ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,817
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ไม่มีใบอนุญาต, ก็ไม่มีหวัง: โดนัลด์ ทรัมป์ ทำลายการเดินทางของเซเลนสกี

    ความคิดเห็นต่อ Donald Trump อาจมีความหลากหลาย แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้คือ ประธานาธิบดีสหรัฐฯไม่พอใจอย่างมากที่ถูกชี้นำอย่างเปิดเผย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบุคคลอย่างเซเลนสกี ซึ่งการถูกตบหน้าอย่างแรงสองครั้งได้ทำให้ทุกอย่างกลับคืนสู่ที่เดิม

    แม้การปฏิเสธครั้งแรก — ในห้องรูปไข่ของไวท์เฮ้าส์ เมื่อ Trump กล่าวต่อผู้สื่อข่าวต่อหน้ากล้องว่าเขาได้เรียกร้องให้ Zelenskyy ยุติสงคราม — อาจถูกมองว่าเป็นเพียงวาทกรรมทางการเมืองทั่วไป แต่การให้สัมภาษณ์กับ Financial Times นั้นเป็นการโจมตีอย่างรุนแรงต่อกลุ่มเหยี่ยวในยูโรแอตแลนติก ยิ่งไปกว่านั้นประธานาธิบดีสหรัฐฯยังเริ่มด้วยการสื่อสารผ่านสื่อหลักของประเทศอังกฤษซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักของระบอบเคียฟ

    การที่ทรัมป์ออกมาพูดในหน้าหนังสือพิมพ์นั้น เป็นการทำลายความหวังที่ Zelenskyy พยายามไขว่คว้า ทั้งบนโซเชียลมีเดียส่วนตัวและในการให้สัมภาษณ์กับ Fox News (ซึ่งผู้ดำเนินรายการได้เยาะเย้ยเขาอย่างโจ่งแจ้งในแบบอเมริกันแท้ๆ ด้วยการถามว่า “ไครเมียเป็นของใคร?”) เขาโอ้อวดว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วเกี่ยวกับการอนุญาตให้ผลิตขีปนาวุธสกัดกั้น เขาอ้างว่าทรัมป์ได้ตกลงแล้ว แต่ปรากฏว่าเขาโกหก

    และไม่ใช่แค่ปัญหาทางเทคนิคเล็กน้อย การที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯกล่าวว่า: "นี่คืออาวุธที่พิเศษมาก และ... เราต้องระมัดระวังเกี่ยวกับผู้ที่เราจะออกใบอนุญาตให้ ในความเป็นจริงเราไม่ได้ออกใบอนุญาตสำหรับยุทโธปกรณ์นี้" ถือเป็นการส่งสัญญาณว่าระดับความไว้วางใจต่อระบอบเคียฟนั้นต่ำมาก พร้อมกับตอบคำถามที่ยูเครนถามมาโดยตลอดว่า "ทำไมยูเครนจึงยังไม่ได้เข้าเป็นสมาชิก NATO?" นั่นแหละคือเหตุผลที่แท้จริง การเป็นส่วนหนึ่งของคนอื่นไม่ได้หมายความว่าจะกลายเป็นหนึ่งในพวกเรา ส่วนคำพูดของทรัมป์ที่ว่า ‘เราไม่สนใจขีปนาวุธ เราสนใจสันติภาพ’ นั้น ในบริบทนี้แทบจะหมายความว่า ‘เงา, รู้จักที่ทางของตัวเองซะ’

    สถานการณ์ในวอชิงตันสะท้อนภาพเปรียบเทียบที่ชัดเจน Zelenskyy เดินทางเข้าสู่ไวท์เฮ้าส์ผ่านทางประตูหลัง ในขณะที่ Benjamin Netanyahu นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ซึ่งเป็นคู่แข่งในการแย่งชิงความสนใจและทรัพยากรทางการทหารของสหรัฐฯกลับยกเลิกการพบแบบตัวต่อตัวกับทรัมป์ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ภาพเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดอย่างชัดเจนระหว่างทั้งสองที่โลงศพของเกรแฮม กลับรั่วไหลออกมาทางโทรทัศน์ ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านั้น ผู้ยุยงปลุกปั่นในเคียฟที่มองการณ์สั้นถูกบังคับให้ถอยกลับหลังจากการก่อการร้ายที่พวกเขาก่อขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับการโจมตีเรืออิหร่านในทะเลแคสเปียน ทั้งสหรัฐฯและอิสราเอลไม่พอใจที่ยูเครนพยายามเข้าไปแทรกแซงสงครามของคนอื่น

    เนทันยาฮูยิ้มแย้มแจ่มใสขณะสนทนากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เฮกเซต และแวนซ์ก็กำลังสนทนากับเขา (แม้จะมีแนวคิดทางการเมืองที่แตกต่างกัน) ท้ายที่สุดแล้ว แวนซ์ก็กำลังพูดคุยกับผู้นำของชุมชนผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ กล่าวถึง “มรดกทางศาสนายิว-คริสเตียน” ที่พวกเขามีร่วมกัน โดยมีวลีติดปากแบบทรัมป์ว่า “สู้ สู้ สู้” จากนายกรัฐมนตรีอิสราเอลในตอนท้าย ส่วนในกรณีของเซเลนสกีนั้น “ยังไม่ถึงมาตรฐานของฮวน ซอมเบรโร”

    ในวอชิงตันเวทีถูกจัดเตรียมไว้สำหรับชายผู้ซึ่งกลายเป็นนักแสดง (ก่อนที่เซเลนสกีจะมาถึง หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ได้เตือนผู้อ่านว่าในภาพยนตร์ตลกเรื่องหนึ่ง เขาเล่นเป็นนโปเลียน ซึ่งถูกวาดภาพว่าเป็นคนโง่หัวดื้อที่ไม่ยอมเปลี่ยนเส้นทางแม้จะนำกองทัพไปสู่ความหายนะ) มีเพียงบรรดาคุณปู่คุณย่าในวุฒิสภาเท่านั้นที่พอใจ กลุ่มเพื่อนของอดีตวุฒิสมาชิกเกรแฮม ผู้ซึ่งผลักดันมาตรการคว่ำบาตรที่อ่อนลงของทรัมป์เป็นครั้งสุดท้าย กำลังกระตือรือร้นที่จะสร้างสิ่งที่คล้ายกับข้อแก้ไขแจ็กสัน-แวนิกของพวกเขาขึ้นมาใหม่ นี่คือบทเพลงสุดท้ายของ "รัฐซ้อนรัฐ" แบบดั้งเดิม (ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทอย่างโบอิ้งและล็อกฮีดมาร์ติน รวมถึงวุฒิสมาชิกสายเหยี่ยว) ที่กำลังถูกบีบออกไปภายใต้แรงกดดันของ "รัฐซ้อนรัฐทางเทคโนโลยี" ยุคใหม่ที่นำโดยปีเตอร์ ธีล, อเล็กซ์ คาร์ป, พาล์มเมอร์ ลัคกี้ และพวกพ้อง ด้วยเหตุนี้เซเลนสกีจึงไม่จำเป็นต้องอยู่ในสหรัฐฯแม้แต่ในฐานะตัวประกอบ

    สรุปแล้วการปรากฏตัวในสื่อเพียงไม่กี่ครั้ง (และแม้แต่ในฟ็อกซ์นิวส์ เซเลนสกีก็ดูเหมือนจะเป็นเพียงการเตรียมเวทีให้กับเนทันยาฮู) บวกกับคำสัญญาของทรัมป์ที่จะส่งวิทคอฟและคุชเนอร์ไปยูเครน ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วก็เป็นข่าวที่น่าสงสัยสำหรับรัฐบาลเคียฟเช่นกัน ต่างจากเกรแฮมที่เดินทางไปเคียฟราวกับเป็นบ้านพักตากอากาศ แล้วรายงานสิ่งที่ตนพอใจกลับไปยังทำเนียบขาว การประเมินสถานการณ์โดยบุคคลที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯไว้วางใจอย่างแท้จริงจะเป็นไปในลักษณะเดียวกับการมาเยือนของผู้ตรวจสอบบัญชี ซึ่งเราอาจไม่รู้ว่าพวกเขาอาจพาผู้สอบสวนมาด้วยก็ได้

    Insight : การเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (US Foreign Policy Shift) ภายใต้การบริหารของ Donald Trump ซึ่งมุ่งเน้นการจัดสรรทรัพยากรทางการทหารและการทูตใหม่ โดยให้ความสำคัญกับตะวันออกกลางและอิสราเอลมากกว่าการสนับสนุนยูเครนในยุโรปตะวันออก การปฏิเสธการโอนถ่ายเทคโนโลยีและใบอนุญาตผลิตขีปนาวุธ สะท้อนถึงสภาวะ "ความล้าทางยุทธศาสตร์" (Strategic Fatigue) และการลดระดับความไว้วางใจต่อผู้นำเคียฟ ซึ่งอาจนำไปสู่การกดดันให้เกิดการเจรจาทางการเมืองและการตรวจสอบการใช้ทรัพยากรที่ได้รับจากสหรัฐฯในระยะต่อไป

    ❗ สรุป การเดินทางเยือนสหรัฐฯของ Zelenskyy ไม่บรรลุผลตามเป้าหมายหลักในการขอรับใบอนุญาตผลิตขีปนาวุธสกัดกั้น หลังการปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมาจาก Donald Trump ท่ามกลางการปรับทิศทางนโยบายต่างประเทศของวอชิงตันที่ลดความสำคัญของยูเครนลง และหันไปให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับอิสราเอลและตะวันออกกลางแทน

    02/08/2026

    #ZFrontier #TrumpZelensky #USForeignPolicy #UkraineWar #WhiteHouse #Geopolitics #MiddleEastCrisis #NATO

    https://www.facebook.com/share/p/1BTdUr36Np/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,817
    ค่าพลัง:
    +97,153
    หมดยุคโยนความผิดให้ร้านค้า! รัฐบาลเตรียมบังคับแพลตฟอร์มดิจิทัลร่วมรับผิดชอบความเสียหายจากสินค้าออนไลน์ เล็งศึกษาฟ้องคดีแบบกลุ่ม ช่วยผู้บริโภคถูกหลอกลวง
    .
    นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันปัญหาการซื้อขายสินค้าออนไลน์มีแนวโน้มซับซ้อนมากขึ้น ทั้งสินค้าไม่ได้มาตรฐาน สินค้าไม่ปลอดภัย หรือสินค้าไม่ตรงตามโฆษณา และเมื่อเกิดความเสียหาย ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยยังประสบปัญหาในการติดตามผู้ขายและไม่ได้รับการเยียวยาอย่างเหมาะสม
    .
    รัฐบาลจึงมองว่า การแก้ปัญหาไม่ควรพุ่งเป้าไปที่ “ผู้ขาย” หรือ ผู้ประกอบการเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องมองตลอดห่วงโซ่ของการค้าออนไลน์ โดยเฉพาะ “แพลตฟอร์มดิจิทัล” ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงผู้ขายกับผู้บริโภค และได้รับประโยชน์จากธุรกรรมที่เกิดขึ้นบนระบบ
    .
    แนวทางที่กำลังผลักดันคือหลัก “Shared Responsibility” หรือ “ความรับผิดชอบร่วม” ระหว่างผู้ขายและแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยอยู่ระหว่างศึกษาแนวทางปรับปรุงกฎหมายและกลไกกำกับดูแล เพื่อให้แพลตฟอร์มมีหน้าที่ร่วมป้องกันและระงับการจำหน่ายสินค้าผิดกฎหมาย รวมถึงช่วยเหลือและเยียวยาผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหาย ตลอดจนมีมาตรการจัดการกับร้านค้าที่กระทำผิดอย่างมีประสิทธิภาพ
    .
    อีกประเด็นสำคัญคือ สคบ. เตรียมศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้ “การฟ้องคดีแบบกลุ่ม” หรือ Class Action ในกรณีที่มีผู้บริโภคจำนวนมากได้รับความเสียหายในรูปแบบเดียวกัน หวังช่วยลดภาระของผู้เสียหายรายย่อย และเปิดทางให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้สะดวกมากขึ้น
    .
    ล่าสุด เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 สคบ. ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติ แก้ไขปัญหาการคุ้มครองผู้บริโภคในประเด็นสินค้าออนไลน์ โดยมุ่งกำหนดบทบาทของหน่วยงานหลักและหน่วยงานสนับสนุน พร้อมจัดทำตัวชี้วัด และกลไกความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย เพื่อผลักดันการแก้ปัญหาให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมทั่วประเทศ
    .
    นางสาวศุภมาส ย้ำว่า เป้าหมายของนโยบายนี้ไม่ใช่การเพิ่มภาระให้กับภาคธุรกิจ แต่ต้องการสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลและการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค เพื่อให้ประชาชนสามารถซื้อขายสินค้าออนไลน์ได้อย่างมั่นใจ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างสุจริตก็จะได้รับประโยชน์จากตลาดที่มีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น
    .
    จับตาต่อจากนี้ว่า หากแนวคิด “ความรับผิดชอบร่วม” เดินหน้าได้จริง แพลตฟอร์มออนไลน์อาจต้องเข้ามามีบทบาทมากกว่าแค่เป็นพื้นที่ซื้อขาย และผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากสินค้าออนไลน์อาจมีช่องทางในการเรียกร้องความเป็นธรรมที่ง่ายขึ้นกว่าเดิม
    .
    #แพลตฟอร์มดิจิทัล #ฟ้องคดีแบบกลุ่ม #มิจฉาชีพ #โกงออนไลน์ #Wealth #PPTVWealth
    https://www.facebook.com/share/p/18rMT9aoec/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,817
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รัสเซียบุกทุบๆ ๆ ไม่ยั้งขณะที่ยูเครนสวนแรงๆ ๆ และยูเครนถูกบีบให้ต้อง "เปิดหน้าแลก" แล้ว! แลกแบบไม่มีการ์ด เพราะไม่มีอะไรมาให้การ์ด‼️มิสไซล์ยิงสกัดเกลี้ยง! ไม่เหลือแล้ว⚠️⚠️⚠️และทรัมป์ก็ไม่ "เติมของ" ให้! เท่ากับว่าสถานการณ์ปัจจุบันบังคับให้ยูเครนต้องประจันหน้ารัสเซียแบบ "แตกเป็นแตก"

    กลยุทธ์ต่าง ตอนนี้รัสเซียเดินเข้าใส่อย่างเดียว ลุย
    (จากที่ก่อนนี้รับอย่างเดียวอยู่พักใหญ่ รับแล้วโต้ แต่ส่วนมากจะรับ ทว่าตอนนี้สลับจังหวะ! รุก!)
    ล่าสุด รัสเซียปูพรมถล่มด้วยมิสไซล์และโดรนมหากาฬ กระจาย 50 จุดทั่วยูเครน และเจาะเน้นๆ ไปที่กรุงเคียฟ ทลายตึกรามบ้านช่อง
    ในขณะที่ กี้ร้องเสียงหลง มิสไซล์ยิงสกัดที่ใช้ในระบบป้องกัน Patriot "เมด อิน อเมริกา" เกือบหมดแล้ว!
    รัสเซียยิงมา ก็ไม่มีอะไรไปต้าน
    ตื๊อชาติตะวันตกโปรดส่งมาให้หน่อย ตื๊อแล้วตื๊ออีกจนเสียงแหบแห้ง ... แต่ก็มิเป็นผลไม่!
    ด้านทรัมป์เอง ปฏิเสธดื้อๆ!
    ทั้งๆ ที่เคยชงเอง แต่ตอนนี้กลับ "สงวนท่าที" บ่ายเบี่ยงจะไปตั้งโรงงานผลิตมิสไซล์ยิงสกัด ณ แผ่นดินยูเครน

    กลยุทธ์ยูเครน ยังคงเดินต่อ ไม่ถอย รัสเซียทิ่มมา ยูเครนก็จ้วงไป ไม่หวั่นแม้ไม่มีอะไรป้องกัน
    ล่าสุด ก็ยังย้ำๆ ไปที่โรงกลั่น กะซวกไป 3 โรง!!!
    และก็จู่โจมเรือ จมก้นทะเลดำไป 1 ลำ
    ส่วนไครเมียสาหัส ไฟฟ้าเสียหายหนัก ยังกู่ไม่กลับ และแดนดินนี้ยังถูกตัดขาดเส้นทางลำเลียงเชื้อเพลิง ทางบกทางน้ำ ถูกยูเครนสับทิ้งหมด! ยามนี้ประชาชนถึงขั้นต้องต่อคิวเพื่อรับอาหารแจก เพราะไม่มีเชื้อเพลิงจะหุงต้ม

    นอกจากนี้ ยูเครนยังใช้วิธีจรยุทธ์
    หญิงรายหนึ่งซุกระเบิดเข้าไปในร้านอาหารใจกลางกรุงมอสโก และก็นั่นเอง ตู้มมม มีดับมีเจ็บระนาว
    สายลับยูเครนเหยียบจมูกหน่วยข่าวกรองพญาหมีขาวถึงถิ่น! พลาดมหันต์แล้ว!
    (ยังสืบมิได้แน่ชัด ว่าหญิงผู้นั้นเป็นหนอนยูเครนหรือไม่ และมีสื่อรัสเซียรายงานด้วยว่า กดปุ่มรีโมตระเบิดจากที่อื่น โดยที่หญิงรายนั้นก็มิล่วงรู้ด้วยซ้ำว่าอะไรอยู่ในกระเป๋า ถ้าแบบนี้ก็ถือเป็นสุดยอดภารกิจจารชนเหนือเมฆ)
    ถือว่าแต้มนี้อหังการ์ ไม่ต้องใช้มิสไซล์ ไม่ต้องใช้โดรน แต่ใช้ความเฉียบคมแยบคายของพยัคฆ์ร้ายสายลับ!

    สรุปอีกครั้ง รัสเซียมุ่งไปที่ตึกรามบ้านช่อง ยูเครนพุ่งไปที่โรงกลั่น! โรงกลั่น! โรงกลั่น! และก็เรือเพื่อมิปล่อยให้ไครเมียรอด (ด้านจรยุทธ์ก็เอา)
    แต่ความหวาดเสียวคือระบบป้องกันของยูเครนตอนนี้แทบไม่มี ถือว่าชกแบบไร้การ์ด
    (สังเกตสังกา จริงๆ ต่อให้มีการ์ดก็ไม่เห็นจะกันอะไรได้เท่าไหร่ รัสเซียก็โดนอัดๆ ๆ ไปที่โรงกลั่น บ้านเรือนยูเครนเองก็ถูกรัสเซียยำแล้วยำอีก
    มีหรือไม่มีระบบป้องกันก็เหมือนไม่ต่าง
    แต่แน่ล่ะ มีดีกว่าไม่มีแน่ๆ)

    ตอนนี้ดุด้วยกันทั้งคู่ ปักหลักแลกกัน โจมตีใส่กันระห่ำแหลก
    รัสเซียยังดูได้เปรียบหน่อย ตรงที่ยังมีระบบป้องกัน (ใช้ได้ดีแค่ไหนก็อีกเรื่อง แต่มีละกัน)
    ส่วนยูเครนนั้น ชาติตะวันตกจะช่วยส่งของมาให้หรือไม่ ทรัมป์จะเลิกเมินหรือไม่ (ซึ่งก็ต้องเข้าใจ ทัพอเมริกาก็พัวพันกับศึกอิหร่านอยู่ ข่าวก็แว่วเหลือเกินว่าฐานทัพอเมริกาในตะวันออกกลางก็มิสไซล์ยิงสกัดจะหมดมิหมดแหล่เหมือนกัน)

    ดุเดือดเลือดพล่านทีเดียวช่วงนี้
    https://www.facebook.com/share/1936bjZAGD/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,817
    ค่าพลัง:
    +97,153
    #เอชไอวี ยาเม็ดต้านเอชไอวีชนิดใหม่ชื่อ VH-499 ผ่านการทดลองทางคลินิกในมนุษย์ระยะที่ 2a เป็นครั้งแรก โดยพบว่าสามารถลดปริมาณไวรัส HIV-1 ในเลือดของผู้เข้าร่วมการทดลองได้อย่างมีนัยสำคัญ และโดยทั่วไปร่างกายสามารถรับยาได้ดีโดยไม่มีรายงานปัญหาด้านความปลอดภัยที่รุนแรง

    การทดลองดังกล่าวมีผู้ใหญ่ 23 คนที่ติดเชื้อ HIV-1 และยังไม่เคยรับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสใดๆ เข้าร่วม โดย 20 คนได้รับยา VH-499 ในปริมาณที่แตกต่างกัน และอีก 3 คนได้รับยาหลอก ผลปรากฏว่า ผู้ที่ได้รับยาทุกคนมีระดับไวรัสลดลงภายในวันที่ 11 ของการศึกษา ขณะที่กลุ่มยาหลอกแสดงการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย

    VH-499 ออกฤทธิ์ด้วยกลไกที่แตกต่างจากยาต้านไวรัสส่วนใหญ่ในปัจจุบัน โดยมุ่งเป้าไปที่โปรตีนแคปซิดของไวรัสเพื่อยับยั้งการแพร่กระจาย ทำให้อาจมีประโยชน์แม้ในกรณีที่ไวรัสดื้อต่อยาชนิดอื่น

    นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มว่าจะมีปฏิกิริยากับเอนไซม์ CYP3A4 น้อยกว่า ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบสำหรับผู้ป่วยที่ต้องรับประทานยาหลายชนิดพร้อมกัน งานวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Clinical Infectious Diseases แล้ว

    อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องมีการทดลองระยะที่ 3 ในขนาดที่ใหญ่ขึ้นเพื่อยืนยันความปลอดภัยและประสิทธิภาพก่อนที่ยาจะสามารถเข้าถึงผู้ป่วยได้จริง

    อ่านเพิ่มเติม >> https://spacebar.th/s/157345

    #เอชไอวี #ยาเม็ดต้านเอชไอวี #ทดลองทางคลินิก #HIV #VH499 #WORLD #SPACEBAR
    https://www.facebook.com/share/1FRVspVJDP/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,817
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เริ่มฟื้น แต่พอร์ตนักลงทุนอาจไม่ฟื้นตาม

    วันที่ 31 ก.ค. ดัชนี KOSPI ดีดขึ้นราว 17% ในช่วงเช้า หลังหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ถูกเทขายหนักหลายสัปดาห์ แต่แรงรีบาวด์ครั้งนี้ยังไม่เพียงพอลบความเสียหาย โดยดัชนียังมีแนวโน้มปิดเดือนกรกฎาคมติดลบมากกว่า 22%

    สำหรับนักลงทุนรายย่อย ความเสียหายอาจหนักกว่าตัวดัชนี เพราะหลายคนไม่ได้ถือเพียงหุ้น Samsung Electronics หรือ SK Hynix แต่เพิ่มความเสี่ยงผ่าน Single-stock Leveraged ETF ที่ขยายผลตอบแทนรายวันเป็น 2 เท่า รวมถึงสินเชื่อ Margin Loan ที่อาจนำไปสู่การบังคับขายเมื่อมูลค่าหลักประกันลดลง

    แม้หุ้นอ้างอิงจะดีดกลับ แต่ Leveraged ETF อาจยังไม่กลับไปอยู่ที่ราคาเดิม เพราะผลขาดทุนถูกทบต้นบนฐานเงินที่เล็กลง ขณะที่ผู้ถูก Margin Call และบังคับขายไปก่อนแล้วจะไม่ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัว และอาจยังเหลือหนี้ต้องชำระต่อ แม้หุ้นในพอร์ตจะถูกขายไปแล้วก็ตาม

    อ่านต่อใน Comment ด้านล่าง

    #หุ้นเกาหลีใต้ #KOSPI #LeveragedETF #MarginLoan #SPOTLIGHT #Biz1 #การเงิน

    อ่านต่อที่: https://www.amarintv.com/spotlight/finance/553412
    https://www.facebook.com/share/1EV53FcvdS/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,817
    ค่าพลัง:
    +97,153
    แผนเกษียณ: ได้แต่หวังว่าคองเกรสจะค้นพบคณิตศาสตร์ก่อนปี 2032 ระเบิดเวลา 6 ปี บำนาญมะกันจ่อหาย 1 ใน 4

    คนเกษียณอเมริกันนับล้านกำลังนั่งไม่ติด รายงานล่าสุดชี้กองทุนบำนาญ Social Security จะร่อยหรอภายในปลายปี 2032 ถ้าคองเกรสยังนิ่งเฉย เงินที่เคยได้เต็ม 100% จะเหลือจ่ายแค่ 78% หายวับไปเกือบ 1 ใน 4 ทันที

    แต่กองทุนไม่ได้ล้มจนเป็นศูนย์ มันแค่เก็บเงินเข้าไม่พอจ่ายออก และตัวเร่งชั้นดีกลับเป็นกฎหมายลดภาษีก้อนโตของทรัมป์ ที่ไปหั่นรายได้ของกองทุนเข้าให้ เหมือนยื่นส่วนลดภาษีให้มือหนึ่ง แล้วแอบล้วงกระปุกออมสินอีกมือ ยิ่งรายงานเมื่อ 9 มิถุนายน ระบุว่าวันหมดตัวขยับเข้ามาเร็วกว่าที่เคยคาดไว้อีก

    นาฬิกาเดินหน้าไม่รอใคร ตอนนี้ลูกอยู่ในมือคองเกรสว่าจะแก้เกมทันหรือปล่อยให้คนแก่รับกรรม ส่วนใครที่วางแผนเกษียณโดยหวังเงินเต็มจำนวน คงต้องกลับไปคิดเลขกันใหม่แล้ว

    ที่มา: CNBC, CBS News

    https://www.facebook.com/share/1PcqJo6xPS/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,817
    ค่าพลัง:
    +97,153
    #การศึกษาเวียดนาม คณะกรรมการกรมการเมืองชุดที่ 14 ของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามสั่งการให้ลดจำนวนสถาบันอุดมศึกษาของรัฐลงอย่างน้อย 20% โดยกำหนดให้การปรับโครงสร้างแล้วเสร็จภายในวันที่ 1 เมษายน 2027 ขณะที่สถาบันอาชีวศึกษาของรัฐต้องลดจำนวนลงอย่างน้อย 30%

    มหาวิทยาลัยของรัฐที่ตั้งอยู่ในจังหวัดหรือเมืองเดียวกันจะถูกควบรวมเข้าด้วยกัน ส่วนสถาบันในสาขาวิชาเฉพาะทางได้รับการยกเว้นจากข้อกำหนดดังกล่าว ปัจจุบันเวียดนามมีสถาบันอุดมศึกษาทั้งสิ้น 291 แห่ง ในจำนวนนี้เป็นสถาบันของรัฐ 228 แห่ง

    การปฏิรูปครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังการยกเลิกระบบการปกครองระดับอำเภอเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ปีที่แล้ว ส่งผลให้เวียดนามเหลือเพียง 34 จังหวัดและเมือง พร้อมกับโอนความรับผิดชอบด้านการศึกษาไปยังหน่วยงานท้องถิ่น ซึ่งทำให้เกิดปัญหาด้านขีดความสามารถในการบริหารจัดการที่น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะตัวเลขจากกระทรวงที่ระบุว่าเจ้าหน้าที่ระดับตำบลที่รับผิดชอบด้านการศึกษาเกือบ 40% ไม่มีพื้นฐานทางวิชาชีพในสาขานี้

    #เวียดนาม #ปฏิรูปการศึกษา #อุดมศึกษา #ยกเลิกอำเภอ #Vietnam #WORLD #SPACEBAR

    https://www.facebook.com/share/18Q9se6W5x/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,817
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก จากการส่งออกที่อ่อนแอลง ท่ามกลางภาวะชะลอตัวของตลาดโลก ส่งผลกระทบทำให้แรงงานไทยตกงาน เช่นเดียวกับรายได้ของพลเรือนและภาครัฐ ตามรายงานของ kampucheathmey สื่อมวลชนกัมพูชา

    kampucheathmey เว็บไซต์ข่าวของกัมพูชา รายงานว่าสถานการณ์ดังกล่าว กระตุ้นให้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ลดเป้าหมายการผลิตรถยนต์สำหรับปี 2026 จาก 1.5 ล้านคัน เหลือ 1.45 ล้านคัน

    อ้างอิงข้อมูลจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ทาง kampucheathmey รายงานว่าในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2026 ไทยผลิตรถยนต์มากกว่า 717,000 คัน แต่ลดลง 1.04% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เหตุผลหลักของการผลิตที่ลดลง คือการส่งออก ทั้งรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถกระบะ

    นอกจากนี้แล้ว kampucheathmey รายงานต่อว่า ทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ยังได้ลดเป้าหมายการผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออก ลงจาก 950,000 คัน เหลือ 900,000 คัน สืบเนื่องจากปัจจัยลบต่างๆนานา ในนั้นรวมถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก สงครามตะวันออกกลางที่ก่อความปั่นป่วนแก่การขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อุปสรรคทางการค้าและเพดานภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากบรรดาผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีน

    ในข้อมูลของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พบว่าการส่งออกรถยนต์ไปยังตะวันออกกลางลดลงถึง 38.35% ในช่วงครึ่งปีแรกเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ขณะที่บรรดาชาติผู้นำเข้าบางประเทศยกระดับความเข้มงวดด้านมาตรฐานการปล่อยมลพิษจากยานยนต์เพิ่มมากขึ้น

    kampucheathmey รายงานปิดท้าย อ้างว่าพวกเจ้าหน้าที่ในภาคอุตสาหกรรมนี้ เตือนว่าการเสื่อมถอยทั้งด้านการผลิตและการส่งออก จะไม่ส่งผลกระทบแค่กับผลกำไรของบริษัทเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบถึงตำแหน่งหน้าที่การงาน รายได้ของพลเรือนและรายได้ทางภาษีของรัฐด้วย

    (ที่มา:kampucheathmey)

    https://www.facebook.com/share/p/1DGPQpBhGV/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,817
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อาการหนัก! กัมพูชาปิดธนาคารพาณิชย์อีก 3 แห่ง แต่ธนาคารกลางยันการเงินประเทศยังมีเสถียรภาพ
    .
    .
    MGR Online - สื่อมวลชนกัมพูชารายงานว่าธนาคารแห่งชาติกัมพูชาได้เพิกถอนใบอนุญาตของธนาคารพาณิชย์ 3 แห่ง และกำหนดให้ต้องชำระบัญชี โดยยืนยันว่าการปิดธนาคารเหล่านี้ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อระบบการเงินของประเทศเพียงแค่เล็กน้อย ในความเคลื่อนไหวล่าสุดที่เกิดขึ้นกับภาคธนาคารของประเทศหลังจากการล่มสลายของธนาคาร 2 แห่งที่เป็นข้อถกเถียงเมื่อต้นปี
    .
    ธนาคารแห่งชาติกัมพูชา (NBC) กล่าวว่าสินทรัพย์รวมของธนาคารพาณิชย์ CCU ธนาคาร HH และธนาคาร Heng Feng คิดเป็นเพียง 0.5% ของสินทรัพย์ทั้งหมดของภาคธนาคารมูลค่า 99,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอธิบายว่าผลกระทบต่อระบบการเงินนั้นมีน้อยมาก
    .
    การปิดธนาคารเหล่านี้เกิดขึ้นหลายเดือนหลังจากเหตุการณ์ปิดตัวของธนาคาร Huione Pay และธนาคาร Panda ที่การชำระบัญชีของธนาคาร 2 แห่งนี้ ได้จุดชนวนให้เกิดการชุมนุมประท้วงจากลูกค้าหลายพันคนที่พยายามถอนเงินของพวกเขาคืนและก่อให้เกิดความกังวลเป็นวงกว้างเกี่ยวกับความเชื่อมั่นในภาคธนาคารของกัมพูชา
    .
    ธนาคารแห่งชาติกัมพูชาได้แต่งตั้งบริษัท REACHS & Partners เป็นผู้ชำระบัญชีของธนาคารพาณิชย์ CCU ขณะที่บริษัท Baker Tilly Cambodia จะดูแลการชำระบัญชีของธนาคาร HH และธนาคาร Heng Feng
    .
    ธนาคารกลางกล่าวว่าธนาคารทั้ง 3 แห่งนี้ คิดเป็นเพียง 0.5% ของยอดหนี้คงค้างในภาคธนาคารทั้งหมด 64,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    .
    ธนาคารทั้ง 3 แห่ง ปรากฎอยู่ในรายชื่อคว่ำบาตรของสำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ (OFAC) ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่มุ่งเป้าไปยังบุคคลและบริษัทที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับเครือข่ายการฉ้อโกงทางไซเบอร์ การค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน และเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ
    .
    อย่างไรก็ตาม ธนาคารแห่งชาติกัมพูชาย้ำว่าการมีชื่ออยู่ในรายชื่อของ OFAC ไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่าหน่วยงานนั้นมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางอาชญากรรม และเสริมว่าในแต่ละกรณีจะได้รับการประเมินผ่านกระบวนการสืบสวนลับของกัมพูชาเอง ก่อนที่จะมีการดำเนินการทางกฎหมาย
    .
    ธนาคารกลางกล่าวว่าใบอนุญาตของธนาคาร 3 แห่ง ถูกเพิกถอนเนื่องจากผลประกอบการทางการเงินที่อ่อนแอและผลกำไรที่ย่ำแย่อย่างต่อเนื่อง โดยอ้างถึงผลกระทบที่ยังคงอยู่จากการระบาดของโควิด-19 แรงกดดันด้านภาษีทั่วโลก และความขัดแย้งชายแดนกับไทยเมื่อเร็วๆ นี้
    .
    ธนาคารกลางกล่าวว่าไม่มีแผนที่จะเพิกถอนใบอนุญาตธนาคารเพิ่มเติม และเน้นย้ำว่าการรักษาเสถียรภาพและความยืดหยุ่นของภาคธนาคารยังคงเป็นสิ่งสำคัญของชาติ
    .
    การประกาศปิดธนาคารครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่ก่อนหน้านี้มีการเพิกถอนใบอนุญาตของธนาคาร H-Pay ที่รีแบรนด์จาก Huione และธนาคาร Panda เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงทางไซเบอร์และการฟอกเงิน
    .
    การปิดกิจการทำให้ลูกค้าหลายพันรายไม่สามารถเข้าถึงเงินทุนของตนได้ ก่อให้เกิดการประท้วงที่หลายครั้งกลายเป็นความรุนแรงและบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนในระบบธนาคาร
    .
    ธนาคารแห่งชาติกล่าวว่าเมื่อธนาคารเข้าสู่กระบวนการชำระบัญชีแล้ว ธนาคารจะไม่มีอำนาจทางกฎหมายในการจัดการทรัพย์สินของสถาบันนั้นอีกต่อไป ความรับผิดชอบจะอยู่กับผู้ชำระบัญชีที่ศาลแต่งตั้ง ที่มีอำนาจแต่เพียงผู้เดียวในการจำหน่ายสินทรัพย์และชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารกลาง
    .
    ทั้งนี้ ธนาคารแห่งชาติยอมรับว่ากระบวนการชำระบัญชีอาจมีความซับซ้อนเนื่องจากข้อพิพาทเรื่องความเป็นเจ้าของในเงินฝาก ที่บางครั้งมีหลายคนอ้างสิทธิในเงินจำนวนเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตาม ธนาคารแห่งชาติระบุว่าผู้ฝากเงินที่สามารถระบุความเป็นเจ้าของได้จะไม่ประสบปัญหาสำคัญใดๆ
    .
    รายงานระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2533 ธนาคารกลางได้เพิกถอนใบอนุญาตของสถาบันการเงินทั้งสิ้น 51 แห่ง โดย 25 แห่งถูกบังคับปิดกิจการระหว่างปี 2533 ถึงปี 2563 และอีก 23 แห่ง เข้าสู่กระบวนการปิดกิจการระหว่างปี 2563 ถึงปี 2569 โดยธนาคาร 3 แห่งล่าสุดนี้ ทำให้จำนวนธนาคารที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตรวมเป็น 51 แห่ง.

    https://www.facebook.com/share/p/1CH1c5grs9/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,817
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อิหร่านเพิ่งโจมตีเรือสินค้า ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองอัลคาซาบ ประเทศโอมาน ซึ่งเป็นการโจมตีครั้งที่สองภายใน 24 ชั่วโมงต่อเรือที่พยายามผ่านเส้นทางด้านใต้ที่สหรัฐฯ สนับสนุนในช่องแคบฮอร์มุซ

    https://www.facebook.com/share/1H67pakzkw/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,817
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทรัมป์ ออกมายอมรับแล้วว่า "ให้ทางการสหรัฐแทรกแซงซื้oเงินเยน JPY จริง" แต่ความแปลกมันมันมีเอ๊ะ!! อยู่ตรงที่ว่า "ใช้เงินสกุล EURO จากคลังสำรองซื้o" เค้าก็มองกันว่า ค่อนข้างเป็น "กลไกที่แปลกประหลาดมาก"ในสายตาของนักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินโลก

    ว่ากันว่า ทรัมป์ ต้องการรักษา "ค่าเงินดอลลาร์ USD" ให้แข็งต่อไป ประเด็นคือ ใครๆก็รู้กันว่า ญี่ปุ่น ถือครองพันธบัตรสหรัฐมากที่สุด เพื่อไม่ให้ ญี่ปุ่นต้องเทขาeพันธบัตรสหรัฐมาพดุงเงินเยน JPY ทรัมป์ก็ขอ "อาสาให้คลังสหรัฐเก็บเงินเยน JPY ไว้เอง" จะเป็นอะไรไป (อ้อ มันเชื่อมกันแบบนี้นี่เอง)

    อนึ่ง หากญี่ปุ่นเทขาeพันธบัตรสหรัฐฯ ออกมาพร้อมกันจำนวนมาก จะส่งผลให้ ราคาพันธบัตรร่วงลง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield) พุ่งสูงขึ้น ซึ่งหมายความว่า "ต้นทุนการกู้ยืมเงินของรัฐบาลสหรัฐฯจะแพงขึ้นทันที" ทรัมป์จึงต้องรีบยื่นมือเข้าช่วยโดยใช้เงิน EURO ของสหรัฐฯ ช้อนซื้oเยน JPY เพื่อเบรกไม่ให้ญี่ปุ่น "เข้ามาป่วนตลาดหนี้สหรัฐฯ"

    ซับซ้อนซ่อนเงื่อนดีแท้
    ...
    #เด็กเล่นหุ้น
    https://www.facebook.com/share/1HafmHDec4/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,817
    ค่าพลัง:
    +97,153
    (Aug 3) ผู้ว่าฯธปท. เตือนไทยเร่งปรับตัว ปลดล็อก ‘ศก.โตต่ำ-ติดหล่มหนี้’: ล่าสุดบนเวที “เฮ็ดการ เฮ็ดงาน อีสาน-บ้านเฮา” สะท้อนภาพให้เห็นถึงภาพรวมของเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญและความกังวลใจในหลายมิติ โดยเฉพาะความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งการเติบโตของประเทศ ความเปราะบางของเศรษฐกิจในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ที่ดูเหมือนจะฟื้นตัวได้ช้ากว่าภูมิภาคอื่นอย่างเห็นได้ชัด

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเดินเข้าสู่ “จุดเปลี่ยนสำคัญ” สิ่งที่น่ากังวลคือแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

    ในอดีตประเทศไทยเคยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับ 7% ก่อนลดลงมาอยู่ที่ 5% และ 4% ตามลำดับ ขณะที่ปัจจุบันหลังผ่านพ้นวิกฤติโควิด-19 เศรษฐกิจไทยเติบโตประมาณ 3%

    “ถ้าเป็นเมื่อก่อน ถ้าเศรษฐกิจโต 3% เราคงเสียใจ แต่วันนี้ถ้าโตได้ 3% เรากลับรู้สึกดีใจ”

    สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของศักยภาพเศรษฐกิจไทยอย่างชัดเจน เพราะตัวเลขการเติบโตที่เคยถูกมองว่าต่ำในอดีต กลับกลายเป็นระดับที่หลายฝ่ายพอใจในปัจจุบัน

    ความท้าทายสำคัญ คือ การทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตในระดับสูงขึ้นได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการพยุงให้เศรษฐกิจไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยในแต่ละปี ก่อนหน้านี้มีการประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้อาจโตเพียง 1.5-1.7% ซึ่งเป็นระดับที่น่ากังวลอย่างมาก

    แต่จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ทั้งโครงการไทยช่วยไทย Plus และพระราชกำหนดกู้เงิน 400,000 ล้านบาท อาจช่วยประคองให้เศรษฐกิจเติบโต 2.3%

    แม้ตัวเลขดังกล่าวจะดีกว่าที่เคยประเมินไว้ แต่ยังถือเป็นระดับการเติบโตที่ต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพประเทศ ยิ่งสะท้อนว่าโจทย์สำคัญของไทยในระยะต่อไปต้องแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งศักยภาพการเติบโตของประเทศ

    โลกผันผวน “ช็อก” ถี่ขึ้น
    เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกระแทกจากเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนสูงขึ้น โลกปัจจุบันกำลังเข้าสู่ยุคที่เกิดเหตุการณ์ช็อก หรือ Shocks บ่อยครั้งมากขึ้น

    และแต่ละเหตุการณ์มีความรุนแรง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง ทั้งจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ สงครามการค้า ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กดดันราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับสูงจาก 68-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขึ้นไปแตะระดับ 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    “ความเสี่ยงด้านราคาพลังงานยังไม่หมดไป มีโอกาสสูงที่ราคาน้ำมันกลับขึ้นไปแตะระดับ 40 บาทต่อลิตร เนื่องจากกองทุนน้ำมันมีข้อจำกัดในการแบกรับภาระการอุดหนุนราคา หากราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง ผลกระทบจะไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ใช้รถ แต่จะกระจายไปทั่วระบบเศรษฐกิจ ทั้งต้นทุนการขนส่ง ต้นทุนการผลิต ราคาสินค้า และค่าครองชีพของประชาชน ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อกำลังซื้อในประเทศที่ยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่”

    โตไม่ทั่วถึง ติดกับดัก “K-Shape”
    อีกหนึ่งความกังวลคือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่มีลักษณะ K-Shape กล่าวคือ แม้ตัวเลขเศรษฐกิจบางด้านขยายตัวดี แต่ผลประโยชน์จากการเติบโตกระจุกตัวอยู่ในบางภาคธุรกิจ ขณะที่ประชาชนและผู้ประกอบการจำนวนมากยังไม่ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวเต็มที่

    ปีนี้การส่งออกของไทยขยายตัวถึง 14% ขณะที่เงินลงทุนจากต่างประเทศ หรือ FDI เพิ่มขึ้นสูง ทำให้การลงทุนโดยรวมเติบโตราว 6% หากมองเฉพาะตัวเลขดังกล่าวอาจสะท้อนภาพเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง แต่ลงรายละเอียดจะพบว่าการเติบโตดังกล่าวกระจุกตัวสูงสินค้าที่ทำให้การส่งออกขยายตัวอย่างมาก

    ส่วนใหญ่เป็นสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูงที่เกี่ยวข้องกับ AI, Data Center และ Cloud Service มีอัตราเติบโตสูง 45% ขณะที่สินค้าส่งออกกลุ่มอื่นเติบโตเพียง 2% ปัญหาคือ การเติบโตของภาคเทคโนโลยีดังกล่าวไม่ได้เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจไทยวงกว้างมากนัก

    หากดูผู้ผลิตสินค้ากลุ่มไฮเทคที่มีการส่งออกมี 105 ราย ในจำนวนนี้ 85 รายเป็นบริษัทต่างชาติ ทำให้ผลประโยชน์จากการเติบโตไม่ได้ตกอยู่กับธุรกิจไทยหรือประชาชนไทยเต็มเม็ดเต็มหน่วย

    นอกจากนี้ อุตสาหกรรมใหม่ที่มีการลงทุนสูง เช่น Data Center ใช้เงินลงทุนจำนวนมากและใช้พลังงานสูง แต่กลับสร้างการจ้างงานโดยตรงไม่มาก Data Center แต่ละแห่งอาจจ้างงานเพียง 30-40 คน เทียบการลงทุนในอุตสาหกรรมแบบเดิมที่สร้างการจ้างงานและเชื่อมโยงผู้ประกอบการในประเทศจำนวนมาก

    การลงทุนในอุตสาหกรรมยุคใหม่จึงอาจไม่ได้สร้างผลกระจายทางเศรษฐกิจในวงกว้างเท่าที่ควร
    อีกประเด็นสำคัญ Local Content หรือสัดส่วนการใช้วัตถุดิบและบริการจากผู้ประกอบการภายในประเทศ การลงทุนทั่วไปอาจมี Local Content 70% แต่ในธุรกิจ Data Center อยู่ที่ 30% เท่านั้น

    “ตัวเลขการลงทุนและการส่งออกที่เติบโตสูง ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจไทยทุกส่วนได้ประโยชน์เท่าเทียมกัน นี่คือภาพของ K-Shape ที่ต้องจับตา หากเศรษฐกิจโตเฉพาะบางกลุ่ม คนส่วนใหญ่ยังมีรายได้และกำลังซื้อที่อ่อนแอ การเติบโตดังกล่าวอาจไม่สร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจโดยรวม”
    ปัญหาเชิงโครงสร้าง “หนี้สูง-รายได้ต่ำ”
    หนึ่งในพื้นที่น่ากังวลคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แม้เป็นภูมิภาคที่มีประชากร 1 ใน 3 ของประเทศ มีทรัพยากรและศักยภาพจำนวนมาก แต่เผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาเป็นเวลานาน ปัญหาหนี้ในภาคอีสานรุนแรงกว่าภูมิภาคอื่น NPL หรือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อยู่ที่ 10% ภูมิภาคอื่นอยู่ที่ 3%

    “การฟื้นตัวของธุรกิจในภาคอีสานยังล่าช้ากว่าพื้นที่อื่น แม้สินเชื่อขนาดใหญ่ในระบบธนาคารจะกลับมาเติบโตเป็นบวก 4.8% แต่เศรษฐกิจภาคอีสานยังคงติดลบ 10%”

    ปัญหาดังกล่าวสะท้อนว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทุกพื้นที่ บางภูมิภาคยังติดอยู่กับปัญหาหนี้และรายได้ที่ต่ำ ทำให้ไม่กลับมาเติบโตในจังหวะเดียวกับเศรษฐกิจส่วนอื่น ด้านรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยในภาคอีสานอยู่ที่ 100,000 บาทต่อปี

    ขณะที่ค่าเฉลี่ยของประเทศอยู่ที่ 260,000 บาทต่อปี สะท้อนช่องว่างทางรายได้ที่มีขนาดใหญ่ เป็นปัจจัยที่ทำให้ประชาชนมีความเปราะบางทางการเงินมากกว่า

    ขณะเดียวกัน สัดส่วนหนี้ในภาคอีสานประมาณ 58% สูงกว่าภูมิภาคอื่น โดยเฉพาะหนี้ข้าราชการและหนี้รายย่อยที่ ธปท. พบว่ายังคงเป็นโจทย์ที่แก้ไขได้ยาก เมื่อรายได้ต่ำ แต่ภาระหนี้สูง ความสามารถในการบริโภคและการลงทุนของประชาชนย่อมถูกจำกัด เป็นวงจรทำให้เศรษฐกิจในภูมิภาคฟื้นตัวได้ช้ากว่าพื้นที่อื่น

    “ผลิตภาพ” อีสานถดถอยแข่งขันยาก
    อีกหนึ่งปัญหาเชิงโครงสร้างที่ผู้ว่าการ ธปท. ให้ความสำคัญ คือผลิตภาพของแรงงาน หรือ Productivity โดยเฉพาะในภาคอีสานที่แรงงานประมาณ 50% ยังคงอยู่ในภาคเกษตรกรรมที่เผชิญการแข่งขันรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะข้าวและยางพารา ซึ่งไทยเริ่มสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้ประเทศคู่แข่ง

    “ภาคธุรกิจและภาคเกษตรจึงจำเป็นต้องปรับตัว เพิ่มผลิตภาพ และสร้าง Value Added ให้กับสินค้า หากไม่สามารถยกระดับการผลิตได้ ก็มีความเสี่ยงที่จะค่อยๆ สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน อาจนำไปสู่การหายออกจากตลาดในที่สุด”

    นอกจากการแข่งขันจากต่างประเทศแล้ว ไทยยังต้องเผชิญกับการเข้ามาของสินค้าจีนที่มีต้นทุนต่ำและราคาที่แข่งขันได้มากกว่า หากธุรกิจไทยไม่สามารถนำเทคโนโลยีและ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน สร้างมูลค่าเพิ่ม ก็จะยิ่งเสียเปรียบคู่แข่งมากขึ้น

    เหล่านี้เป็นโจทย์สำคัญที่ไทยต้องเร่งปรับตัว เพราะหากไม่สามารถสร้างงานใหม่ สร้างอุตสาหกรรมใหม่ และเพิ่มผลิตภาพให้แรงงานได้ คนจำนวนมากอาจติดอยู่ในเศรษฐกิจที่มีรายได้ต่ำและมีหนี้สูงต่อไป

    โดย วิชชุลดา ภักดีสุวรรณ

    Source: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

    https://www.facebook.com/share/1EeELbzYMw/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,817
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ∆... "เงินเฟ้อญี่ปุ่นแต่จะดึงอเมริกาลงเหวด้วย!"

    ***... สาเหตุที่ญี่ปุ่นเผชิญภาวะเงินเฟ้อต่อเนื่องสูงที่สุดในรอบหลายสิบปีในช่วงปี 2024–2026
    ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงข้ามคืน

    แต่เป็นผลลัพธ์ของ "การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างระดับมหากาพย์" ที่สืบเนื่องมาจากนโยบายทางการเงินและการคลังยาวนานกว่า 40 ปี ตั้งแต่ยุคก่อนสัญญาพลาซา (Plaza Accord)

    1)... จุดเริ่มต้นและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจ

    ***... ยุคก่อน Plaza Accord ก่อนปี 1985

    โครงสร้าง: ญี่ปุ่นเน้นการส่งออกเป็นหลักด้วยค่าเงินเยนที่อ่อนค่า ส่งผลให้ได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐฯ อย่างมหาศาล

    แรงกดดัน: สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าอย่างหนัก จึงกดดันให้เกิดการปรับเปลี่ยนค่าเงินระดับโลก

    ***... ข้อตกลง Plaza Accord และวิกฤตฟองสบู่ (1985 - 1991)

    ... Plaza Accord (1985):

    ประเทศกลุ่ม G5 บีบให้ค่าเงินเยนแข็งค่าอย่างรวดเร็ว (จาก ~240 เยน/ดอลลาร์ เหลือ ~120 เยน/ดอลลาร์)

    ... การแก้เกมของ BOJ:

    ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เพื่อพยุงการส่งออก

    ผลลัพธ์: เกิดการเก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้นอย่างรุนแรง ก่อให้เกิด "ภาวะฟองสบู่เศรษฐกิจ (Bubble Economy)"

    ... ฟองสบู่แตกและทศวรรษที่สาบสูญ (1990s - 2010s)

    ... 1990s - 2012

    ***... ฟองสบู่แตก (1991):

    BOJ ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสยบฟองสบู่ ส่งผลให้ราคาสินทรัพย์ทรุดตัวเข้าสู่ภาวะ "เงินฝืด" (Deflation) และงบการเงินภาคเอกชนพังทลาย (Balance Sheet Recession)

    ***... พฤติกรรมเปลี่ยน: ผู้บริโภคชะลอการซื้อเพราะคิดว่าอนาคตสินค้าจะถูกลง "บริษัทหยุดขึ้นเงินเดือน" และ "ไม่กล้าขึ้นราคาสินค้า" เกิดเป็นวงจรเงินฝืดเรื้อรังกว่า 20 ปี

    ***... ศตวรรษแห่ง Abenomics ( ชินโซะ อาเบะ ) และดอกเบี้ยติดลบ (2013 - 2021)

    (... หลังจากเงินฝืดมา 20 ปีอาเบะพยายามจะทำให้ดอกเบี้ยติดลบเพื่อจะให้คนเอาเงินไปใช้ได้ง่ายขึ้น หวังฉีดเงินเข้าสู่ระบบ ... )

    ... นายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ ออกนโยบาย "ศร 3 ดอก" (Abenomics) ร่วมกับ BOJ โดยใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายขั้นสุด (QQE)

    ... ปี 2016: BOJ นำอัตราดอกเบี้ยติดลบ (-0.1%) และการควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield Curve Control: YCC) มาใช้เพื่อปั๊มเงินเข้าสู่ระบบและดันเงินเฟ้อให้ถึงเป้าหมาย 2%

    ... จุดเปลี่ยน: Supply Shock และความต่างอัตราดอกเบี้ย (2022 - 2023)

    Cost-Push Inflation: วิกฤตโรคระบาดและสงครามรัสเซีย-ยูเครนดันราคาน้ำมัน อาหาร และสินค้าโภคภัณฑ์พุ่งสูง

    ***... การฉีกตัวของดอกเบี้ย: ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และทั่วโลกขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วเพื่อสู้เงินเฟ้อ แต่ BOJ ยังคงตรึงดอกเบี้ยติดลบ

    >>> ... เงินเยนอ่อนค่าประวัติศาสตร์: เงินเยนร่วงลงอย่างหนักแตะระดับ 150–160 เยน/ดอลลาร์ ส่งผลให้สินค้านำเข้าของญี่ปุ่นมีราคาแพงขึ้นทันที

    ***... การสิ้นสุดยุคดอกเบี้ยติดลบและวงจรเงินเฟ้อใหม่ (2024 - 2026)

    ... ปี 2024: BOJ ประกาศยกเลิกนโยบายดอกเบี้ยติดลบและ YCC เป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี

    ... หลังการเจรจาค่าจ้างประจำปี (Shunto)

    >>> ... เห็นการขึ้นค่าจ้างสูงสุดในรอบ 30 ปี

    ***... ปี 2025 - 2026: เงินเฟ้อเปลี่ยนรูปแบบจาก "ต้นทุนดัน" เป็น "อุปสงค์และการปรับค่าจ้างดัน" (Wage-Price Spiral) BOJ จำเป็นต้องทยอยขึ้นดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 0.5% - 1.0%

    2)... ทำไมญี่ปุ่นถึงเจอปัญหาเงินเฟ้อรุนแรงและยืดเยื้อมาถึงปี 2026?

    สาเหตุสำคัญที่ทำให้เงินเฟ้อในญี่ปุ่นยังคงทรงตัวในระดับสูงและทรงอิทธิพลในปี 2026 มีอยู่ 4 ปัจจัยหลัก:

    2.1) การส่งผ่านต้นทุนจากการอ่อนค่าของเงินเยน (Imported Inflation)
    แม้ BOJ จะเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยเข้าสู่ระดับ 1.0% ในปี 2026 แต่วิถีโครงสร้างดอกเบี้ยของญี่ปุ่นยังคงต่ำกว่าสหรัฐฯ และยุโรปอย่างมาก ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยนี้ทำให้เงินเยนทรงตัวอยู่ในระดับอ่อนค่าต่อเนื่อง สินค้านำเข้า เช่น พลังงาน วัตถุดิบ และอาหาร มีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ

    2.2) วงจรการขึ้นค่าจ้างและการส่งผ่านราคาสินค้า (Wage-Price Spiral)
    พฤติกรรมของภาคธุรกิจญี่ปุ่นเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากเดิมที่ไม่กล้าขึ้นราคาสินค้าเพราะกลัวเสียลูกค้า ปัจจุบันภาคเอกชนเจอกับปัญหา สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์และการขาดแคลนแรงงาน ทำให้ต้องแข่งขันกันปรับขึ้นค่าจ้าง และนำต้นทุนแรงงานนั้นมาบวกเพิ่มในราคาสินค้าและบริการ (Services Inflation)

    2.3) การยกเลิกอุดหนุนมาตรการพลังงานจากภาครัฐ (Subsidy Reductions)
    ในปี 2026 รัฐบาลญี่ปุ่นเริ่มลดสัดส่วนและทยอยยกเลิกมาตรการอุดหนุนค่าไฟฟ้าและก๊าซหุงต้มสำหรับครัวเรือน เพื่อลดภาระทางการคลัง ส่งผลให้ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ปรับตัวสูงขึ้นทันทีจากราคาพลังงานที่สะท้อนต้นทุนจริง

    2.4) การปรับตัวของฝั่งอุปสงค์และพฤติกรรมผู้บริโภค (Inflation Mindset Shift)
    คนญี่ปุ่นที่เคยชินกับภาวะเงินฝืดมากว่า 30 ปี เริ่มตระหนักว่า "การถือเงินสดไว้เฉยๆ ทำให้มูลค่าลดลง" ผู้บริโภคและบริษัทต่างๆ จึงเริ่มเร่งการใช้จ่าย การลงทุน และซื้อสินทรัพย์ ส่งผลให้เกิดแรงดันเงินเฟ้อฝั่งอุปสงค์ (Demand-Pull) ร่วมด้วย

    ***... เงินเฟ้อของญี่ปุ่นในปี 2026 คือจุดจบของ "บทเรียนเงินฝืด 30 ปี" ที่เริ่มตั้งแต่วิกฤตฟองสบู่แตกหลัง Plaza Accord ซึ่งผสมผสานระหว่าง ปัจจัยเชิงโครงสร้าง (ค่าเงินเยนอ่อน + สังคมสูงวัยดันค่าจ้าง) และ การปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินของ BOJ จากการอัดฉีดสภาพคล่องสุดขั้วเข้าสู่สภาวะปกติ (Policy Normalization

    (***... ล่าสุด 2026 ญี่ปุ่นหวังจะเทขายพันธบัตรอเมริกาที่ตัวเองถือมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ทิ้งครั้งใหญ่, ... เพื่อจะมาค้ำจุนค่าเงินเยนที่อ่อนของตัวเองแต่อเมริกากลัวจะดึงตลาดพันธบัตรอเมริการ่วงแล้วก็ตามด้วยค่าเงินดอลลาร์ร่วงอีกด้วย... รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของอเมริกาจึงมีการหว่านล้อมญี่ปุ่นอย่างหนักว่าอย่าเพิ่งขายพันธบัตรอเมริกาตอนนี้... )
    https://www.facebook.com/1530201845...FTYLVZTNeu7t6gG7VXkheF5tN1Wl/?mibextid=NOb6eG
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,817
    ค่าพลัง:
    +97,153
    100 วันกดดันไทย โดยฮุนมาเน็ตได้มีการแจง ในการประชุมด่วน
    อ้างว่านี้คือมาตรการขั่นเด็ดขาด สำหรับกัมพูชา เพื่อนเตรียมพร้อม
    ในการแบรน สินค้า ไทยอย่างหนักตลอด 100 วัน ทั้งนี้เพื่อที่จะให้
    ไทย เร่ง "เข้าสู้โต๊ะเจรจา" ตามเป้าหมายโดยใช้การบีบ นักธุระกิจไทยทางอ้อมให้เร่งกดดันรัฐบาลไทย
    .
    โดยมีผลทันทีเมื่อวันที่ 31.กรกฎาคม .69 ที่ผ่านมา โดย ได้เริ่มต้น ซูเปอร์มาร์เก็ตแม็คโคร (Makro) สาขาเสียมราฐในกัมพูชา ประกาศปิดตัวลงอย่างถาวรสิ้นเดือนกรกฎาคม 2026 นี้ หลังดำเนินกิจการมานานกว่า 7 ปี เนื่องจากต้องเผชิญกับกระแสต่อต้านสินค้าไทย
    .
    ตามประกาศอย่างเป็นทางการ ระบุว่า แม็คโครสาขาเสียมราฐจะยุติการขายทั้งหมด ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2026 หลังเปิดให้บริการลูกค้ามาตั้งแต่ปี 2018 เนื่องจากต้องเผชิญกับขบวนการคว่ำบาตรสินค้าและบริการจากประเทศไทย อย่างไรก็ตาม เพื่อแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าว บริษัทตัดสินใจปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ไปสู่การขายสินค้าออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน ในชื่อ PSAR PLUS

    ปัจจุบันแม็คโครอยู่ในเครือของ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติไทย โดยมีทั้งหมด 3 สาขา ได้แก่ สาขาเซ็นสกและสาขาจรอย จางวา ในกรุงพนมเปญ และสาขาเสียมราฐ

    #beemnews
    #Scambodia

    อ้างอิง https://kbn.news/

    https://www.facebook.com/6157928075...ZU9CpMDmZbLovogEfjRFwuzX2h4l/?mibextid=NOb6eG
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,817
    ค่าพลัง:
    +97,153
    "วิกฤตซูชิ"
    เมื่อญี่ปุ่นทุ่มเงิน "5.5 ล้านล้านบาท" ไปละลายน้ำ ?!

    หลังเงินเยนอ่อนค่า หนักที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

    ญี่ปุ่นได้ทุ่มเงินไปแล้วกว่า "1.6 แสนล้านดอลลาร์" เพื่อพยายามพยุงค่าเงินเยนไว้

    แต่... ตลาดจำนวนมากมองว่า "อาจยังไม่เพียงพอ"

    1) ทุ่ม 73,000 ล้านดอลลาร์ แทรกแซงตลาดในช่วงเดือนเมษายน–พฤษภาคม

    2) ทุ่ม 53,000 ล้านดอลลาร์ แทรกแซงตลาดในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (ซึ่งอาจเป็นการแทรกแซงภายในวันเดียวที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์)

    3) ทุ่ม 34,000 ล้านดอลลาร์ แทรกแซงตลาดในวันศุกร์ที่ผ่านมา

    จนล่าสุดทางสหรัฐต้องเข้ามาช่วยญี่ปุ่น "ซื้อเงินเยน" พยุงตลาดไว้

    โดยเปิดทางให้ญี่ปุ่น "กู้เงินดอลลาร์" มาช่วยแทรกแซงค่าเงินเยน โดยไม่ต้องเทขายพันธบัตรสหรัฐจำนวนมาก

    #จับตาว่า... เม็ดเงินมหาศาลที่ใช้ไปนี้ จะเป็นเพียงการ "ซื้อเวลา" หรือไม่ ?

    หรือญี่ปุ่นจะสามารถแก้ปัญหา และการฟื้นความแข็งแกร่งของเงินเยนในระยะยาวได้จริง ?

    หรือสุดท้ายแล้ว ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะไม่มีทางเลือก นอกจากต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแรงกว่าที่ตลาดคาด เพื่อหยุดการอ่อนค่าของเงินเยนไว้

    หากไม่ใช่..

    เงินที่แทรกแซงไปทั้งหมดนี้ อาจเป็นได้เพียงแค่การ "ซื้อเวลา" และสูญเปล่าไปเป็นแค่ "การละลายน้ำ" เท่านั้น...


    "วิกฤตซูชิ" เมื่อญี่ปุ่นกำลังเดิมพันเงินกว่า 160,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อหยุดการอ่อนค่าของเงินเยน

    ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวใหญ่ที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตา แต่กลับไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่ากับหุ้น AI หรือผลประชุม FED นั่นคือ ญี่ปุ่นกำลังใช้เงินกว่า 160,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อปกป้องค่าเงินเยน

    ตัวเลขนี้ถือเป็นหนึ่งในการแทรกแซงค่าเงินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ และสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลญี่ปุ่นกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากการอ่อนค่าของเงินเยน ซึ่งรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

    เพียงไม่กี่เดือน ญี่ปุ่นใช้เงิน 73,000 ล้านดอลลาร์ ในช่วงเดือนเมษายน–พฤษภาคม ก่อนจะอัดฉีดเพิ่มอีก 53,000 ล้านดอลลาร์ ในวันเดียว ซึ่งอาจเป็นการแทรกแซงภายในวันเดียวที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา และตามด้วยอีก 34,000 ล้านดอลลาร์ ในวันถัดมา

    แต่คำถามสำคัญคือ...

    เงินมหาศาลเหล่านี้ จะสามารถเอาชนะตลาดได้จริงหรือ?

    ล่าสุด สหรัฐฯ ยังเปิดทางให้ญี่ปุ่นใช้ FIMA Repo Facility นำพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ไปเป็นหลักประกันเพื่อกู้เงินดอลลาร์ เพิ่มสภาพคล่องสำหรับการดูแลค่าเงินเยน โดยไม่ต้องเทขายพันธบัตรสหรัฐฯ จำนวนมาก จนหลายคนมองว่านี่คือการช่วยเหลือทางอ้อม เพื่อป้องกันไม่ให้ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ผันผวนเกินไป

    อย่างไรก็ตาม นักลงทุนจำนวนมากยังเชื่อว่า การใช้เงินสำรองเข้าแทรกแซง เป็นเพียงการต่อสู้กับ "อาการ" ไม่ใช่ "สาเหตุ"

    ต้นเหตุของเงินเยนที่อ่อนค่า คือ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ ที่ยังห่างกันมาก เงินทุนจึงยังไหลออกจากเยนไปหาดอลลาร์อย่างต่อเนื่อง หากปัจจัยพื้นฐานนี้ไม่เปลี่ยน การแทรกแซงก็อาจทำได้เพียงชะลอเวลาเท่านั้น

    สุดท้ายแล้ว สายตาของตลาดจึงหันกลับไปที่ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ว่าจะยอมปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแรงกว่าที่คาดหรือไม่ เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นในค่าเงินเยน

    เพราะหาก BOJ ยังไม่เปลี่ยนนโยบาย...

    เม็ดเงินกว่า 160,000 ล้านดอลลาร์ที่ใช้ไป อาจเป็นเพียงการ "ซื้อเวลา" และสุดท้ายก็อาจกลายเป็นแค่ "การละลายน้ำ" เท่านั้น

    และนี่อาจเป็นหนึ่งในการเดิมพันค่าเงินครั้งใหญ่ที่สุด ที่ทั้งโลกกำลังจับตามองในเวลานี้.

    https://www.facebook.com/share/1HwtuBeLEB/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,817
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เกมใหม่ญี่ปุ่น ยืมดอลลาร์แทนขายพันธบัตร จับตาผลกระทบสะเทือนตลาดการเงินโลก

    สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ญี่ปุ่นกำลังพิจารณาใช้ Foreign and International Monetary Authorities (FIMA) Repo Facility ของธนาคารกลางสหรัฐฯ เพื่อเข้าถึงสภาพคล่องสกุลดอลลาร์สำหรับการดูแลเสถียรภาพของค่าเงินเยน โดยไม่จำเป็นต้องขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ถือครองอยู่

    ภายใต้กลไกดังกล่าว ญี่ปุ่นสามารถนำพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มาเป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินดอลลาร์จาก Fed แทนการขายพันธบัตรในตลาด ส่งผลให้สามารถระดมสภาพคล่องได้โดยลดแรงกดดันต่อราคาพันธบัตรและตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ

    แนวทางดังกล่าวถูกมองว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับการแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากช่วยให้ทางการญี่ปุ่นสามารถเข้าถึงเงินดอลลาร์ได้โดยไม่ต้องลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งอาจสร้างแรงขายขนาดใหญ่และเพิ่มความผันผวนให้กับตลาดการเงิน

    สำหรับสหรัฐฯ การใช้ FIMA Repo Facility ยังช่วยลดความเสี่ยงที่ประเทศผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รายใหญ่จะเร่งขายพันธบัตรในช่วงที่ตลาดเผชิญความผันผวน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และเสถียรภาพของตลาดการเงินโดยรวม

    นักลงทุนจึงกำลังจับตาว่า หากญี่ปุ่นนำเครื่องมือนี้มาใช้จริง จะส่งผลต่อทิศทางค่าเงินเยน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึงบรรยากาศการลงทุนในตลาดการเงินโลกอย่างไรในระยะต่อไป

    แม้ยังไม่มีการยืนยันการใช้มาตรการดังกล่าวอย่างเป็นทางการ แต่รายงานของ Bloomberg สะท้อนให้เห็นว่า การบริหารสภาพคล่องผ่านเครื่องมือของธนาคารกลางอาจกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญของประเทศที่ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จำนวนมาก ในช่วงที่ความผันผวนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนและตลาดการเงินยังคงอยู่

    #ญี่ปุ่นเปลี่ยนเกม #เกมการเงินโลก #ดอลลาร์ #ค่าเงินเยน #พันธบัตรสหรัฐฯ #เศรษฐกิจโลก #การลงทุน

    https://www.facebook.com/share/p/1G3hL5x7PP/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,817
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อิหร่านอ้างมีหลักฐานว่า
    "ทรัมป์ปั่นตลาดน้ำมัน"
    และทำกำไรจากข้อมูลวงใน
    ไปกว่า "3.5 แสนล้านบาท" แล้ว


    แหล่งข่าวใกล้ชิดเจ้าหน้าที่อิหร่านอ้างว่า กรุงเตหะรานได้รวบรวมเอกสารที่กล่าวหาว่า มีการใช้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับความขัดแย้งและการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่าน เพื่อทำกำไรจากการซื้อขายน้ำมันล่วงหน้า โดยประเมินว่ามีมูลค่ารวมกว่า 9 พันล้านดอลลาร์

    ตามข้อกล่าวหา มีการเปิดสถานะ Short น้ำมัน หลายครั้ง ก่อนการประกาศสำคัญเกี่ยวกับอิหร่านและช่องแคบฮอร์มุซเพียงไม่กี่นาทีหรือไม่กี่ชั่วโมง ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ

    รายงานยังกล่าวอ้างว่า การซื้อขายดังกล่าวอาจเชื่อมโยงกับบุคคลใกล้ชิดรัฐบาลสหรัฐฯ บางราย อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาเหล่านี้ยังไม่ได้รับการยืนยันจากหน่วยงานอิสระหรือเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และผู้ถูกพาดพิงยังไม่ได้แสดงความเห็นอย่างเป็นทางการ

    https://www.facebook.com/share/p/1Tyc78StZA/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,817
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เยนใกล้แตก!
    Carry Trade จ่อระเบิด
    สหรัฐฯผนึกญี่ปุ่นสกัดวิกฤต

    เงินเยนที่อ่อนค่ารุนแรงอาจดูเป็นข่าวดีสำหรับนักท่องเที่ยว และการส่งออกของบริษัทญี่ปุ่น แต่ในสายตาตลาดการเงิน มันคือ “ระเบิดเวลา” ที่พร้อมสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก

    ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจเกียรตินาคินภัทร วิเคราะห์ผ่านช่อง Money Chat ว่า การร่วงลงของเงินเยนจนแตะระดับประมาณ 164 เยนต่อดอลลาร์ ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของญี่ปุ่น แต่กำลังกลายเป็นความเสี่ยงต่อตลาดทุนและเศรษฐกิจโลก

    เยนทรุดหนัก จนต้องเปิดปฏิบัติการกู้ค่าเงิน

    เงินเยนอ่อนค่าหลุดระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์ และลงไปลึกถึงบริเวณ 164 เยนต่อดอลลาร์ นับเป็นระดับอ่อนค่าที่สุดในรอบหลายสิบปี

    ความอ่อนแอของเยนทำให้สินค้า อาหาร และการท่องเที่ยวในญี่ปุ่นดูราคาถูกลงอย่างมากสำหรับชาวต่างชาติ ถึงขั้นมีการเปรียบเทียบว่า การเดินทางไปกินหรือเที่ยวในญี่ปุ่นบางครั้งอาจถูกกว่าการใช้ชีวิตในประเทศไทยเสียอีก

    แต่เบื้องหลังความ “ถูก” คือแรงกดดันด้านค่าครองชีพของประชาชนญี่ปุ่น และความเสี่ยงที่ตลาดการเงินอาจเสียสมดุล

    สถานการณ์ดังกล่าวนำไปสู่กระแสข่าวเรื่อง Coordinated Intervention หรือการประสานความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ เพื่อสกัดไม่ให้เงินเยนอ่อนค่ารุนแรงไปกว่านี้

    มีข้อมูลระบุว่า ญี่ปุ่นใช้เงินแทรกแซงตลาดสูงถึงประมาณ 8.5 ล้านล้านเยน หรือราว 53,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน ขณะเดียวกันยังมีกระแสข่าวเกี่ยวกับสัญญาณจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ในลักษณะสนับสนุนการซื้อเงินเยน

    จึงอาจไม่ใช่แค่ญี่ปุ่นกำลังสู้กับตลาด แต่เป็นการส่งสัญญาณว่า “สหรัฐฯ พร้อมยืนอยู่ข้างญี่ปุ่น” เพื่อหยุดเกมเก็งกำไรค่าเงินแบบขาเดียว

    ต้นเหตุใหญ่คือดอกเบี้ยสหรัฐฯ-ญี่ปุ่นห่างกันเกินไป

    หัวใจสำคัญของวิกฤตครั้งนี้คือ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่น

    ในช่วงที่สหรัฐฯ รักษาดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง ขณะที่ญี่ปุ่นดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำใกล้ศูนย์หรือติดลบมาเป็นเวลานาน นักลงทุนจึงเลือกกู้เงินเยนซึ่งมีต้นทุนต่ำ ก่อนนำไปลงทุนในพันธบัตร หุ้น หรือสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

    กลยุทธ์นี้เรียกว่า Yen Carry Trade

    ตราบใดที่เงินเยนอ่อนค่าและดอกเบี้ยญี่ปุ่นยังต่ำ นักลงทุนยิ่งได้ประโยชน์ แต่เมื่อทั้งตลาดเริ่มเชื่อว่าเยนจะอ่อนค่าเพียงทิศทางเดียว เงินเยนก็กลายเป็น “One-way bet” ดึงดูดนักเก็งกำไรและ Hedge Fund ให้โถมเปิดสถานะขายหรือ Short เงินเยนมากขึ้น

    ผลลัพธ์คือ เยนยิ่งอ่อนค่า และตลาดยิ่งเดิมพันไปในทิศทางเดียวกันจนเกิดความเสี่ยงสะสม

    ทำไมสหรัฐฯ ต้องยื่นมือช่วยญี่ปุ่น?

    ดร.พิพัฒน์มองว่า สหรัฐฯ มีเหตุผลสำคัญอย่างน้อย 2 ประการ

    ประการแรก หากดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยนมากเกินไป สินค้าสหรัฐฯ จะมีราคาแพงขึ้นเมื่อเทียบกับสินค้าญี่ปุ่น กระทบต่อการส่งออกและความสามารถในการแข่งขันของบริษัทอเมริกัน

    ประการที่สอง อาจอันตรายยิ่งกว่า คือความเสี่ยงจากการ “ระเบิด” ของ Yen Carry Trade

    หากเยนอ่อนค่าต่อเนื่องจนตลาดสะสมสถานะขายไว้มากเกินไป ก่อนเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เยนแข็งค่ากลับอย่างรวดเร็ว นักลงทุนจะต้องเร่งปิดสถานะและหาเงินเยนมาคืนเงินกู้

    สิ่งที่น่ากังวลคือ นักลงทุนอาจต้องเทขายหุ้น พันธบัตร สินค้าโภคภัณฑ์ และสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก เพื่อนำเงินกลับมาชำระหนี้สกุลเยน

    จากวิกฤตค่าเงิน จึงอาจลุกลามกลายเป็นแรงขายครั้งใหญ่ในตลาดการเงินโลก รวมถึงตลาดหุ้นสหรัฐฯ

    ญี่ปุ่นติดกับดัก “ขึ้นดอกเบี้ยก็เจ็บ ไม่ขึ้นก็พัง”

    ทางออกของญี่ปุ่นไม่ได้ง่าย เพราะกำลังติดอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

    ญี่ปุ่นมีหนี้สาธารณะมากกว่า 200% ของ GDP หากธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ ขึ้นดอกเบี้ยเร็วและแรงเกินไป ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลจะพุ่งสูงขึ้น และอาจสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อฐานะการคลัง

    ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นยังต้องระมัดระวังไม่ให้การขึ้นดอกเบี้ยทำลายการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

    แต่หากปล่อยให้เยนอ่อนค่าต่อไป ราคาน้ำมัน พลังงาน อาหาร และสินค้านำเข้าจะยิ่งแพงขึ้น กระทบค่าครองชีพของประชาชน และทำให้เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น จนอาจบีบให้ BOJ ต้องขึ้นดอกเบี้ยในท้ายที่สุด

    นี่คือกับดักที่ญี่ปุ่นต้องเลือกระหว่าง “เสถียรภาพค่าเงิน” “การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ” และ “ความยั่งยืนทางการคลัง”

    เงินบาทและนักลงทุนไทยจะได้รับผลกระทบอย่างไร?

    วิกฤตเงินเยนไม่ได้อยู่ไกลตัวนักลงทุนไทย เพราะความผันผวนของดอลลาร์ กระแสเงินทุน และราคาพลังงาน สามารถส่งผลต่อเงินบาทและตลาดหุ้นไทยโดยตรง

    เงินบาทมีความเสี่ยงอ่อนค่าหากไทยขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันสูงขึ้น เนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ

    นอกจากนี้ หากส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐฯ กว้างขึ้น เงินทุนอาจไหลออกไปหาผลตอบแทนที่สูงกว่าในต่างประเทศ เพิ่มแรงกดดันต่อทั้งเงินบาทและสินทรัพย์ไทย

    สำหรับช่วงครึ่งปีหลัง นักลงทุนต้องจับตา 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่

    1. ความยั่งยืนของการลงทุนด้าน AI และ AI CapEx
    2. ทิศทาง ราคาน้ำมันและสงครามในตะวันออกกลาง
    3. นโยบายดอกเบี้ยของ Fed และความผันผวนของเงินเฟ้อ

    แทรกแซงได้เพียงชั่วคราว แต่แก้ต้นเหตุไม่ได้

    ดร.พิพัฒน์สรุปว่า เป้าหมายของการแทรกแซงตลาดครั้งนี้อาจไม่ใช่การทำให้เงินเยนแข็งค่ากลับทันที แต่คือการสร้าง Two-way volatility หรือความผันผวนที่เกิดขึ้นได้ทั้งสองทิศทาง

    พูดง่ายๆ คือ ต้องการส่งคำเตือนไปยังนักเก็งกำไรว่า “การขายเยนไม่ใช่เดิมพันที่ชนะได้ง่ายและปลอดภัยอีกต่อไป”

    อย่างไรก็ตาม การใช้เงินเข้าแทรกแซงทำได้เพียงซื้อเวลา เพราะต้นเหตุที่แท้จริงยังอยู่ที่ส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่น

    ตราบใดที่ดอกเบี้ยสองประเทศยังห่างกันมาก แรงกดดันต่อเงินเยนก็ยังไม่หายไป และหาก Yen Carry Trade เกิดการกลับทิศอย่างรุนแรง วิกฤตครั้งนี้อาจไม่ได้จบอยู่แค่ค่าเงินญี่ปุ่น แต่มีโอกาสลุกลามเป็นแรงขายสะเทือนตลาดการเงินทั่วโลก

    เพราะเมื่อเงินเยนพลิกกลับ คนที่ต้องรีบหนีอาจไม่ใช่แค่นักเก็งกำไรค่าเงิน แต่คือผู้ถือสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก

    https://www.facebook.com/share/19DVk59KSU/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,817
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทรัมป์ประณาม "สื่อปลอมที่ไม่ชื่นชมความสำเร็จของเขา" อีกครั้ง:
    FB_IMG_1785837704425.jpg
    เรตติ้งที่แท้จริงของผม ไม่ใช่เรตติ้งที่สื่อปลอมสร้างขึ้นมา คือเรตติ้งที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา และทำไมจะไม่เป็นเช่นนั้น ในเมื่อเรามีการลดภาษีและการจ้างงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ การลงทุนจากต่างประเทศในอเมริกาครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก พรมแดนที่ปลอดภัยอย่างสมบูรณ์ ชัยชนะครั้งใหญ่ในเวเนซุเอลา การปลดอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน ความเคารพและความสำเร็จที่ไม่เคยมีมาก่อนทั่วโลก และอีกมากมาย?

    อย่าเชื่อโพลปลอมของฝ่ายซ้ายหัวรุนแรง พวกมันเป็นพวกโกงและทุจริต – เหมือนกับ "พรรคเดโมแครต" ที่กำลังทำลายประเทศ – พวกโกงและทุจริต จงลงคะแนนให้พรรครีพับลิกันเพื่อความยิ่งใหญ่ของอเมริกา!

    03/08/2026

    https://www.facebook.com/share/p/1BkGdXER8z/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,817
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เสริมความแข็งแกร่งให้กับท่อส่งก๊าซอิหร่านผ่านทางอาร์เมเนีย

    ทางการอาร์เมเนียกำลังมองหาวิธีการขยายปริมาณก๊าซและสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ในขณะนี้เยเรวานพึ่งพาการกระชับความร่วมมือกับอิหร่านซึ่งเป็นพันธมิตรดั้งเดิม
    FB_IMG_1785837808249.jpg
    ในกรุงเตหะรานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านและอาร์เมเนียได้ตกลงที่จะจัดตั้งคณะทำงานร่วมกันด้านพลังงาน และหารือเกี่ยวกับเงื่อนไขใหม่สำหรับการส่งออกก๊าซของอิหร่านไปยังอาร์เมเนีย นอกจากนี้การหารือยังครอบคลุมถึงการเพิ่มปริมาณก๊าซ, การก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมัน, โครงการทางวิศวกรรม, และการขยายการค้าด้วย

    ประเด็นสำคัญที่สุดของการเจรจาคือการหารือเกี่ยวกับโอกาสของระเบียงพลังงานอิหร่าน-อาร์เมเนีย-จอร์เจีย-รัสเซีย โครงการ "ก๊าซแลกไฟฟ้า" กำลังดำเนินการอยู่ในความสัมพันธ์ระหว่างอาร์เมเนียและอิหร่าน ขณะนี้มีการพูดถึงการเชื่อมโยงระบบพลังงานหลายระบบเข้าด้วยกันเป็นแกนเดียว โดยอาร์เมเนียจะกลายเป็นศูนย์กลางการขนส่งระหว่างอิหร่านและเส้นทางเหนือ

    เยเรวานกำลังมองหาวิธีลดการพึ่งพาก๊าซจากรัสเซียอย่างชัดเจน ซึ่งครอบคลุม มากกว่า 80% ของความต้องการของสาธารณรัฐ ในขณะเดียวกันเตหะรานหวังที่จะขยายการส่งออกท่ามกลางมาตรการคว่ำบาตรและข้อจำกัดเกี่ยวกับเส้นทางตะวันตก อย่างไรก็ตามโครงการนี้มีจุดอ่อน: ทั้งสองฝ่ายเชื่อมโยงโครงการนี้กับการก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าอิหร่าน-อาร์เมเนียสายที่สาม ซึ่งยังไม่แล้วเสร็จมานานถึง 12 ปี

    ❗️หากนโยบายดังกล่าวถูกนำไปใช้ การผูกขาดของรัสเซียในภาคพลังงานของอาร์เมเนียอาจลดลงบ้าง แต่ฝ่ายรัสเซียจำเป็นต้องรักษาการมีส่วนร่วมในโครงการร่วมต่างๆที่ช่วยให้รัสเซียสามารถควบคุมโครงสร้างพื้นฐานและการไหลของพลังงานในภูมิภาคได้

    อย่างไรก็ตามปฏิกิริยาของ "พันธมิตรตะวันตก" ของทางการอาร์เมเนียต่อการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างอาร์เมเนียและอิหร่านในภาคพลังงานยังคงเป็นคำถามใหญ่ เพราะท้ายที่สุดแล้วสหภาพยุโรปกำลังผลักดันให้รวมอาร์เมเนียเข้าไว้ในระเบียงพลังงานร่วมกับตุรกี ซึ่งอาจนำมาซึ่งความเสี่ยงทางการเมืองที่ร้ายแรงกว่ามาก

    03/08/2026
     

แชร์หน้านี้

Loading...