลาดเคลื่อนจากความจริง ๒. ต้องเป็นคำสุภาพอ่อนโยน เมื่อเอื้อนเอ่ยวาจาครั้งใด ก็ต้องมีความไพเราะในถ้อยคำที่กลั่นออกมาจากน้ำใจอันบริสุทธิ์ ไม่มีคำหยาบ คำด่า คำประชดประชัน คำเสียดสี ซึ่งฟังแล้วชวนให้ระคายหู

    ๓. ต้องเป็นถ้อยคำที่ก่อให้เกิดประโยชน์ เกิดผลดีต่อผู้พูดและผู้ฟังอย่างแท้จริง แม้คำพูดนั้น จะเป็นคำจริง และกล่าวออกไปด้วยถ้อยคำสุภาพ หากไตร่ตรองแล้วว่า ถ้าพูดออกไปแล้ว ก็ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ กลับจะทำให้เกิดโทษมาแทน ก็ไม่ควรพูด ๔. ต้องเป็นถ้อยคำที่ออกมาจากจิตที่มีเมตตา อันเป็นจิตบริสุทธิ์ ยังประโยชน์แก่ผู้ฟัง เพื่อให้ได้รับความสุข ความเจริญยิ่งๆขึ้นไป ถึงแม้ว่าคำพูดนั้นจะเป็นคำจริง เป็นคำสุภาพ เป็นคำพูดที่ดีมีประโยชน์ หากผู้พูดมีความโกรธ ความริษยา ซึ่งเป็นจิตอันไม่บริสุทธิ์ ก็ไม่สมควรพูด เพราะถ้อยคำที่กล่าวออกมาจากจิตที่ขุ่นมัว อาจก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงได้
    ๕. ต้องเป็นถ้อยคำที่พูดถูกกาลเทศะ แม้คำพูดนั้นจะเป็นคำจริง เป็นคำสุภาพ เป็นคำพูดที่ดี มีประโยชน์ และพูดด้วยจิตที่มีเมตตา แต่ถ้าพูดผิดจังหวะโอกาส พูดไม่ถูกกาลเทศะ ก็จะก่อให้เกิดความเสียหาย กลายเป็นประจานผู้อื่นไป

    ปิยวาจาจึงเป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งจิตใจคนได้เป็นอย่างดี ลูกคงจำเรื่องโคนันทวิศาลที่พ่อชอบเล่าให้ฟังได้นะ เพราะการพูดจาไม่ดีของเจ้าของโค จึงทำให้เขาเสียทรัพย์มากมาย และด้วยการพูดดีจึงทำให้โคนันทวิศาลมีกำลังใจในการลากเกวียนจำนวนมาก นำให้เจ้าของได้เงินคืนมาเป็นสองเท่า

    รู้ไว้นะลูก..ไม่มีลูกน้องคนไหนชอบหัวหน้างานที่ปากร้ายเลย จงจำไว้ว่า ก่อนพูด เราเป็นนายของคำพูด แต่หลังพูด คำพูดจะเป็นนายของเรา ดังนั้น ปิยวาจาจึงเป็นการพูดที่ต้องไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ นี่จึงเป็นเหตุที่ทำให้ครองใจคนได้อยู่เสมอ

    ต่อมาคือ “อัตถจริยา” การประพฤติในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น จำแนกได้เป็น ๒ ประการคือ ๑. ช่วยขวนขวายในกิจการเป็นประโยชน์ เช่น ในหน่วยงานของลูก ทุกคนต่างก็ต้องทำงานในหน้าที่อยู่แล้ว แต่งานนั้นอาจจะมีช่องว่างที่ต้องการสนับสนุนให้ทุกงานสอดประสานกัน ลูกก็พึงช่วยงานในส่วนนั้นตามกำลังความสามารถ ไม่นิ่งดูดาย ๒. ชักชวนให้ประพฤติดี คือคอยตักเตือนลูกน้องให้รู้จักความรับผิดชอบชั่วดี ไม่ให้เขาประพฤติไม่ดีในงาน

    อัตถจริยานี้จะทำให้เราเป็นคนไม่นิ่งดูดายในงานของส่วนรวม ไม่ละเลยเพิกเฉยในกิจที่ควรทำ มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน ช่วยสนับสนุนให้หน่วยงานมีความพร้อมเพรียงกันในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นี่เป็นเหตุเหนี่ยวรั้งให้คนร่วมกันทำงานอย่างมีน้ำใจต่อกันอยู่เสมอ
    สุดท้ายคือ “สมานัตตตา” ความประพฤติเสมอต้นเสมอปลาย


    ปฏิบัติตนเหมาะสมกับภาวะที่ตัวเป็น ควรแก่ฐานะ หน้าที่ ให้ความเป็นกันเอง ไม่ถือเนื้อถือตัว แต่ไม่ปล่อยตัวจนเกินงาม เป็นบุคคลที่ใครก็เข้าหา พูดจาด้วยง่าย มีความอ่อนน้อมถ่อมตน แต่เข้มแข็ง ไม่หวั่นไหว จำแนกได้เป็น ๒ ประการ คือ

    ๑. มีตนเสมอในบุคคล ต่อท่านผู้ใหญ่ หัวหน้า ผู้ที่เคารพนับถือ เคยแสดงความเคารพนับถือเช่นไร ก็ปฏิบัติเช่นนั้นเสมอต่อท่าน ไม่มีลดน้อยจืดจาง ไม่อวดหยิ่ง ต่อเพื่อนญาติมิตร ก็ปฏิบัติให้สมควรต่อฐานะ ไม่ทำตัวแข็งกระด้าง ก้าวร้าว มีความคิดเห็นก็ปรับประสานให้สอดคล้องกับหมู่คณะ ต่อลูกน้องบริวาร ก็ไม่ทำตนให้ตั้งอยู่ในฐานะกดขี่บังคับ ทำตนเสมอเพื่อนร่วมงาน มุ่งผลให้งานได้ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนไปอย่างไร ความสัมพันธ์ที่เคยมีอยู่ต่อกันก็รักษาให้เป็นไปตามหน้าที่

    ๒. มีตนเสมอในธรรม ประพฤติตนให้อยู่ในกรอบจารีตประเพณี กฎหมาย ระเบียบบริษัท ไม่ฝ่าฝืนล่วงละเมิด รักษากฎเกณฑ์ที่ดีงามของหมู่คณะให้ดำรงอยู่สืบไป สมานัตตตาจึงเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวบุคคลเข้าไว้เป็นหมู่คณะ นำสามัคคีในการทำกิจกรรมให้เกิดขึ้นอยู่เสมอ

    เมื่อลูกปฏิบัติตนตามหลักสังคหวัตถุธรรมนี้แล้ว ลูกจะได้สัมผัสถึงการอุดหนุนช่วยเหลือกันของคนที่ได้รับอานิสงส์ของสังคหวัตถุธรรมนี้ สุขในการอยู่ร่วมกันจะบังเกิดขึ้นอยู่เสมอ ชีวิตย่อมจะดำเนินไปธรรมชาติของแต่ละบุคคล
    สังคหวัตถุธรรมเป็นประดุจเชือกที่เหนี่ยวรั้งจิตใจทุกชีวิตให้มาก้าวเดินพร้อมกันไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ร่วมกัน เปรียบทุกชีวิตเหมือนล้อรถ สังคหวัตถุธรรมก็เป็นดุจหมุดสกัดล้อไม่ให้หลุดจากเพลารถ ท่านผู้มีบริวารมากมายในอดีตจนถึงปัจจุบัน และต่อไปในอนาคต ล้วนแต่ต้องบำเพ็ญตามหลักของสังคหวัตถุธรรมนี้จนเป็นนิสัย

    อานิสงส์แห่งการหล่อพระอัครสาวกจะให้ผลเมื่อใด พ่อก็ไม่ทราบ แต่การปฏิบัติตนตามหลักสังคหวัตถุธรรมนี้ ย่อมนำให้ลูกมีบริวารได้มากมายตามปรารถนา และเห็นผลได้ในเวลาไม่นานนัก

    พ่อหวังว่า ลูกจะปรับประยุกต์หลักสังคหวัตถุธรรมให้เหมาะสมกับการทำงานอยู่เสมอ ความสำเร็จที่ปรารถนาจะเป็นของลูกตลอดไป

    ด้วยรัก
    พ่อโต


    (จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 153 กันยายน 2556 โดย พระครูพิศาลสรนาท(พจนารถ ปภาโส) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กทม.)
    :- https://mgronline.com/dhamma/detail/9560000110380
     

แชร์หน้านี้

Loading...