ลดกระหน่ำรับเดือนเกิด กันยายน ลป.จื่อ ซูปเปอร์ถูก สมเด็จโลกอุดร ลป.ปิยะ จองภายใน 3 วัน

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย นพ_กำแพงแสน, 1 เมษายน 2012.

  1. นพ_กำแพงแสน

    นพ_กำแพงแสน เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 กรกฎาคม 2008
    โพสต์:
    16,984
    ค่าพลัง:
    +10,046
    1.พระปิดตาจัมโบ้ รุ่นมหาเศรษฐี กิมจื่อ เนื้อผงธูป โค๊ต จื่อ หมายเลข 211
    โรงงานปั๊มพระ ช่างกู้ ลายไทย โดยเนื้อพระเป็นเนื้อน้ำมัน สูตรเดียวกับพระปิดตาหลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ยิ่งนานวันเนื้อพระจะแห้งตรึงสวยงาม มองเห็นมวลสารอย่างชัดเจน นี่เป็นสูตรเฉพาะพระปิดตามหาเศรษฐี กิมจื่อ ใครที่ได้ครอบครองไว้ลองหยิบมาส่องดูครับ เนื้อพระเริ่มมีไขผุดขึ้นมาจากองค์พระ นี่คือเสน่ห์ของพระเนื้อผงน้ำมันในรุ่นนี้
    IMG_20260905_114820.jpg IMG_20260905_114238.jpg IMG_20260905_114757.jpg IMG_20260905_114809.jpg
    มีเส้นเกศาเยอะ บูชา 650 บาทจัดส่ง EMS
    FB_IMG_1788583532023.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 กันยายน 2026 at 12:58
  2. นพ_กำแพงแสน

    นพ_กำแพงแสน เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 กรกฎาคม 2008
    โพสต์:
    16,984
    ค่าพลัง:
    +10,046
    2.เหรียญขวัญถุง รุ่นเจ้าสัวพันล้าน หลวงปู่จื่อ พันธมุตโต ขอบสตางค์ บูชา 200 บาทจัดส่ง EMS IMG20260905115205.jpg IMG20260905115231.jpg IMG20260905115251.jpg IMG20260905115259.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 กันยายน 2026 at 12:59
  3. นพ_กำแพงแสน

    นพ_กำแพงแสน เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 กรกฎาคม 2008
    โพสต์:
    16,984
    ค่าพลัง:
    +10,046
    3.เหรียญเจ้าสัวพันล้าน หลวงปู่จื่อ พันธมุตโต เนื้อสัมฤทธิ์ลงยาส้ม ตอกโค้ดจีน หมายเลข 5785 บูชา 400 บาท จัดส่ง EMSสวยเดิมๆพร้อมกล่อง IMG20260905115507.jpg IMG20260905115515.jpg IMG_20260905_115542.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 กันยายน 2026 at 12:59
  4. นพ_กำแพงแสน

    นพ_กำแพงแสน เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 กรกฎาคม 2008
    โพสต์:
    16,984
    ค่าพลัง:
    +10,046
    4.เหรียญเจ้าสัวพันล้าน หลวงปู่จื่อ พันธมุตโต เนื้อกะไหล่นาคฝังพลอยแดง ตอกโค๊ตด้านหน้าเหรียญ หมายเลข1062 บูชา 400 บาทจัดส่ง EMS IMG20260905115750.jpg IMG20260905115809.jpg IMG_20260905_115943.jpg IMG_20260905_115830.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 กันยายน 2026 at 12:59
  5. นพ_กำแพงแสน

    นพ_กำแพงแสน เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 กรกฎาคม 2008
    โพสต์:
    16,984
    ค่าพลัง:
    +10,046
    5.เหรียญเจ้าสัวพันล้าน หลวงปู่จื่อ พันธมุตโต เนื้ออัลปาก้า ลงยาเหลือง ตอกโค้ดจีน หมายเลข4295 บูชา 400 บาทจัดส่ง EMS IMG20260905120246.jpg IMG_20260905_120408.jpg IMG_20260905_120354.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 กันยายน 2026 at 12:59
  6. นพ_กำแพงแสน

    นพ_กำแพงแสน เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 กรกฎาคม 2008
    โพสต์:
    16,984
    ค่าพลัง:
    +10,046
    6.เหรียญเจ้าสัวพันล้าน หลวงปู่จื่อ พันธมุตโต เนื้อทองแดงผิวไฟหน้ากากชนวน หมายเลข 350 บูชา 400 บาทจัดส่ง EMS IMG20260905120531.jpg IMG20260905120605.jpg IMG_20260905_120637.jpg
    บูชาพระหลวงปู่จิ่อรายการที่ 1 -6 บูชา 2000 บาท จัดส่งEMS
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 กันยายน 2026 at 15:02
  7. นพ_กำแพงแสน

    นพ_กำแพงแสน เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 กรกฎาคม 2008
    โพสต์:
    16,984
    ค่าพลัง:
    +10,046
    พระผงต่อเงินต่อทองรุ่นแรก หลวงพ่อจวน ว ัดหนองสุ่ม จ.สิงบุรี องค์นี้ 5 ชั้น
    มีสองพิมพ์ แบบ 5 ชั้น และ 7 ชั้น
    บูชา 700 บาท จัดส่ง EMS IMG_20260905_205154.jpg IMG_20260905_205225.jpg IMG_20260905_205300.jpg IMG_20260905_205320.jpg IMG_20260905_205246.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 6 กันยายน 2026 at 02:17
  8. นพ_กำแพงแสน

    นพ_กำแพงแสน เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 กรกฎาคม 2008
    โพสต์:
    16,984
    ค่าพลัง:
    +10,046
    เหรียญครบรอบ 82 ปี หน้ากากทองแดง หลวงปู่จื่อ พันธมุตโต บูชา 250 บาทจัดส่ง EMS IMG_20260906_090310.jpg IMG_20260906_090319.jpg
     
  9. นพ_กำแพงแสน

    นพ_กำแพงแสน เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 กรกฎาคม 2008
    โพสต์:
    16,984
    ค่าพลัง:
    +10,046
    ล็อกเก็ตหลวงพ่ออุดม วัดพิชัยสงคราม จ.อยุธยา เลี่ยมพลาสติกกันน้ำ บูชา 300 บาทจัดส่ง EMS
    ประวัติหลวงพ่ออุดม วัดพิชัยสงคราม (บทความนี้ยาวหน่อยนะครับ)

    หลวงพ่ออุดม “อุตตมปญฺโญ” วัดพิชัยสงคราม ท่านเป็นสุดยอดเกจิในยุคปัจจุบันอีกท่าน ที่คนเมืองกรุงเก่า ให้การยอมรับและศรัทธาท่านมากอีกหนึ่งท่าน ท่านศึกษาร่ำเรียนมาจากสาย "วัดประดู่ทรงธรรม"มาอย่างครบถ้วนกระบวนความ ชนิดยากที่จะหาใครเทียบ ชื่อเสียงของวัดประดู่ทรงธรรมมีมาช้านานตั้งแต่สมัยอยุธยา สำนักผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาอาคม หลวงพ่อกลั่นวัดพระญาติ อาจารย์เภา หลวงปู่เทียมวัดกษัตริย์ตราธิราช หลวงปู่สีวัดสะแก หรือหลวงปู่ดู่วัดสะแกท่านก็จบมาจากสาย "วัดประดู่ทรงธรรม" เช่นเดียวกัน
    วัตถุมงคลของหลวงพ่อท่าน สร้างน้อย โดยเฉพาะของในยุคแรกๆด้วยแล้ว สร้างจำนวนน้อยมาก เรื่องประสบการณ์ในวัตถุมงคลของท่าน มีประสบการณ์มาจนนับไม่ถ้วน ทั้งเรื่องแคล้วคลาด คงกระพัน มหาอุตม์ เซียนน้อยและเซียนใหญ่ของอยุธยาตามเก็บพระของท่านอย่างเงียบๆ พระของท่านท่านไม่มีการโฆษณาหรืออนุญาตให้นายทุนเข้ามาลงทุนสร้างพระเพื่อการพานิช ดังนั้นเราๆจะไม่เห็นพระของท่านออกลงจองตามสถานที่ต่างๆยกเว้นในวัดของท่านเท่านั้น
    เราลองมาศึกษาประวัติโดยย่อของท่านกันนะครับ........วัดพิชัยสงคราม ต.กะมัง อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา วัดนี้เป็นวัดราษฎร์โบราณ ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา สร้างเมื่อใด ใครเป็นผู้สร้างไม่ปรากฏหลักฐานใดๆ แต่มีกล่าวไว้ในพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ที่กล่าวถึงวัดนี้ สรุปความได้ว่า ณ วันเสาร์ขึ้น ๔ ค่ำ เดือนยี่ ปีจอ อัฐศก (จุลศักราช ๑๑๒๘ ตรงกับพุทธศักราช ๒๓๐๙) ขณะกองทัพพม่าล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่ พระยาวชิรปราการ (สิน) เจ้าเมืองตาก ประเมินสถานการณ์สงครามว่า กรุงศรีอยุธยาจะต้องเสียให้แก่กองทัพพม่าอย่างแน่นอน เพราะข้าราชการ แม่ทัพนายกองขาดความเป็นธรรม ขาดความสามัคคีที่จะร่วมแรงร่วมใจกันต่อต้านกองทัพพม่า จึงพร้อมด้วยพรรคพวกทหารหาญร่วมอุดมการณ์ ประมาณ ๑,๐๐๐ คน ฝ่ากองทัพพม่าทางทิศตะวันออก ข้ามลำน้ำป่าสัก รวมพล ณ “วัดพิชัย” เวลาค่ำ ร่วมให้สัตยาธิษฐานต่อพระประธานในพระอุโบสถ ขอให้เดินทางโดยปลอดภัย กลับมากู้กรุงศรีอยุธยามีชัยชนะต่อข้าศึก เป็นอัศจรรย์ฝนโปรยลงมาเป็นมหาพิชัยฤกษ์ก่อนออกเดินทางไปมีชัยชนะต่อกองทัพพม่าที่ติดตามโจมตี ทิ้งกรุงศรีอยุธยาซึ่งถูกเพลิงเผาผลาญไว้เบื้องหลัง ผ่านเมืองนครนายก เมืองระยอง ตั้งมั่นรวบรวมไพร่พล ณ เมืองจันทบุรี จนกลับมากอบกู้อิสรภาพมีชัยชนะต่อข้าศึกโดยเด็ดขาด ปราบดาขึ้นครองราชย์สมบัติเป็น “พระเจ้ากรุงธนบุรี” ได้รับการถวายพระเกียรติเป็น “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช”
    วัดพิชัยคงเป็นวัดร้างมาแต่ พ.ศ.๒๓๐๙ ก่อนเสียกรุงศรีอยุธยา จนสมัยรัตนโกสินทร์ ประมาณสมัยรัชกาลที่ ๔ หรือ รัชการที่ ๕ ชาวบ้านมีจิตศรัทธาร่วมใจกันบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ขนานนามมงคลอันเป็นเหตุการณ์จากประวัติศาสตร์ เป็นอนุสรณ์ว่า “วัดพิชัยสงคราม” มีพระสงฆ์จำพรรษาสืบมาจนทุกวันนี้
    พระครูวิชัยกิจจารักษ์ (หลวงพ่ออุดม อุตตมปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดพิชัยสงคราม ชาติภูมิ พระครูวิชัยกิจจารักษ์ อายุ 78 ปี พรรษาที่ 58 เดิมชื่อ เด็กชายอุดม ลัดดา เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2479 ปีชวด ที่แพ ตำบลไผ่ลิง อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นบุตรคนโตของคุณพ่อบัว ลัดดา คุณแม่ชั้น ลัดดา มีพี่น้องร่วมบิดามารดา 5 คน ตามลำดับดังนี้ คนแรก หลวงพ่ออุดม อุตตมปญฺโญ (พระครูวิชัยกิจจารักษ์) คนที่ 2 นางปราณี พงษ์สุวรรณ์ คนที่ 3 ว่าที่ร้อยตรีสุนทร ลัดดา คนที่ 4 นายวิชัย ลัดดา
    เด็กชายอุดม เริ่มการศึกษา เมื่ออายุเข้าสู่วัยเรียน ได้ศึกษาเล่าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดพระญาติการาม จากนั้นติดตามคุณพ่อ คุณแม่ไปอยู่อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่วัดอุโลม มีพระอาจารย์เยื้อนเป็นครูใหญ่จาดนั้นติดตามคุณพ่อ คุณแม่มาอยู่อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กลับมาเรียนที่โรงเรียนวัดพระญาติการามอีก มีครูเทียมประเสริฐ เป็นครูใหญ่ จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เข้าเรียนต่อมัธยมศึกษาปีที่ 1 มัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ โรงเรียนสุนทรวิทยามีครูสุทัศน์ (เสมอใจ) สัมภวผล เป็นครูใหญ่ เมื่อจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 ไปสอบเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนช่างไม้ท่าวาสุกรี (วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา ปัจจุบัน) เรียนอยู่ได้ประมาณ 5 เดือน เกิดเจ็บป่วยรักษาอย่างไรก็ไม่ดีขึ้น จึงขอลาพักการเรียน 7 วัน แล้วจะกลับไปเรียนใหม่
    เด็กชายอุดม เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ หลังจากลารักษาสุขภาพ อายุครบ 15 ปี คุณแม่ไปบนหลวงพ่อโต (พระพุทธไตรรัตนนายก) วัดพนัญเชิง ว่าถ้าหากหายป่วยจากอาการที่ไม่ทราบสาเหตุจะบวชเณรถวาย 7 วันหลังจากนั้นก็หายป่วยเด็ดขาด คุณแม่จึงนำเด็กชายอุดม ลัดดา เข้าบรรพชาเป็นสามเณรกับท่านพระครูศีลกิตตุคุณ (หลวงพี่อั้น) วัดพระญาติการาม เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2494 เมื่อบรรพชาแล้วโยมแม่จึงนำสามเณรอุดมมาฝากให้อยู่กับพระอาจารย์ต่วน วัดกล้วย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อบรรพชาครบ 7 วัน สามเณรอุดม มีความมุ่งมั่น มีจิตศรัทธาในพระบวรพระพุทธศาสนา ไม่คิดกลับไปเรียนทางด้านวิชาสามัญ โยมแม่จึงตัดสินใจให้ลาออกจากโรงเรียนช่างไม้ท่าวาสุกรี สามเณรอุดม จึงหันมาเอาดีทางด้านธรรมะ โดยศึกษาหาความรู้ ศึกษาเล่าเรียน ตั้งใจบำเพ็ญบุญกุศล ไหว้พระ สวดมนต์ นั่งสมาธิ ภาวนา อยู่เป็นนิจ
    การศึกษาทางธรรม พ.ศ. 2494 (อายุ 15 ปี) เรียนกัมมัฏฐาน กับท่านอาจารย์จาบ สุวรรณ สำนักเรียนกัมมัฏฐาน วัดประดู่ทรงธรรม (ซึ่งมีศักดิ์หรือฐานะเป็นตาแท้ ๆ ของสามเณรอุดม ลัดดา) พ.ศ. 2495 (อายุ 16 ปี) เรียนนักธรรมชั้นตรี ที่สำนักเรียน วัดสุวรรณดาราราม สอบได้นัดธรรมชั้นตรี ในสนามหลวง พ.ศ. 2496 (อายุ 17 ปี) เรียนนักธรรมชั้นโท ที่สำนักเรียน วัดสุวรรณดาราราม สอบได้นักธรรมชั้นโท ในสนามหลวง พ.ศ.2499 (อายุ 20 ปี) เรียนนักธรรมชั้นเอก ที่สำนักเรียน วัดสุวรรดาราม สอบได้นักธรรมชั้นเอก ในสนามหลวง เมื่ออายุครบ 20 ปี บริบูรณ์ สามเณร อุดม ลัดดา มีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยและสืบทอดพระพุทธศาสนา ได้บอกกับโยมพ่อ โยมแม่ ขออุปสมบทตามความตั้งใจ สามเณรอุดม ลัดดา ได้เข้าอุปสมบทเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2499 เวลา 16.05 น. โดยมี • หลวงพ่อพระครูศีลกิตติคุณ (หลวงพ่ออั้น) วัดพระญาติการาม เป็นพระอุปัชฌาย์ • พระอธิการทองดำ ปิยกโร วัดพิชัยสงคราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ • พระอาจารย์เฉลิม เขมทสฺส วัดพระญาติการาม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา “อุตตมปญฺโญ” แปลว่า ผู้อุดมไปด้วยสติปัญญา จำพรรษา ณ วัดกล้วย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ครั้นถึงปลายปี พ.ศ.2502 คณะกรรมการวัดพิชัยสงคราม ได้กราบอาราธนานิมนต์มาจำพรรษา ณ วัดพิชัยสงคราม ต่อมา วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ.2509 พระอธิการทองดำ ปิยกโร ได้ลาสิกขาบท คณะกรรมการวัดพิชัยสงคราม จึงมีมติให้พระอุดม อตตมปญฺโญ รักษาการแทนเจ้าอาวาส รับหน้าที่ปกครองสงฆ์ วัดพิชัยสงคราม จนกระทั่ง วันที่ 24 กันยายน พ.ศ.2511 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส วัดพิชัยสงคราม เป็นองค์ที่ 7 ของวัดสืบมาจนถึงปัจจุบัน หลวงพ่ออุดม อุตตมปญฺโญ ได้รับสมณศักดิ์ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2527 เป็นพระครูสัญบัตรชั้นโท ได้รับพระราชทินนามว่า “พระครูวิชัยกิจจารักษ์”
    การศึกษาทางพุทธาคม นับตั้งแต่บรรพชาเป็นสามเณร นอกจากการเรียนกัมมัฎฐาน กับท่านอาจารย์จาบ สุวรรณแล้ว ท่านยังได้ศึกษาวิชาอาคมควบคู่กันไปด้วย โดยท่านได้ศึกษาด้วยตนเองจากตำรา คัมภีร์โบราณของวัดกล้วย ซึ่งเป็นสรรพวิชาในสายวัดประดู่ทรงธรรม หลวงพ่อได้มุ่งมั่นฝึกฝน ท่องจำภาวนาปฏิบัติ ทุกบท ทุกวรรค ทุกตอน จนแม่นยำ และเชี่ยวชาญ จนจบสิ้นกระบวนความตำรา ซึ่งครบด้วย เวทมนต์คาถาลงอักขระ เลขยันต์ หลังจากเรียนจบ หลวงพ่อได้เริ่มสร้างวัตถุมงคลขึ้นมาหลายอย่าง แต่ที่นับได้ว่าเป็นพระเครื่องรุ่นแรกของท่าน ก็คือ พระพิมพ์ขุนแผนเนื้อผง ปี พ.ศ.2509 ต่อมาก็ได้มีการสร้างพระเครื่องขึ้นมาอีกหลายอย่าง เช่นพระพิมพ์สมเด็จ พระปิดตา ตะกรุดโทน ตะกรุดสี่มหา ตะกรุดมหาระงับ และวัตถุมงคลอื่น ๆ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
    นอกเหนือจากความศักดิ์สิทธิแห่งองค์พระเครื่อง เครื่องรางของขลังแล้ว หลวงพ่อได้ใช้วิชาอาคมต่าง ๆ ช่วยเหลือชาวบ้าน ที่เดินทางมาหา ท่านได้ช่วยเหลือและแนะนำให้ทำสิ่งต่าง ๆ ตามดวงชะตาของแต่ละคนให้บรรเทาเบาบางหมดไป แม้ว่าหลวงพ่อไม่ใช่พระที่มีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ด้วยความเมตตา คอยช่วยเหลือชาวบ้านทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน จึงมีผู้คนพากันเดินทางมากราบเป็นประจำ ด้วยความเคารพและศรัทธาอย่างสูงสุด
    งานการพัฒนาและก่อสร้างศาสนสถานเมื่อมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพิชัยสงคราม หลวงพ่อได้พัฒนาศาสนสถานต่าง ๆ จนเจริญรุ่งเรือง ผิดไปจากสภาพเดิมอย่างมาก งานด้านการก่อสร้างหลวงพ่อได้บูรณะ ปฏิสังขรณ์อุโบสถที่ชำรุดเสียหายขึ้นใหม่ และได้ก่อสร้างถนนเข้าวัด เมรุเผาศพ เทพื้นรอบอุโบสถ สร้างศาลาการเปรียญ หอสวดมนต์ กุฏิ ศาลาเอนกประสงค์ หอฉัน โรงเรียนพระปริยัติธรรม รั้วกำแพง พระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระเจ้าตากสิน ตำหนักพระเจ้าตากสิน ศาลวีรชน เขื่อนกั้นน้ำ และถาวรวัตถุอีกมากมาย นอกจากงานด้านก่อสร้างแล้ว หลวงพ่อยังเป็นครูสอนพระปริยัติธรรม และคุมสอบธรรมศึกษาตั้งทุนสนับสนุนพระภิกษุสามเณรในการศึกษาธรรม และ เป็นประธานหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล ให้ความรู้ธรรมะแก่เยาวชนและประชาชนทั่วไป
    ปัจจุบันถึงแม้หลวงพ่อจะมีอายุ 78 ปีแล้ว หลวงพ่อยังคงพัฒนาวัดอย่างต่อเนื่อง และคอยต้อนรับพุทธศาสนิกชน ที่เข้ามากราบนมัสการหลวงพ่อด้วยความเมตตา อย่างทั่วถึงกัน..... ได้แวะมาอยุธยา เขามากราบท่านกันนะครับ ท่านรับแขกช่วงเช้าและช่วงเย็นนะครับ เพราะปัจจุบันท่านสุขภาพไม่ค่อยดีเท่าไร ผมมีโอกาสก็เข้าไปกราบท่านบ่อยๆ ... ส่วนวัตถุมงคลของท่านไม่มีวางจองที่ใดๆ ต้องจองที่วัดเท่านั้นนะครับ.... สาธุ ....
    ที่มาข้อมูล https://www.facebook.com/share/p/1HAe4JCFPm/
    IMG20260906091157.jpg IMG20260906091143.jpg
     
  10. นพ_กำแพงแสน

    นพ_กำแพงแสน เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 กรกฎาคม 2008
    โพสต์:
    16,984
    ค่าพลัง:
    +10,046
    ล็อกเกตภาพวาด (แทนคุณ) หลวงปู่สิงห์ทอง ปภากโร บูชา 250 บาทจัดส่ง EMS เลี่ยมพลาสติกกันน้ำ
    IMG20260906092102.jpg IMG20260906092109.jpg

    ๏ ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่สิงห์ทอง ปภากโร ๏
    วันนี้วันที่ ๓ กันยายน ๒๕๖๗ เป็นวันคล้ายวันมรณภาพของหลวงปู่สิงห์ทอง ปภากโร รำลึก ๔ ปี อาจาริยบูชาคุณ “พระมหาเถระผู้มีธรรมสว่างไสวเจิดจำรัส” อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าสุนทราราม บ้านกุดแห่ อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร องค์ท่านเป็นศิษย์ หลวงปู่ดี ฉันโน และเป็นพระอาจารย์ของหลวงปู่เนย สมจิตฺโต องค์ท่านพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ทุกครั้งที่ผมไปกราบท่าน จะต้องรอให้ท่านเดินจงกรมให้เสร็จก่อน ท่านว่าถึงแก่แล้ว แต่ก็ต้องทำข้อวัตรปฏิบัติธรรมตามแบบปฏิปทาพ่อแม่ครูอาจารย์ อย่างน้อยเดินจงกรมให้ได้วันละชั่วโมง ไม่ให้ขาดแม้นาทีเดียว จึงขอน้อมนำประวัติ และปฏิปทาขององค์ท่านบางส่วนมาเผยแพร่ให้ได้รับทราบ และเป็นแบบอย่างที่ดีที่ควรน้อมนำมาปฏิบัติกันครับ

    #ประวัติและศุภนิมิตหลวงปู่สิงห์ทอง_ปภากโร
    • #ชาติภูมิ

    พระครูสุนทรศีลขันธ์ (หลวงปู่สิงห์ทอง ปภากโร) นามเดิม ชื่อ สิงห์ทอง ได้กําเนิดในตระกูล ประมูลอรรถ เมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๔๖๘ ที่บ้านกลางใหญ่ ตําบลกลางใหญ่ อําเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี โยมบิดาชื่อ นายบ่อง โยมมารดาชื่อ นางอูบ ประมูลอรรถ มีพี่น้องร่วมมารดา ๓ คน คือ

    ๑. หลวงปู่สิงห์ทอง ปภากโร
    ๒. นางรั้ว ประมูลอรรถ
    ๓. นางทองดํา ประมูลอรรถ (แม่ชีทองดํา)

    ก่อนที่จะมาปฏิสนธิในครรภ์มารดานั้น ในคือหนึ่งมารดานิมิตว่ามี ชายแก่คนหนึ่งเอางาช้างยาวใหญ่ขาวบริสุทธิ์มามอบให้ แล้วชายแก่คนนั้น สั่งกําชับว่า งาช้างนี้เป็นมงคล ขอให้รักษาไว้ให้ดีเพื่อเป็นมรดกของเจ้า ห้ามไม่ให้ผู้ใด ใครคนหนึ่งเอาไปเป็นกรรมสิทธิ์อย่างเด็ดขาด ไม่นานนัก มารดาก็ได้ตั้งครรภ์ และได้พยายามถนอมรักษาครรภ์เป็นอย่างดีจนครบ ทศมาส ๑๐ เดือน แล้วคลอดออกมา เวลาคลอดก็เอาก้นออกมาก่อน เป็นที่ลําบากของมารดา และเมื่อได้คลอดออกมาแล้วมารดาก็เจ็บปวด อย่างหนักแทบขาดใจถึงสลบ ผู้เฒ่าผู้แก่ได้เอาผ้าถุงมาพัดโบกให้จนฟื้นเป็นปกติ หมอตําแยได้ตัดสายแห่ ล้างเช็ดตัวให้สะอาด เอาไปวางนอนในกระด้ง บิดา มารดา ได้เลี้ยงดูด้วย ความรักตลอดมา มีป้าตาลเป็นผู้อุปการะดูแล เปรียบเสมือนแม่อีกคนหนึ่ง เมื่ออายุได้ ๒ ขวบ ป้าตาลก็ตายจากไป บิดามารดาก็ได้เลี้ยงดูจนเติบโต เป็นผู้ใหญ่

    พ.ศ.๒๔๗๑ บิดามารดา ได้อพยพครอบครัวมาอยู่บ้านกุดแห่ ตําบลกุดเชียงหมี อําเภอเลิงนกทา จังหวัดอุบลราชธานี เนื่องจากเป็นพื้นที่ ที่อุดมสมบูรณ์ดีซึ่งบ้านเดิมนั้นที่นาเป็นที่ลุ่ม ทํานาไม่ได้ผล น้ำท่วมอยู่ตลอดในหน้าฝน และอีกเหตุผลหนึ่งที่ย้ายมาอยู่บ้านกุดแห่ เพราะป้าตุ่นที่เป็นพี่สาวโยมแม่ ได้มามีครอบครัวอยู่บ้านกุดแห่ก่อนแล้ว โดยมาแต่งงานกับ คุณลุงตา เถาที่ จึงทําให้ลุง และป้าชักชวนมาอยู่ด้วยและมีญาติพี่น้องจากบ้านกลางใหญ่อพยพมาตั้งรกรากหลายครอบครัว เช่นพ่อสี ทองมี พ่อลี บัวศรี การเดินทางมาบ้านกุดแห่สมัยนั้นเดินทางโดยพาหนะล้อเกวียน มาถึงบ้านกุดแห่ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๔๗๑ เมื่อมาอยู่ที่นี่ ลุงและป้าทั้งสอง ให้ความเอ็นดูรักใคร่อาตมาเหมือนลูก อาตมาได้รับความเมตตา จากป้าตุ่น ลุงตา ป้าโส ลุงสอน โดยให้การอบรม เลี้ยงดูอย่างดี เหมือนพ่อแม่ผู้ให้กําเนิดคนหนึ่ง อาตมาเคารพนับถือเหมือนบิดามารดา ของข้าพเจ้าและร่วมกันทํานาเลี้ยงครอบครัวด้วยความสมบูรณ์ตลอดมา

    ครั้นพออาตมาอายุได้ ๑๕ - ๒๐ ปี ก็แบ่งนาให้ทํา ครอบครัวอาตมาก็ทําอยู่ทํากินด้วยดีตลอดมา

    ปี พ.ศ.๒๔๘๗ ขณะนั้นอาตมาอายุได้ ๑๙ ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดสําราญนิเวศ ตําบลทุ่ง อําเภออํานาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี โดย พระมหาดุสิต เทวีโร เป็นพระอุปัชฌาย์ และมาจําพรรษาที่วัดป่าสุนทราราม บ้านกุดแห่ ซึ่งมีท่านพระอาจารย์ดี ฉันใน เป็นเจ้าอาวาส บวชได้ ๑ พรรษา ก็ลาสิกขา มาประกอบอาชีพเลี้ยงบิดามารดาและน้องๆ เพราะบิดาป่วยเป็นโรคหืด ก่อนลาสิกขาพระอาจารย์ดี ได้สั่งไว้ว่า เมื่ออายุครบบวช เป็นพระแล้ว ให้มาบวชอีก อาตมารับปาก กับอาจารย์ว่า “โดยข้าน้อย” ต่อมาโยมบิดาเสียชีวิต โยมมารดามีความประสงค์ให้มีครอบครัว จึงไปสู่ขอให้แต่งงานกับนางพิมพ์ วัลลา อยู่กินร่วมกันไม่นานก็เลิกลากันไป จึงต้องหน้าตั้งตาทํานาเลี้ยงมารดาและน้องทั้งสอง อยู่ต่อมาไม่นานญาติผู้ใหญ่ อยากให้มีครอบครัวอีกเป็นครั้งที่สอง แต่มีกรรมดีบันดาลไม่ให้เป็นเช่นนั้น

    ปี พ.ศ.๒๔๙๐ มีอยู่คืนหนึ่งนิมิตว่า มีคนแก่คนหนึ่งผมขาวทั่วศรีษะ ถือฆ้อนตระบองเพชรมีหนาม ไล่ฆ่าตั้งแต่บ้าน จนถึงนายแปลง ห้วยหินลับ วิ่งไล่ขึ้นไปบนเถียงนา อาตมาก็กระโดดลงจากเถียงนา ไปซ่อนตัวอยู่ในกองฟาง แล้วไปพบนายเผย ครูศรี เพื่อนสนิท เขาถามนายเผยว่า “แกเห็น เชียงสิงห์ทองวิ่งมาทางนี้ไหม” นายเผย ตอบว่า “ไม่เห็น” เขาก็เดินไปทางอื่น ข้าพเจ้าจึงหลบวิ่งหนีกลับถึงบ้าน ด้วยความกลัว ก็สะดุ้งตื่นขึ้นมารู้สึกกลัว แล้วเหนื่อยหายใจไม่สะดวก เพราะวิ่งกลับไประหว่างบ้านห้วยหินลับ กับ นายแปลง เมื่อรู้สึกตัวตั้งสติได้ แล้วก็ได้ไหว้พระเจริญพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ เมตตาพรหมวิหาร ๔ เสร็จแล้ว ตั้งใจนั่งสมาธิ ตั้งแต่เวลาประมาณตี ๒ จนสว่าง จิตใจจึงมีอํานาจเข้มแข็ง หายใจสะดวกเป็นปกติ ตื่นเช้าได้ไป รดน้ำมนต์กับท่านพระอาจารย์ดี จึงรู้สึกสบายใจขึ้น จากนั้นก็ได้พิจารณาใคร่ครวญถึงความตาย ว่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่รอดความตายไปได้ มีความตาย เป็นเบื้องหน้า ความตายจะมาถึงเราเมื่อใด ไม่ทราบและได้เห็นเพื่อนๆ หลายคนได้ตายจากไป มากแล้ว จึงตัดสินใจที่จะละเพศฆราวาส เพราะเป็นสิ่งขัดข้องวุ่นวายอยู่ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีอะไรเป็นแก่นสาร คนเราเกิดมามีอยู่ ๒ อย่างที่ทําอยู่คือ ทําดี และ ทําชั่ว คนทําดีก็ได้รับผลดี คนทําชั่วก็ได้รับกรรมชั่ว คือเป็นทุกข์ไปตามการกระทํานั้นๆ เราก็เป็นทุกข์ คือ ทุกข์ด้วย ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ โสกะ ปริเทวะทุกข โทมนัส สุปายา สาปิทุกขา อัปปิเยหิ สัมปโยโคทุกโข ปิเยหิวิปปะโยโคทุกโข ยัมปิจฉงนะละ ภูติสัมปิทุกขัง สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธาทุกขา ฯ เหล่านี้ล้วนเป็นกองทุกข์ทั้งมวล

    อาตมา จึงได้เข้าวัดปฏิบัติธรรม รักษาศีล ในระหว่างเข้าพรรษาเป็นครั้งคราว ส่วนเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน เขายังติดอยู่กับความเพลิดเพลินในกามคุณ แม้อาตมาจะชักนําเข้าวัดก็ไม่มาด้วยอาตมาเดินไม่ได้มาหลายปี น้องสาวสองคน ก็ยังไม่มีครอบครัว พอที่จะดูแลโยมแม่ให้มีความสุขได้ จึงได้รอเวลาให้น้องสาวคนโต ได้มีครอบครัวก่อน

    • #นิมิตปี พ.ศ.๒๔๙๓

    อาตมา ได้นิมิตว่าตนเอง ถึงแก่ความตาย เขาได้บรรจุศพเข้าในหีบศพแล้ว หามหีบศพ เข้าไปเผาที่วัดป่าสุนทราราม บ้านกุดแห่ เวลาจะเผาศพ ก็ไม่มีพระมามาติกาบังสุกุลเลย มีผู้ชายหามศพไป ๔-๕ คน พอถึงป่าช้า ก็หามเวียนเชิงตะกอน ๓ รอบแล้วก็ยกหีบศพวางบนกองฟอน (กองฟืน) ที่ใกล้ต้นตุมกา วิญญาณของอาตมาขึ้นไปอยู่บนกิ่งตูมกาใหญ่ แล้วมองดูเขาเผาศพอาตมาบนกองฟอนพอไฟลุกโพลงขึ้น อาตมาได้ตะโกนร้องลงไปว่า “สุเอากูมาเผากูก็ไม่ร้อนดอก” พอพูดเสร็จก็ไม่มีใครพูดตอบ คนที่หามอาตมามาเผาก็กลับบ้านไปทุกคนไม่มีใครอยู่กับเราอีกแล้ว ปล่อยให้เราอยู่คนเดียว ไฟได้เผาซากศพของเราจนหมดแล้ว จึงได้ลงมาจากต้นไม้ มาถึงในขณะนั้นไฟก็ยังลุกอยู่ พออาตมาเข้าไปที่กองฟอน ไฟที่เผาศพนั้นก็ดับสนิทไม่มีเชื้อเพลิงเลย จากนั้นก็ยืนดูอยู่ประมาณ ๓ นาที พิจารณาว่าไฟที่ลุกนั้น พอเราเดินมาใกล้ทําไมจึงดับสนิทไม่มีแม้แต่เชื้อ หลงเหลืออยู่เลย อาตมาได้ยืนพิจารณาด้วยความพิเคราะห์ คงจะเป็นด้วยบุญบารมีของเรากระมัง จากนั้นก็นั่งลงใกล้ๆ กับกองฟอน ในกองฟอนเหลือแต่เถ้ากับกระดูก จึงหยิบเอากระดูกที่เหลือจากไฟไหม้มากองไว้ทุกชิ้น จากนั้นก็นั่งคิดใคร่ครวญว่า เราจะทําอย่างไรหนอ ทันใดนั้นเองจิตก็ผุดคิดขึ้นได้ว่าเราจะเอากระดูกเรามาปั้นรูปพระ เราจะทําอย่างไร เมื่อกระดูกมันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอยู่ พอคิดอย่างนั้นแล้วจึงคิดหาครกและสากมา บดตําให้ละเอียด ครกและสากก็ผุดขึ้นมาทันทีโดยไม่ได้ไปหา จากนั้นก็นํากระดูกลงตําจนละเอียด เอาน้ำสะอาดมาผสม แล้วเอามาปั้นเป็นรูปพระ เมื่อปั้นเสร็จแล้วก็ไม่รู้ว่าจะเอาไปไว้ที่ไหน คงจะทิ้งไว้ที่กองฟอน เป็นแน่แท้ จากนั้นก็สะดุ้งตื่นขึ้นจากความฝัน ใจก็คิดว่าเราตายแน่นอน แล้วพอรู้สึกตัวมีสติ แล้วได้แปลนิมิตว่าคงเป็นมงคลแก่เราแน่นอน เราคงตายจากเพศคฤหัสถ์แล้ว คงได้อุปสมบทในเร็ววันนี้เป็นแน่แท้ จิตใจก็คิดอยากจะบวชเรื่อยมา

    ปี พ.ศ.๒๔๙๔ น้องสาวคนแรกมีครอบครัว ก็รู้สึกดีใจ บัดนี้คงเป็นโอกาสที่จะได้อุปสมบทเป็นแน่แท้ ไม่ต้องสงสัย อยู่มาอาจารย์ชวน ภาพูวงศ์ ได้ถึงแก่กรรม ในปีนั้นอาตมาได้ไปร่วมงานเผาศพ อาจารย์ชวนด้วย เพราะเคยเป็นลูกศิษย์ที่โรงเรียนบ้านกุดแห่ ในเดือนมีนาคม ปีเดียวกัน พ่อใหญ่ สารวัตรนู ภาพูวงศ์ ปรารถนาจะทําบุญเพื่ออุทิศให้ อาจารย์ชวน ภาพูวงศ์ ต้องการนาคเพื่ออุปสมบทในงานบุญ ได้ข่าวว่าอาตมาอยากจะบวช จึงไปขอจากโยมแม่ และโยมแม่ก็ไม่ขัดข้อง จวบเหมาะกับที่น้องสาวก็มีครอบครัว พอที่จะช่วยเหลือแม่ได้แล้ว อาตมารู้สึกดีใจเป็นอย่างแน่นอน บัดนี้เราได้มีโอกาสแล้ว คงสมกับที่ได้ตั้งปณิธานไว้อย่างมาก จึงได้ตกลงใจเป็นนาค ให้กับพ่อใหญ่สารวัตรนู ภาพูวงศ์ ก่อนที่จะเข้าเป็นนาคที่วัด ก็ได้ลามารดาและน้องๆ และญาติมิตรสหายเรียบร้อย ทุกคนขอ อนุโมทนาด้วยและได้มอบสมบัติให้น้องสาว น้องเขยดูแลจนถึงทุกวันนี้

    จากนั้น เจ้าศรัทธาสร้างกองบวชกองบุญก็ได้นํานาคไปมอบให้กับท่านพระอาจารย์กงแก้ว ขันติโก เป็นผู้รับ และเป็นผู้ฝึกอักขระจนช่ำชองแล้ว จึงได้อุปสมบทตั้งแต่วันนั้น คือ วันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๔๙๔

    • #การอุปสมบท

    ท่านได้อุปสมบท เมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๔๙๔ วันเสาร์ ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๔ ปีมะโรง เวลา ๑๔.๑๕ น. ณ อุโบสถวัดป่าสุนทราราม บ้านกุดแห่ ตําบลกุดเชียงหมี อําเภอเลิงนกทา จังหวัดอุบลราชธานี มี พระครู ภัทรคุณาธาร วัดพรหมวิหาร เจ้าคณะอําเภอเลิงนกทา (ธ.) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ดี ฉันโน เจ้าอาวาสวัดป่าสุนทราราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์บุ จันทศิร วัดสําราญนิเวศ ตําบลทุ่ง อําเภออํานาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อมีอายุ ๒๕ ปี นายนู ภาพูวงศ์ และ นางสาน ภาพูวงศ์ บุตรสะใภ้ เป็นเจ้าภาพสร้างกองบวช อุทิศให้แก่นายชวน ภาพูวงศ์ ผู้เป็นบุตรชายที่ถึงแก่กรรม อยู่จําพรรษา และปฏิบัติพระอาจารย์ดี ฉันโน ที่วัดป่าสุนทราราม

    • #นิมิตครั้งที่๒ ปี พ.ศ.๒๔๙๔

    เมื่ออาตมาดํารงเพศเป็นบรรพชิต ได้อาศัยอยู่ที่ศาลาการเปรียญ หลังใหญ่ ซึ่งในปัจจุบันยังมีความแน่นหนาถาวรอยู่ ที่ศาลามีที่พักสงฆ์อยู่ ๒ ห้อง ห้องทางทิศเหนือ คณะสงฆ์มอบให้อาตมาอยู่ประจําห้องทางทิศใต้ ท่านอาจารย์ใหญ่ดี ฉันโน เจ้าอาวาสอยู่ประจํา อาตมาได้อยู่อุปฐากท่าน อย่างใกล้ชิด ทั้งเช้า-เย็น และ ตอนกลางคืน ในคืนหนึ่ง ได้นิมิตเห็น คนแก่ผมขาว มือถือฆ้อนตระบองเพชร เดินรอบศาลา เพื่อค้นหาอาตมา อาตมาได้นั่งอยู่กับพระอาจารย์ดี ฉันโน คนแก่ที่ถือฆ้อนได้วางฆ้อน กระบองไว้ข้างนอกห้อง เดินเข้ามากราบพระอาจารย์ดี แล้วถามท่านว่า ท่านอาจารย์เห็นเชียงสิงห์ทองมาที่นี่ไหม ท่านอาจารย์ดี ตอบว่า

    เชียงสิงห์ทอง บวชแล้ว นั่งอยู่กับอาตมานี่แหละ คนแก่คนนั้นเห็นอาตมา แกดีใจมาก แล้วประนมมือยกขึ้นเหนือศีรษะ กล่าวสาธุการว่า “สาธุๆ" จากนั้นก็หายตัวไป โดยไม่ร่ําลา พระอาจารย์ดีเลย

    อาตมา สะดุ้งตื่นขึ้นมา จากนั้นก็ได้พิจารณาไตร่ตรองในนิมิต คนผมขาวที่ถือฆ้อนตระบองเพชรไล่ล่า เราที่ในนิมิต ขณะเป็นฆราวาสซึ่ง เป็นเวลาห่างกันประมาณ ๔-๕ ปี แกตามหาเราจนพบตัวเมื่อเห็นเราบวช เป็นพระแล้ว ก็อนุโมทนา สาธุการด้วยอย่างเต็มศรัทธานึกแล้วก็พิจารณา เห็นว่าคนแก่คนนี้มีบุญคุณต่อเรามาก เขาหาอุบายให้เราได้อุปสมบทในพระพุทธศาสนา ไม่หลงอยู่ในกามคุณทั้ง ๕ คือ รูป รส กลิ่น เสียงโผฏฐัพพะ และธรรมารมย์ ที่เราติดอยู่หลายภพหลายชาติ เวียนว่ายตายเกิดอยู่อย่างนี้ จากนี้ไปก็จะได้ตั้งใจบําเพ็ญคุณงามความดี ตามที่พระอาจารย์ใหญ่ดี ฉันโน ที่ได้อบรมบ่มนิสัยในข้อวัตรปฏิบัติเช่น ธุดงส์ ๑๓ ขันธวัตร ๑๔ พร้อมทั้งการปฏิบัติพระธรรมวินัยตามแบบฉบับ พระอาจารย์ใหญ่ดี โดยเคร่งครัดในข้อวัตรตามแบบฉบับ พระธุดงส์สาย หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ใหญ่สายวิปัสสนากรรมฐานซึ่งเป็นพระอาจารย์พระอาจารย์ดี อีกทีหนึ่ง โดยมีความปราถนาเพื่อพ้นทุกข์ไปได้ หรือไม่นั้นก็แล้วแต่บุญกรรมจะพาไป

    • #นิมิตที่ภูถ้ำพระ

    ปี พ.ศ.๒๕๐๒ ซึ่งในปี ๒๕๐๒ ท่านอาจารย์ใหญ่ดี ฉันโน ได้นําพระเณร และญาติโยมชาวบ้านไปสร้างแท่นพระ อาตมาก็ได้ไปจําพรรษาอยู่ที่นั่นด้วย ขณะนี้ภูถ้ำพระได้ถูกพัฒนาเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งหนึ่ง ของจังหวัดยโสธร อัฐิ ส่วนหนึ่งของท่านพระอาจารย์ดี ฉันโน ก็บรรจุไว้ที่ธาตุภูพระแห่งนี้

    ในขณะที่พระอาจารย์ดีสร้างแท่นพระ ต่อมาท่านอาพาธ ญาติโยมลูกศิษย์ ที่อําเภอวารินชําราบ คือ พันเอกแปลง ได้มารับท่านโดยรถยนต์ นําไปรักษา โดยพักที่วัดแสนสําราญ อ.วารินชําราบ ก่อนที่จะเดินทางไปรักษาตัว ท่านพระอาจารย์ใหญ่ดี ได้เรียกญาติโยม และชาวบ้านกุดแห่ พร้อมพระสงฆ์มาประชุมโดยทั่วกัน และได้กล่าวในที่ประชุมว่า “วัดนี้ขอมอบให้ท่านสิงห์ทอง เป็นเจ้าอาวาส” ส่วนฉันเป็นเจ้าโอวาส อาตมา ได้เดินทางไปเยี่ยมท่านที่อําเภอวารินชำราบ เป็นครั้งคราวเพราะต้องดูแลการก่อสร้างพระไสยาสน์ ซึ่งนายอ่างเป็นช่างที่ภูถ้ำพระ ครั้นต่อมาไม่นาน สามเณรอุดม ซึ่งติดตามท่านอาจารย์ดี ไปวัดป่าแสนสําราญ ก็ได้มาแจ้งข่าวการมรณภาพ ของท่านพระอาจารย์ใหญ่ดี ฉันโน ซึ่งเป็นข่าวที่ยังความเศร้าโศกเสียใจมายังชาวบ้านกุดแห่ และบ้านใกล้เรือนเคียงที่ให้ความเคารพนับถือท่านอาจารย์ดี เป็นอย่างมาก ทางวัดป่าสุนทรารามก็ได้ ตีฆ้องกลอง ระฆัง ส่งเสียงดัง สะนั่นหวั่นไหว เป็นสัญญาณให้ญาติโยมได้รับรู้ จากนั้นชาวบ้านญาติโยมก็หลั่งไหลมาที่วัด ต่างก็มีใบหน้าที่เศร้าหมอง อาตมาได้ประกาศแจ้งข่าวให้ชาวบ้านญาติโยมได้ทราบ บัดนี้ท่านอาจารย์ใหญ่ดี ฉันโน ซึ่งเป็นเสมือน ร่มโพธิ์ ร่มไทรของพวกเราทั้งหลาย ได้จากพวกเราไปแล้ววันต่อมา ญาติโยมก็ได้ร่วมทําบุญถวายทาน อุทิศ ส่วนกุศลในงานศพท่านที่วัดป่าสุนทราราม จากนั้นอาตมาก็ได้กลับเข้าไปจําพรรษาที่ภูถ้ำพระ ได้มุงหลังคา ศาลาการเปรียญ ๑ หลัง ภูถ้ำพระ เป็น สถานที่อันอุดมสมบรูณ์ มีป่าไม้หนาห่างไกลผู้คนมีความสงบเป็นธรรมชาติ เหมาะแก่การทําภาวนา อาตมาจึงหาที่ๆ สงบด้านเหนือมีก้อนหินใหญ่ ปกป้องแดด และลมอยู่ใกล้กับถ้ำเหมันต์ได้กางกลดไว้ใต้เงื่อมหิน มีเตียงสําหรับเป็นที่พักบําเพ็ญเพียรทําสมาธิภาวนาตามข้อวัตรปฏิบัติตาม แบบอย่างอาจารย์ใหญ่ดี ฉันโน อบรมสั่งสอนมาได้ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ส่วนมากจะหนักไปทางเดินจงกรม วันที่เกิดนิมิตนั้นได้เดินจงกรม ประมาณ ๒ ชั่วโมงเศษ ก็เข้าพักผ่อนที่มุงกลด แล้วเข้าสู่วาระที่สองในการนั่งสมาธิ ชั่วขณะหนึ่ง จึงจําวัดเพื่อเปลี่ยนอริยาบท ไม่นานนักก็มีนิมิตว่าบุคคลหนึ่งยกมือขึ้น แล้วก็วางนิ้วมือลงบนหน้าผากหลายครั้ง พอจิตสํานึกได้พิจารณาดูคงเป็นพ่อแม่ครูบาอาจารย์ใหญ่ดี ซึ่งมีรูปภาพของท่านอยู่บนศีรษะหัวเตียง จากนั้นก็นั่งภาวนาต่อไป ประมาณได้ว่าช่วงระยะนั้นจิตสงบเป็นปกติดี เยือกเย็นทั่วสรรพทางกาย ประมาณเวลาได้ ๔ ชั่วโมงเศษๆ มีโยมผู้หญิงคนหนึ่งนุ่งผ้าสีดํารูปร่างใหญ่ หน้าตาสวย มานั่งลงข้างหน้า กราบลงสามครั้ง

    อาตมาถามว่า โยมมาธุระอะไร
    เขาตอบว่า “มากราบ ครูบาอาจารย์อยากได้มาเป็นคู่ครอง”
    อาตมาได้ตอบไปว่า “อาตมาเป็น ผู้ทรงศีล" มีระเบียบวินัย ไม่เหมาะสมอยู่ร่วมเป็นฆราวาสกับโยมได้ ขอให้กลับไปที่เดิมอยู่นานผู้คนจะเห็น จะถูกนินทาด้วยประการต่างๆ โยมอยู่ที่ไหนชื่ออะไร มาอยู่ที่นี่เพื่อประสงค์อะไร
    เขาตอบว่า ข้าน้อยชื่อ นางสาวเกลี้ยง ซึ่งพํานักอยู่บริเวณภูถ้ำพระมานานหลายศตวรรษแล้ว
    จากนั้นอาตมา ก็เทศน์ให้ฟัง หญิงคนนั้นก็เดินไปตรงถ้ำเกลี้ยง แล้วก็หายตัวไป จากนั้นอาตมาก็ได้จําวัดพักผ่อน ได้เกิดศุภนิมิตอีกครั้งในเวลาจวนจะสว่าง คล้ายกับว่ามีญาติโยมจํานวนมากมาชุมนุมกันบริเวณก้อนหินใหญ่ใกล้เงื่อมหินที่กางกลดนั้นเขาจะจัดพิธีบายศรีสู่ขวัญบ่าว-สาว มีพาขวัญตั้งอยู่ตรงกลางลานหินต่อหน้าอาตมา คนเฒ่าคนแก่ทั้งชายหญิง ล้อมวงกันพอพิธีเสร็จ ก็มีผู้เฒ่าคนหนึ่งคลานไปกราบนิมนต์อาตมา ให้ไปเข้าพิธีสู่ขวัญ แต่งงาน อาตมาได้ขอร้องให้ญาติโยมเลิกพิธีได้ อาตมาเป็นพระจะมาแต่งงานไม่ได้ ต้องลาสิกขาเสียก่อน จึงจะแต่งงานได้ หญิงสาวคนนั้น ก็เศร้าโศกเสียใจ แสดงกิริยาไม่พอใจ แล้วก็วิ่งลงไปซ่อนอยู่ข้างหลังคนแก่ ผู้เป็นพราหมณ์ในการสู่ขวัญ จากนั้นหญิงคนนั้นก็ลุกหายตัวไปพร้อมกันทั้งหมดทุกคน

    ภูถ้ำพระ ลักษณะเป็นเขาเตี้ยๆ ขนาดเล็ก ด้านตะวันออก เป็นพื้นราบ ด้านตะวันตกเป็นหน้าผาสูงชัน เหมาะแก่การชมทิวทัศน์ เบื้องล่างตั้งอยู่บนรอยต่อทางทิศตะวันออก จดบ้านคําไหล อําเภอนิคมคําสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ทิศตะวันตกอยู่ติดกับป่า และที่นาห่างจากบ้านกุดแห่ ประมาณ ๗ กิโลเมตร สภาพพื้นที่เป็นเขาเตี้ย ธรรมชาติปรุงแต่งอย่างสวยงาม มีถ้ำหลายถ้ำที่สําคัญคือ ถ้ำพระที่มีพระพุทธรูปอยู่ภายในถ้ำมานมนาน มีสํานักสงฆ์ซึ่งอยู่ในการปกครองของวัดป่าสุนทราราม บ้านกุดแห่ ถ้ำภายในภูถ้ำพระมี ถ้ำเกลี้ยง ถ้ำจันทร์ ถ้ำเค็ง ฯลฯ ความศักดิ์สิทธิ์ของภูถ้ำพระแห่งนี้ มีการเล่าขานกันมาว่าเมื่อก่อนถ้ำพระมีผู้คนไปกราบไหว้ไม่ได้ขาด แต่ต้องระมัดระวังคําพูด และที่สําคัญอย่าได้ไปขโมยสิ่งของในภูถ้ำพระเด็ดขาด ขืนทําก็มีอันเป็นไปให้เห็นทันที มีครั้งหนึ่ง นายท่อน ไปเลี้ยงวัว เลี้ยงควาย ได้จับกบที่ถ้ำพระไปทําอาหารพอมาถึงบ้านก็ป่วย และตายไปในคืนนั้น

    ต่อมาก็มีเจ็กใหญ่ที่มาค้าขายอยู่ที่บ้านกุดแห่ ได้ไปหยิบเอาพระทองคําในถ้ำพระ ๑ องค์ เพื่อเอามาบูชา พอมาถึงบ้าน นายสอง ลูกชายก็เจ็บป่วยกระทันหัน แล้วตายในวันนั้น ผู้เป็นพ่อต้องนําเอาพระพุทธรูปนั้น กลับไปไว้ที่เดิม มีหลายคนที่มาหยิบเอาพระพุทธรูปในภูถ้ำพระไปกลัวตาย ต้องนํามาส่งคืน ต่อมา นายกว้าง บัวศรี ได้ทําการล้อเลียน ทําเหมือนคนโฆษณาขายยา โดยเอาใบไม้ มาทําเป็นลําโพง พอกลับถึงบ้านรู้สึกคันๆ ที่ปากพอเอามือมาจับดูปากก็บิดไม่สามารถกลับคืนเหมือนเดิมได้ วันต่อมา ญาติๆ ได้นําดอกไม้ธูปเทียนไปขอขมา ปากก็กลับ คืนเป็นปกติดีเหมือนเดิม ความศักดิ์สิทธิ์ของภูถ้ำพระ ตามที่เล่ามานี้เป็นความจริงทุกประการ ปัจจุบันภูถ้ำพระ เจริญตามกาลเวลาการเดินทางไปภูถ้ำพระก็สะดวกรวดเร็ว ถนนหนทางดีกว่าแต่ก่อนมาก และมีผู้คนเข้าไปทำมาหากินในที่นาของตนเองมากขึ้น
    (ภายหลังหลวงปู่สมหมาย จิตตปาโล ได้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดภูถ้ำพระอยู่หลายปี ก่อนจะย้ายไปวัดป่าอนาลโย ที่ อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม และช่วงนี้ หลวงปู่วิเลิศ เขมิโย ได้มาพำนักอยู่ที่ภูถ้ำพระแห่งนี้ได้ ๒ พรรษาแล้ว/แอดมินท่องถิ่นธรรม)

    • #ศุภนิมิตและการบําเพ็ญเพียรที่สํานักสงฆ์เลิศรังสี

    เมื่ออาตมาได้มาจําพรรษาที่นี่ ได้เข้มงวดในการอบรม พระเณรพร้อม ทั้งอุบาสก อุบาสิกา ให้รู้จักบําเพ็ญ ทานรักษาศีล และ ภาวนา มีญาติโยมมาจําศีลฟังธรรม ในวันธรรมสวนะ พอสมควร

    ในพรรษาแรกที่ปฏิบัติธรรมที่สํานักสงฆ์แห่งนี้ ได้นิมิตเห็น ๒ พ่อลูก เดินตรงเข้ามาหา ขณะที่อาตมายืนอยู่ พ่อเด็กได้พูดว่า “เป็นอะไรหรือ” และฉายไฟดูจีวร อาตมามองเห็นเขา แต่เขาไม่เห็นอาตมา เขาไม่เคยเห็นพระมาก่อนเลย คืนต่อมาอาตมาจึงได้แผ่เมตตาให้พวกพระภูมิเจ้าที่ จากนั้นก็ไม่ปรากฏในนิมิตเห็น ๒ พ่อลูกอีกเลย

    การบําเพ็ญเพียรที่นี่ เกิดความสงบเย็นได้มาก เนื่องจากเป็นพื้นที่ ที่มีป่าธรรมชาติ ที่สงบร่มเย็น พื้นที่วัดประมาณ ๓,๕๐๐ ไร่ เป็นป่าธรรมชาติแห่งเดียวของอําเภอเลิงนกทา ที่ยังมีอยู่ให้เห็นต้นไม้ใหญ่มากมายหลายชนิด เป็นมรดกธรรมชาติตกทอดมาจนถึงปัจจุบันนี้ จึงเป็นแหล่งปฏิบัติธรรม ที่ทําให้เกิดความสงบได้ดีอาตมาได้ปฏิบัติธรรมตามระเบียบ ที่ครูบาอาจารย์ใหญ่ดี ฉันโน อบรมสั่งสอนมา มีเดินจงกรม นั่งสมาธิ จิตสงบเย็น เห็นทางที่ถูกต้องตามอริยมรรค ๘ ประการ มีสัมมาทิฏฐิ เป็นต้น มีสัมมาสมาธิ เป็นปริโยสาม สําหรับการประกอบ กายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก ทั้ง ๓ ประการ ทําได้ดีมาก เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราก็แสวงหาป่า หาความสงบอย่างนี้ จึงได้น้อมนําคําสอนของพระองค์ท่านมายึดปฏิบัติโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน และจะขอบวชในพระพุทธศาสนาตลอดชีวิต จึงมีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา อยู่อย่างไม่ลดละ อยู่อย่างมีสติ เคร่งครัดในพระธรรมวินัย รักษาระเบียบธุดงควัตร

    ในคืนหนึ่งขณะนั่งสมาธิเมื่อจิตสงบถึงที่โดยละเอียดได้ปรากฏในนิมิต ผุดขึ้นเป็นรูปร่างสัตว์ก็ไม่ใช่ มนุษย์ก็ไม่เชิง ได้พิจารณาดู คงจะเป็นพระยามารมาทดสอบจิต ในครั้งนั้นยังมีความกลัว อยู่มากจนร่างสลายเป็นจุลเหมือนตายไปแล้ว ต่อมาไม่นานตั้งสติได้ และเอานิมิตนี้ ไปปรึกษาครูอาจารย์ ท่านให้ความเห็นว่าดีแล้ว หาได้ยาก เพราะถ้าเกิดตกใจลุกวิ่งหนี จะเกิดอันตรายถึงตาย

    • #นิมิตเป็นมงคล

    คืนหนึ่ง ในขณะจําวัดกลางคืน ขณะนอนตะแคงขวา เอามือขวาทับขมับขวา มือซ้ายทับตะโพกซ้าย ขาซ้ายทับขาขวา หลับตาตั้งจิตบริกรรม เอาพุทธานุสติเป็นอารมณ์ จนจิตสงบ ปรากฏมีชายคนหนึ่ง นุ่งผ้าสะโล่งเสื้อลาย เดินเข้ามาหาที่เตียงด้านปลายเท้า เสียงพูดกังวาน แกบอกว่า ถ้าอยากหมดกิเลสไม่ยากคือ ละกิเลสใหม่และกิเลสเก่าเสีย เป็นการสิ้นไป เมื่อพิจารณาใคร่ครวญ ผู้ที่มาเตือนเราให้สํานึกในการละกิเลส คงเป็นผู้วิเศษเพราะมีเสียงที่ไพเราะกังวาน คงเป็นท้าวสักเทวราช คือ พระอินทร์เป็นแน่แท้ บางทีก็นิมิตแปลงกายเป็น ตาปะขาว

    ครั้งหนึ่ง ตามลําแขนขวาของอาตมา เป็นโรคประดง แขนตึงถึงยกไม่ไหว มีอาการปวด ต่อมาอีกคืนก็นิมิตมีตาปะขาวมานั่งอยู่ใกล้ๆ แขนที่เจ็บ แล้วถามอาการเจ็บปวดที่แขน แกได้ใช้มือจับแขนที่เจ็บยกขึ้น แล้วเอาเกลียวทองเหลืองคล้ายสว่านเจาะไม้ แทงลงไปที่แขนที่เจ็บจนทะลุออกมา เลือดที่เสียก็หยดออกมาไม่หยุด มีสีดําคล้ายเลือดปลิง อาตมาตื่นขึ้นมาคิดว่าเป็นความจริงเหมือนนิมิต เพราะแขนที่เจ็บปวดตึงนั้น หายเป็นปกติไม่เจ็บปวดเวทนาอีก คงเป็นยาวิเศษของพระอินทร์ อย่างแน่แท้

    • #ประวัติความเป็นมาของวัดป่าสุนทราราม

    ครั้งในสมัย พระอาจารย์ดี ฉันโน เป็นเจ้าอาวาส วัดศรีบุญเรืองท่าแขก บ้านกุดแห่ ต.กุดแห่ อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร วัดเจริญรุ่งเรืองมากทั้งทางโลกและทางธรรม ท่านเป็นพระนักปฏิบัติ พระนักพัฒนา และพระนักก่อสร้าง ได้นำพาคณะศรัทธาญาติโยมและชาวบ้านทำบุญตามประเพณีจริงๆ เช่น เดือน ๓ เอาบุญข้าวจี่ , เดือน ๔ เอาบุญพระเวสสันดรชาดก , เดือน ๕ ก็บุญสงกรานต์ , เดือน ๖ บุญบั้งไฟหมื่นบั้งไฟแสน เป็นต้น

    แต่ก่อนใกล้จะถึงวันทำบุญ ได้มีการป่าวประกาศประชุมกันทำตูบ ทำปะรำสำหรับต้อนรับพระ ปัจจุบันใช้เต็นท์แทน ญาติโยมที่มาทำบุญใส่ฉลากมาเป็น ๖๐ กว่าหมู่บ้าน แต่ละหมู่บ้านที่มาจะประกอบด้วยหนุ่มสาว ผู้เฒ่าผู้แก่ พระเณรจะเดินทางมา บางวัดมีม้า พระจะขี่ม้ามา ญาติโยมหนุ่มสาวเดินตามหลังสนุกสนานร่าเริง พอไปถึงวัด เจ้าภาพจัดกันไว้เป็นคุ้มเป็นกลุ่ม คุ้มไหนรับบ้านไหนก็จะพาไปพักที่ตูบที่ประจำที่เตรียมไว้ ใครรับบ้านไหนจะตกลงกันในวันประชุมก็เป็นที่รับบ้านนั้น พอถึงเวลาแห่พระเวสก็จะไปรวมกัน มีกลองตุ้ม กลองหาง กลองเลง กลองกริ่ง มีวงระนาด ฆ้องวง มีหัวงิ้วหัวโขน เข้าขบวนแห่ สมัยนั้นถือเป็นของแปลกประหลาดมาก กลางคืนก็มีมหรสพ แต่ก่อนไต้กระบองไม่มีไฟฟ้า เครื่องเสียงไม่มี คนมาเที่ยวงานชมงาน ๑๐๐ กว่าหมู่บ้าน แออัดเต็มบ้านเต็มวัด คำว่าทะเลาะกันตีกันไม่มีเหมือนทุกวันนี้ มีแต่สนุกสนานร่าเริง คนหนุ่มสาวก็พูดเกี้ยวกันเป็นคำเว่าผญา แต่โบราณอาหารการกิน เลี้ยงกันเลี้ยงแขกที่มาเอาบุญอุดมสมบูรณ์ การทะเลาะวิวาทไม่มีเลย

    พระอาจารย์ในตอนนั้นท่านจะเป็นช่าง ทำอะไรเป็นหมด และให้ดีสมชื่อท่านด้วย ที่เห็นของเก่าที่ท่านทำไว้ก็ตู้เก็บคัมภีร์เทศนา ซึ่งจารึกด้วยตัวธรรมตัวขอมทั้งนั้นเลย ท่านมีม้าเป็นพาหนะ ท่านจะไปเทศนาบ้านกุดเชียงหมี บ้านไกลท่านจะขี่ม้า ญาติโยมก็เดินตามไป แต่ก่อนไม่มีรถเลย

    ต่อมาปี พ.ศ.๒๔๖๖ พระอาจารย์ดี ฉันโน พร้อมน้องชายได้เดินทางออกจากวัดศรีบุญเรืองท่าแขก บ้านกุดแห่ ด้วยเกิดอยากไปเที่ยวหาเรียนวิชาอาคม หาของดีหาวิชาความรู้เพิ่มเติม จึงเดินทางท่องเที่ยวขึ้นไปทางเหนือไปทางจังหวัดสกลนคร นครพนม ด้วยคงเป็นบุญกุศลแต่ชาติปางก่อนหนุนส่ง จึงจำเพาะให้การเดินทางไปมืดค่ำลงที่บ้านสามผง ตำบลสามผง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม ซึ่งในขณะนั้นที่วัดบ้านสามผง ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต พักปฏิบัติธรรมอบรมญาติโยมอยู่ที่นั้นพอดี เมื่อพระอาจารย์ดีเข้าไปนมัสการกราบไหว้ ท่านพระอาจารย์มั่นได้ทักท้วงทักทายได้ถูกต้องเหมือนตาเห็น เป็นอัศจรรย์มาก พระอาจารย์ดีเข้าใจทันทีว่าท่านพระอาจารย์มั่นเป็นผู้มีหูทิพย์ ตาทิพย์ สำเร็จแล้ว ท่านเป็นผู้วิเศษจริงๆ เมื่อมาพบของดีเข้าแล้วจึงขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์ทันที ท่านพระอาจารย์มั่นก็แสดงธรรมให้ฟัง ชี้ทางประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย

    ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๐ ท่านได้บวชญัตติเป็นพระสงฆ์คณะธรรมยุตใหม่อีกครั้ง ที่วัดสร่างโศก อำเภอยโสธร ในครั้งนั้น ซึ่งปัจจุบันคือ วัดศรีธรรมาราม (พระอารามหลวง) วัดธรรมยุตวัดแรกในอำเภอยโสธร จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อบวชแล้วก็ได้ออกเผยแผ่พระธรรมกรรมฐาน เป็นศิษย์เอกในสมัยบุกเบิกนั้นอย่างกว้างขวาง ท่านเดินทางกลับบ้านกุดแห่ หลังจากฝึกข้อวัตรปฏิบัติจากท่านพระอาจารย์มั่น ๑ ปี พระอาจารย์ดี ฉันโน ได้ไปพักอยู่ที่ดอนปู่ตา ปักกลดอยู่ดอนปู่ตา รื้อหอปู่ตาทิ้งปลูกกุฏิชั่วคราวขึ้น ปฏิบัติธรรมสั่งสอนประชาชนอยู่ ๑ เดือน ให้เลิกนับถือปู่ตา ให้เลิกนับถือผีฟ้า ให้นับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึกสูงสุด

    ครั้นต่อมา พระอาจารย์ดี ฉันโน พิจารณาเห็นว่าสถานที่ของวัดไม่เหมาะสมและไม่สัปปายะ จึงได้ย้ายจากดอนปู่ตาไปจับจองเอาดอนคอกวัวของ พ่อเฒ่าฝ่ายหน้า บุราณรัตน์ ซึ่งเป็นผู้บริจาคที่ดินแปลงนี้ให้เพื่อสร้างวัด พระอาจารย์ดี จึงสั่งคณะญาติโยมรื้อศาลากุฏิจากวัดศรีบุญเรืองท่าแขก บ้านกุดแห่ เอาไปปลูกสร้างไว้ที่วัดใหม่ดอนคอกวัวทั้งหมด วัดศรีบุญเรืองท่าแขกจึงเป็นวัดร้างแต่นั้นมา ปัจจุบันเป็นที่ธรณีสงฆ์ของ วัดป่าสุนทราราม ดอนปู่ตาก็เป็นบ้านดอนสวรรค์ทุกวันนี้ พระอาจารย์ดีท่านจะไม่ค่อยอยู่ประจำ แต่ไปๆ มาๆ เพื่อจัดหาทุนทรัพย์มาก่อสร้างเสนาสนะ ที่ดินทั้งหมดที่พ่อเฒ่าฝ่ายหน้า บุราณรัตน์ ถวายมีทั้งหมด ๖๐ ไร่ ๓ งาน ๒๐ ตารางวา

    สำหรับความเป็นมาของชื่อวัดนั้น ในปี พ.ศ.๒๔๗๑ พระอธิการอินทร์ สุนทโร ซึ่งเป็นบิดาของพระอาจารย์ดี ฉันโน อุปสมบทมาหลายพรรษาแล้ว จึงนำเรื่องเสนอพระเถระ ต่อมาพระอธิการอินทร์ สุนทโร ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก จึงได้ตั้งชื่อวัดให้คล้ายกับนามฉายาของเจ้าอาวาสรูปแรก รูปปฐมฤกษ์ ว่า “วัดสุนทราราม” สภาพเป็นป่า เป็นวัดป่าสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต สายปฏิบัติกรรมฐาน เลยเพิ่มป่าเข้าไปแล้วเรียกว่า “วัดป่าสุนทราราม” พระอธิการอินทร์ สุนทโร ได้พัฒนาก่อสร้างเสนาสนะ กุฏิ ศาลาการเปรียญ ฯลฯ วัดป่าสุนทราราม มีพระภิกษุสามเณรอยู่จำพรรษาไม่เคยขาดตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๗๑ จนกระทั่งถึงปัจจุบัน

    แต่เดิม วัดป่าสุนทราราม สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ปัจจุบันสังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย โดยมี พระครูสุนทรศลีขันธ์ (หลวงปู่สิงห์ทอง ปภากโร) เป็นเจ้าอาวาส

    "..ความเคารพในความไม่ประมาท คือประมาทมัวเมาในชีวิตว่าจะไม่ตายง่าย วันเดือนปีนาทีโมง ผ่านไป ชีวิตของเราก็ร่วงไปจากเด็กเป็นหนุ่มเป็นสาว เป็นผู้ใหญ่แก่เฒ่าไปในที่สุด เราอย่าได้ประมาทชีวิตเร่งสร้างคุณความดี มีการเข้าวัดฟังธรรมจำศีล เจริญเมตตาภาวนาบริจาคทานการกุศล เพราะความตายมันจะมาถึงเมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ เมื่อมีเกิดก็มีตาย ขอให้พวกเราอย่าได้ประมาท ให้เป็นผู้มีสติไม่เผลอเลอ ระวังใจไม่ให้กำหนดยินดีในอารมณ์ ที่เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดเข้าครอบงำจิตใจและพร้อมที่จะรับการทุจริต แล้วประพฤติกายสุจริต อันนี้ได้ชื่อว่าเคารพในความไม่ประมาท.." โอวาทธรรมคำสอน หลวงปู่สิงห์ทอง ปภากโร

    หลวงปู่สิงห์ทอง ปภากโร ท่านละสังขารอย่างสงบตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๓ กันยายน ๒๕๖๓ เวลา ๑๘.๓๘ น. ณ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ จ.ขอนแก่น สิริอายุ ๙๕ ปี ๖ เดือน ๑๘ วัน ๗๐ พรรษา

    #บรรณานุกรมอ้างอิง : คัดลอกมาจากหนังสือ ประวัติและพระธรรมเทศนา ของพระครูสุนทรศีลขันธ์ หลวงปู่สิงห์ทอง ปภากโร ; พิมพ์ครั้งที่ ๑ ; ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ ; หน้า ๑ - ๑๕

    กราบ กราบ กราบ
     
  11. นพ_กำแพงแสน

    นพ_กำแพงแสน เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 กรกฎาคม 2008
    โพสต์:
    16,984
    ค่าพลัง:
    +10,046
    ล็อกเก็ตหลวงปู่สุพจน์ วัดห้วงพัฒนา พร้อมข้าวก้นบาตร บูชา 250 บาทจัดส่ง EMS IMG20260906092614.jpg IMG20260906092625.jpg IMG20260906092649.jpg

    ๏ ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่สุพจน์ ฐิตัพพโต ๏
    วันนี้วันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๖๗ เป็นวันครบรอบ ๓ ปี การละสังขาร หลวงปู่สุพจน์ ฐิตัพพโต วัดห้วงพัฒนา อ.เขาสมิง จ.ตราด หลวงสุพจน์ ฐิตพฺพโต เป็นพระสานุศิษย์องค์หนึ่งของแม่ทัพธรรมสายอรัญวาสี ซึ่งมีจิตมุ่งมั่นปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นไปตามแนวทางของการหลุดพ้นตามวิถีครูบาอาจารย์ผู้มีความชำนาญในสายวิปัสสนากรรมฐาน ท่านมีใจรักและเลื่อมใสในการปฏิบัติธรรมมาก่อน

    นามเดิม สุพจน์ นามสกุล รัตนพาหิระ หลวงพ่อสุพจน์ ท่านถือกำเนิด เมื่อวันพุธ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๖ ปีระกา เดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๔๘๘ ณ. บ้านเลขที่ ๔๐ ตำบลชำราก อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด เป็นบุตรของพ่อสวงษ์ และคุณแม่พร รัตนพาหิระ

    มีพี่น้องรวมทั้งหมด ๘ คนด้วยกัน

    ๑. คุณจำรูญ มุสิกะรัตน์

    ๒. พระครูสุพจนวรคุณ (หลวงพ่อ สุพจน์)

    ๓. คุณ รุจี รัตนพาหิระ

    ๔. คุณ ม้วน รัตนพาหิระ

    ๕. เป็นชายเสียชีวิตตั้งแต่ยังเล็ก (ชื่อน้องป๊าด)

    ๖. คุณ สารภี รัตนพาหิระ

    ๗. พระอาจารย์ เสวต สุกุกสิริ

    ๘. คุณ ประพาน รัตนพาหิระ

    ในวัยเด็กหลวงพ่อสุพจน์ ได้เข้าเรียนหนังสือที่วัดคีริวิหาร ตำบลชำราก อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด โดยในสมัยนั้นยังไม่มีโรงเรียน การศึกษาเล่าเรียนจึงต้องไปเรียนที่วัด หลวงพ่อได้ศึกษาเล่าเรียนจนจบชั้นประถมปีที่ ๔ ซึ่งในสมัยนั้นก็นับว่าเรียนมากแล้ว เมื่อว่างจากการเล่าเรียน หลวงพ่อท่านก็ช่วยโยมบิดามารดาทำนา หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวเข้ายุ้งฉางแล้ว หลวงพ่อก็ไปช่วยทำงานในสวนอีก เรียกว่าหนักเอาเบาสู้ ทำด้วยความขยันขันแข็งจนเป็นที่รักใคร่ของโยมบิดา มารดาและญาติๆ บางครั้งหลวงพ่อยังไปรับจ้างเลื่อยไม้ จนเป็นที่ยอมรับกันในหมู่บ้านว่า หลวงพ่อเป็นผู้มีฝีมือในการเลื่อยไม้คนหนึ่งในตำบลชำราก ดังนั้นจึงมีคนมาจ้างให้เลื่อยไม้เป็นประจำมิได้ขาด

    อุปนิสัยของหลวงพ่อสุพจน์ ผู้ใกล้ชิดสมัยนั้นเล่าให้ฟังว่า ตอนเริ่มเป็นหนุ่มก็มีนิสัยดื้อรั้นบ้างแต่ไม่มาก แต่หลวงพ่อเป็นคนจริง จึงเป็นเหตุที่มาของการที่หลวงพ่อประสบผลสำเร็จในการปฏิบัติธรรม จนมีกิตติศัพท์กิตติคุณฟุ้งขจรขจายไปทั่วจังหวัดตราดและในเขตใกล้เคียง

    เมื่อหลวงพ่อมีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ โยมบิดามารดาจึงให้หลวงพ่อบรรพชาอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดคีริวิหาร ตำบลชำราก อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๘ ได้รับฉายาว่า ฐิตพฺพโต แปลว่า ผู้มีวัตรอันตั้งอยู่แล้ว

    โดยมี พระวินัยบัณฑิต (ถาวร ฐานุตฺตโร ป.ธ.๗) วัดวรดิตถาราม เป็นพระอุปัชฌาย์ พระมหาทองดี อนาวิโล (ปัจจุบัน พระเทพเมธาจารย์ ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดตราด ธ.) วัดวรดิตถาราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระหัน คุณวนฺโต (ปัจจุบัน พระโวภณธรรมธาดา เจ้าคณะจังหวัดตราด ธ.) วัดคีริวิหารเป็นพระอนุสาวนาจารย์

    เมื่อหลวงพ่อได้บรรพชาอุปสมบทแล้วได้ศึกษาธรรมวินัยและจำพรรษาอยู่ที่วัดคีริวิหาร ในพรรษาแรกหลวงพ่อได้ตั้งใจเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ควบคู่กับการศึกษาพระธรรมวินัย พร้อมทั่งท่องบ่นสาธยายมนต์และหนังสือนวโกวาท ซึ่งเป็นพื้นฐานเบื้องตนของพระสายกรรมฐาน ที่พระอริเจ้าทั้งหลายได้พากันดำเนินมา อีกทั้งหลวงพ่อยังได้ออกธุดงค์ชนิดบุกเดี่ยวฝากชีวิตไว้กับพระรัตนตรัย เอาความเป็นความตายเข้าแลก เพื่อดำรงธรรมของพระพุทธเจ้าเพื่อแสวงหาครูบาอาจารย์ ทราบว่าหลวงพ่อจาริกไปทางเมืองเหนือ เข้ากราบนมัสการครูบาอาจารย์เพื่อขอเป็นศิษย์สายพระอาจารย์มั่น คือ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร แห่งวัดถ้ำผาปล่อง จังหวัดเชียงใหม่ บำเพ็ญภาวนาอยู่นานหลายปี ท่านได้มอบตัวเป็นศิษย์และอยู่ศึกษาอบรมสมาธิในสายหลวงปู่มั่นเรื่อยมา ด้วยความจริงใจและเด็ดเดี่ยว

    หลวงพ่อสุพจน์ได้ฝึกปฏิบัติกรรมฐานในป่าอันสงัด ห่างไกลจากบ้านเรือนของผู้คน โดยตั้งปณิธานไว้ว่า จะเป็นก็เป็น จะตายก็ตาย จิตมุ่งอยู่แต่สมาธิภาวนาเท่านั้น ขณะที่ศึกษาอบรมอยู่กับหลวงปู่สิม ก็ได้เรียนรู้ข้อปฏิบัติอันเป็นเครื่องขูดเกลากิเลส ตลอดถึงจิตภาวนาที่หลวงปู่สิมได้พาดำเนินไปด้วยความถูกต้องดีงาม ตามหลักพระธรรมวินัย ซึ่งหลวงพ่อสุพจน์ ท่านได้สืบทอดข้อวัตรปฏิบัติเรื่อยมา และครูบาอาจารย์อีกหลายท่านที่หลวงพ่อได้เคยเข้าไปศึกษาอบรมสมาธิภาวนาเช่น หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ จังหวัดหนองคาย หลวงปู่เทศก์ เทสรังสี จังหวัดหนองคาย หลวงปู่อ่อนศรี ฐานวโร วัดถ้ำประทุม จังหวัดชลบุรี หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน หลวงพ่อศรี ฐิตธมฺโม ถ้ำเหวลึก จังหวัดสกลนคร หลวงพ่อท่อน ญาณธโร จังหวัดเลย หลวงพ่อคำพอง จังหวัดขอนแก่น หลวงตาสรวง สิริปุญโญ วัดศรีฐานใน จังหวัดยโสธร หลวงพ่อทองอินทร์ กุสลจิตโต วัดสันติธรรม จังหวัดเชียงใหม่ หลวงพ่อจันทร์โสม กิตติกาโม ทายาทหลวงปู่สิม และหลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญญมากโร จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น

    หลวงพ่อได้จำพรรษาอยู่ที่วัดวรดิตถาราม ถึง พ.ศ ๒๕๑๒ เพื่ออุปัฏฐากพระอุปัชฌาย์พร้อมทั้งศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม และหลวงพ่อได้แบบอย่างความความเป็นพระสุปฏิปันโน จากพระอุปัชฌาย์ของหลวงพ่อเอง คือเป็นพระมักน้อยสันโดษมีศีลาจารวัตรที่งดงาม ควรแก่การกราบไหว้เป็นอย่างยิ่ง หลวงพ่อมักจะปรารถถึงพระอุปัชฌาย์ ของหลวงพ่ออยู่เสมอๆ เมื่อเทศน์อบรมพระภิกษุสามเณรในวัด ให้เห็นถึงข้อวัตรปฏิบัติของพระอุปัชฌาย์ โดยมักยกเป็นตัวอย่าง ดังจะเห็นได้จากการที่หลวงพ่ออบรมพระภิกษุสามณรว่า

    “ท่านให้ความเคารพนับถือด้วยความจริงใจ ข้อนี้ถือว่า ท่านมีความกตัญญูต่อครูบาอาจารย์ ที่เราท่านทั้งหลายควรน้อมนำมาเป็นแบบอย่างและประพฤติปฏิบัติ เจริญรอยท่าน จึงได้ชื่อว่าเป็นศิษย์ที่ดี”

    หลวงพ่อสุพจน์ ได้สร้างบารมีอยู่ในป่าเขา เป็นเวลายาวนาน มีประสบการณ์มากมายเกี่ยวกับสัตว์ป่าทั้งหลาย เช่น ลิง ค่าง ช้าง เสือ เวลาท่านนึกถึงอะไร สิ่งนั้นมักจะมาตามความรำพึงนึกคิดเสมอ เช่นนึกถึงช้าง ว่าหายหน้าไปไหนนานไม่ผ่านมาทางนี้เลย พอตกกลางคืนดึกๆช้างก็จะมาหาจริงๆ และเดินตรงมายังภายในกุฏิที่ท่านพักอยู่ พอให้ทราบว่าเขามาหาแล้ว ช้างก็จะกลับเข้าป่าไป เวลาที่ท่านนึกถึงเสือก็เช่นกัน นึกถึงตอนกลางวัน ตกกลางคืนเสือก็มาเพ่นพ่านภายในวัดบริเวณที่ท่านพักอยู่ หลวงพ่อสุพจน์ ท่านได้บำเพ็ญเพียรออกธุดงค์ เพื่อเผยแผ่พระธรรม คำสอนตามสถานที่ต่างๆ หลายแห่ง

    เมื่อหลวงพ่อ มีพรรษา ๕ พรรษาแล้ว จึงมาจำพรรษาอยู่ที่ห้วงพัฒนา หลวงพ่อสุพจน์ ท่านเป็นพระภิกษุ ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีข้อวัตรปฏิบัติงดงาม สมควรจดจำเป็นแบบอย่าง

    ท่านมีความพากเพียร มุ่งมั่นในการปฏิบัติ ปฏิบัติจนมีชื่อเสียง ศรัทธาญาติโยมทั้งใกล้และไกลมักกล่าวกันปากต่อปาก หลวงพ่อท่านตั้งอยู่ในข้อวัตรปฏิบัติอันดีงามเสมอต้นเสมอปลายตั้งแต่หลวงพ่อท่านยังมีอายุพรรษาไม่มาก ท่านได้บำเพ็ญตนให้เป็นแบบอย่างคือท่านมีความเด็ดเดี่ยวในข้อวัตรปฏิบัติมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเดินจงกรม หลวงพ่อสุพจน์ ได้เน้นเป็นพิเศษ กล่าวคือเมื่อฉันเสร็จ เริ่มเดินจงกรมเป็นพุทธบูชา พอถึงบ่ายสองโมงเริ่มเดินจงกมถวายเป็นธรรมบูชา จนถึงบ่าย ๔ โมง และเมื่อทำข้อวัตรเสร็จสิ้นแล้วก็จะเริ่มเดินจงกรมถวายเป็นสังฆบูชา จนถึงประมาณ ๔-๕ ทุ่ม จึงเข้าที่พักเพื่อบำเพ็ญภาวนาต่อไปทุกๆวันเวลาเช้าราวตีสาม ก็จะลุกขึ้นเจริญจิตตภาวนาและพาภิกษุสามเณรพร้อมญาติโยมที่มาบวชนุ่งขาวห่มขาว เจริญจิตตภาวนาไปด้วยทุกครั้ง

    หลวงพ่อสุพจน์ ท่านไม่เคยขาดการทำวัตรสวดมนต์ทั้งเช้าและเย็น ยกเว้นบางวันที่หลวงพ่อท่านออกไปทำธุระทางพระศาสนา แล้วกลับไม่ทัน นอกจากนั้นแล้วกิจวัตรของหลวงพ่อคือการทำสมาธิภาวนาทั้งเช้าเย็น โดยมิได้แสดงความเบื่อหน่ายให้เห็นเลย ทั้งยังได้สงเคราะห์วัตถุและปัจจัยทั้งในวัดและนอกวัด โดยมีเมตตาคุณเป็นที่ตั้ง จึงทำให้ญาติโยมสาธุชนทั้งหลายได้มีโอกาสได้กราบไหว้บูชาพระสุปะฏิปันโนอีกรูปหนึ่งอย่างสนิทใจ

    หลวงปู่สุพจน์ ฐิตัพพโต วัดห้วงพัฒนา อ.เขาสมิง จ.ตราด ละสังขารอย่างสงบแล้ว ในวันพุธ ที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๔ เวลา ๑๙.๕๕ น. ณ โรงพยาบาลตราด สิริอายุ ๗๖ ปี ๔ เดือน ๕๗ พรรษา
     
  12. นพ_กำแพงแสน

    นพ_กำแพงแสน เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 กรกฎาคม 2008
    โพสต์:
    16,984
    ค่าพลัง:
    +10,046
    พระสมเด็จรุ่นสมเด็จงิ้วดำปี2535 (สมเด็จรุ่นเเรก)หลวงปู่จื่อ พันธมุตโต
    สมเด็จงิ้วดำ รุ่นเเรก ปี2535 พระปีลึกมวลสารสะกดสายตา หายาก
    บูชา 700 บาทจัดส่ง EMS พระยุคต้นหายาก เนื้อโซนเหลือง IMG20260906093824.jpg IMG20260906093841.jpg FB_IMG_1788662695253.jpg
     
  13. นพ_กำแพงแสน

    นพ_กำแพงแสน เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 กรกฎาคม 2008
    โพสต์:
    16,984
    ค่าพลัง:
    +10,046
    เหรียญบาตรน้ำมนต์ หลวงพ่อจำเนียร สีลเสฏโฐ รุ่นแรกพยัคฆ์ 9 พลัง เนื้อมหาชนวนมวลสารกายสิทธิ์ พิมพ์ทั่วไปไม่ตอกโค๊ต เส้นผ่าศูนย์กลาง 6.5 ซม
    นั่งอธิษฐานจิตปลุกเสกโดย
    1 หลวงปู่คำบุ วัดกุดชมภู
    2 หลวงพ่อเพี้ยนวัดเกริ่นกฐิน
    3 หลวงพ่ออ๋อง วัดสิงหาร
    4 หลวงปู่เขียน ป่าช้าบ้านโพนสิม
    5 หลวงปู่ผา วัดเดือยไก่
    6 หลวงพ่อแช่ม วัดสำนักตะคร้อ
    7 หลวงพ่อจอยวัดโนนไทย
    8 พระมหาจุล วัดพระปรางค์สีดา
    9 หลวงพ่อคูณ วัดบัลลังก์
    10 หลวงพ่อเพิ่มวัดป้อมแก้ว
    11 หลวงพ่อพูน วัดบ้านแพง
    12 หลวงปู่แสง วัดป่าดงสว่างธรรม
    13 หลวงปู่ทองคำ วัดป่าเทพประทานพร
    14ครูบาเหนือชัย วัดถ้ำป่าอาชาทอง
    บูชา 1,000 บาท จัดส่ง EMSมีพระแถม


    IMG_20260906_100644.jpg IMG_20260906_100628.jpg IMG_20260906_100614.jpg
     

แชร์หน้านี้

Loading...